
‘อนุทิน’ มอบ ‘ก.แรงงาน-ก.พาณิชย์’ แก้ปัญหา ‘ใช้แรงงานบังคับ-กำลังผลิตส่วนเกิน’ หลัง ‘สหรัฐ’ ใช้มาตรา 301 เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก ‘ไทย’ 12.5%
............................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โดยมอบหมายให้กระทรวงแรงงาน และกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ปัญหาประเด็นการใช้แรงงานบังคับ และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน หลังจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ.1974 กับประเทศไทยในอัตรา 12.5%
“ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2569 นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ตามที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมจาก 60 ประเทศคู่ค้า ภายใต้มาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ.1974 โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าในอัตราร้อยละ 12.5 ซึ่งเป็นอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยหลายประเทศ
ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันทางการค้าในตลาดสหรัฐอเมริกา สมควรที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาและปลดล็อกเงื่อนไขที่สหรัฐอเมริกาให้ความสำคัญและนำมาใช้ในการพิจารณากำหนดอัตราภาษีดังกล่าว รวมทั้งอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการยกระดับมาตรการกีดกันทางการค้ากับประเทศไทยในอนาคตด้วย ได้แก่ ประเด็นการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) และประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess Capacity) จึงมอบหมายการดำเนินการ ดังนี้
1.ประเด็นการใช้แรงงานบังคับ ให้กระทรวงแรงงานเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมาย กฎ ระเบียบ และประกาศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมทั้งให้จัดทำบัญชีรายชื่อสินค้าและอุตสาหกรรมกลุ่มเสี่ยง
ตลอดจนพัฒนาระบบการรับรองแหล่งที่มาและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิตสินค้า เพื่อให้มีข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ เพื่อใช้ยืนยันกับสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้าได้ว่า สินค้าของไทยตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตไม่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานบังคับ
2.ประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน ให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร) และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ดังนี้
2.1 จัดทำบัญชีกลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงในระดับรายสินค้าและรายอุตสาหกรรม โดยให้ตรวจสอบและบูรณาการข้อมูลที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุมทุกมิติ เช่น กำลังการผลิต ปริมาณสินค้าคงคลัง มาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ โครงสร้างราคา ปริมาณการส่งออก และแหล่งกำเนิดสินค้า เป็นต้น รวมทั้งให้ตรวจสอบความเสี่ยงจากการสวมสิทธิหรือการใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่าน (Transshipment) เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการทางการค้าของประเทศผู้นำเข้าด้วย
2.2 กำหนดแนวทางการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในระยะต่อไป โดยให้มุ่งเน้นการสนับสนุนเพื่อยกระดับผลิตภาพ (Productivity) การลดต้นทุน การพัฒนาเทคโนโลยี การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และการใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) ให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ให้หลีกเลี่ยงการกำหนดมาตรการอุดหนุนที่มุ่งขยายกำลังการผลิตหรือเพิ่มปริมาณอุปทานสินค้าที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกนำมาใช้เป็นเหตุกล่าวหาประเทศไทยในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกิน
ทั้งนี้ ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดเตรียมข้อมูลและมาตรการรองรับในส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดหน่วยงานรับผิดชอบและกรอบระยะเวลาการดำเนินงานที่ชัดเจน เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐอเมริกา ตลอดจนเพื่อเตรียมการป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ประกอบการและการส่งออกของไทยต่อไป
ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ” หนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0505/ว(ล) 17379 แจ้งมติ ครม. เรื่อง มาตรการรองรับกรณีรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมตามมาตรา 301 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ค.ศ.1974 ลงวันที่ 31 ก.ค.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา