
‘ศาลปกครองสูงสุด’ พิพากษายืนคำสั่ง ‘อธิการ มทร.สุวรรณภูมิ’ ปลด ‘ผศ.’ ออกจากราชการ ปมลอกเลียนผลงานวิชาการของบุคคลอื่น ชี้การออกคำสั่งใช้ 'ดุลพินิจโดยชอบ'
...........................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.151/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.317/2569 ระหว่าง นาย ส. อดีตข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ผู้ฟ้องคดี) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) (ผู้ถูกฟ้องคดี) เรื่อง คดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรณี นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลฯมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ลับ ที่ 8/2564 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 เรื่อง ลงโทษปลดออกจากราชการ ที่ลงโทษปลด นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี) ออกจากราชการ พร้อมทั้งขอให้ศาลฯมีคำสั่งให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พิจารณากระบวนการตัดสินโทษ นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี) เรื่องการลอกผลงานทางวิชาการของบุคคลอื่นอีกครั้ง และให้คืนตำแหน่งทางราชการให้แก่ นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี)
โดยคดีนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ว่า การที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (ผู้ถูกฟ้องคดี) มีคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ลับ ที่ 8/2564 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ลงโทษปลด นาย ส. (ผู้ฟ้องคดี) ออกจากราชการ กรณีลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่น ซึ่งเป็นการผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ตามข้อ 7 (12) ประกอบข้อ 8 (3) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยฯ และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 44 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2557 นั้น เป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ
“…ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ฟ้องคดี (นาย ส.) เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.) คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ สังกัดมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นขอกำหนดตำแหน่งรองศาสตราจารย์ สาขาวิชาการบัญชี ต่อมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โดยใช้หนังสือการบัญชีบริหาร XXXXXXX (ส.,การบัญชีบริหาร, กรุงเทพฯ : XXXXXX , XXXX. XXX หน้า โดยผู้เสนอขอมีส่วนร่วมในผลงานทางวิชาการ ร้อยละ 100) เป็นผลงานทางวิชาการ ในการยื่นขอกำหนดตำแหน่งดังกล่าว
ซึ่งหนังสือการบัญชีบริหารของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว ในบทที่ 15 งบกระแสเงินสด ระหว่างหน้า XXX ถึง หน้า XXX ได้มีการลอกเลียนผลงานทางวิชาการของ รองศาสตราจารย์ ดร.ศ. จากหนังสือการบัญชีเพื่อการจัดการ XXXXXXX ในบทที่ 13 งบกระแสเงินสด หน้า XX-X ถึงหน้า XX-XX (ศ. การบัญชีเพื่อการจัดการ พิมพ์ครั้งที่ 21. กรุงเทพฯ : XXX, XXX ,XXX หน้า) ทั้งในส่วนของเนื้อหา การอธิบาย การยกตัวอย่าง การจัดรูปแบบ มีถ้อยคำ และข้อความที่เหมือนและซ้ำกับหนังสือการบัญชีเพื่อการจัดการ ของรองศาสตราจารย์ ดร.ศ. เป็นจำนวนมาก และมีการปรับแต่งข้อความที่มิใช่สาระสำคัญเพียงเล็กน้อย โดยไม่มีการอ้างอิงให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
เห็นว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดี (นาย ส.) ดังกล่าว เป็นการผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง ตามข้อ 7 (12) ประกอบข้อ 8 (3) ของข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากร พ.ศ.2558 ซึ่งระบุให้บุคลากรต้องละเว้นจากการลอกเลียนผลงานทางวิชาการของผู้อื่นไปใช้โดยอ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง และการกระทำของผู้ฟ้องคดียังถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงด้วย ตามมาตรา 45 และมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดี เป็นคณาจารย์มหาวิทยาลัยและมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ ย่อมต้องมีความรู้ความเข้าใจในการจัดทำผลงานทางวิชาการ และจรรยาบรรณทางวิชาการ รวมทั้งต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่น่าเชื่อถือ การที่ผู้ฟ้องคดีลอกเลียนผลงานผู้อื่น และอ้างว่าเป็นของตนเองนี้ ถือเป็นการกระทำที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการอย่างร้ายแรง และเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตาม มาตรา 44 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2557 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
โดยที่ข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ว่าด้วยอำนาจการสั่งลงโทษ วิธีการออกคำสั่งและการแก้ไขคำสั่งเกี่ยวกับการลงโทษ พ.ศ.2550 ข้อ 5 กำหนดว่า ข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้ผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออกตามความร้ายแรงแห่งกรณี เมื่อพิจารณาแล้วว่า ผู้ฟ้องคดีได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีย่อมมีดุลพินิจสั่งลงโทษทางวินัยผู้ฟ้องคดีเพียงสองสถาน คือ ปลดออก และไล่ออก ตามความร้ายแรงแห่งกรณีเท่านั้น
การที่ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ) เห็นว่า ผู้ฟ้องคดี (นาย ส.) รับสารภาพในชั้นคณะกรรมการสอบสวน มีการสำนึกผิด และมีการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด อันเป็นเหตุบรรเทาโทษ โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้นำเหตุดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาและได้ลงโทษปลด และได้ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ซึ่งเป็นโทษสถานเบาที่สุดสำหรับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดี มีคำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ลับ ที่ 8/2564 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ
กรณีที่ผู้ฟ้องคดี (นาย ส.) อ้างว่า มีกรณีของ นาย พ. บุคลากรคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ สาขาพลศึกษาและนันทนาการ ยื่นผลงานในรายวิชาพลศึกษา (XXXXX) ในปี 2551 และได้รับคำสั่งให้แก้ไข เนื่องจากตรวจพบว่าผลงานมีส่วนของการคัดลอกจากทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และได้ดำเนินการแก้ไขโดยใช้คำพูดของตนเอง และได้รับโอกาสให้ยื่นผลงานอีกครั้ง ไม่มีผลพิจารณาให้ออกจากราชการ
และในปี พ.ศ.2566 ได้รับทราบว่ามีบุคลากรคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ยื่นขอดำรงตำแหน่งทางวิชาการหญิงท่านหนึ่ง ได้ขอดำรงตำแหน่งในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และพบว่ามีผลงานสอดคล้องกับผู้อื่นถึง 6 บท ผลการพิจารณาให้แก้ไขให้เกิดความแตกต่าง ไม่มีผลพิจารณาให้ออกจากราชการ
จากสองกรณีข้างต้นนั้น จึงเห็นว่ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มีกระบวนการพิจารณา และกำหนดโทษที่แตกต่างจากกระบวนการพิจารณาของผู้ฟ้องคดีอย่างชัดเจน ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับการเตือนให้ดำเนินการแก้ไข ในลักษณะเดียวกันกับทั้งสองกรณีข้างต้นจึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ นั้น
เห็นว่า การดำเนินการทางวินัยกับบุคลากรของมหาวิทยาลัย เป็นอำนาจดุลพินิจของผู้ถูกฟ้องคดี ตามข้อร้องเรียน ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้รับ
ประกอบกับการที่ผู้ถูกฟ้องคดี (อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ) จะดำเนินการทางวินัยกับบุคคลดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่นั้น ไม่มีผลทำให้คำสั่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ลับ ที่ 8/2564 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 ที่ลงโทษปลดผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีผลให้ผู้ฟ้องคดีได้รับโทษน้อยลงแต่อย่างใด
ผู้ฟ้องคดี จึงไม่อาจอ้างการเลือกปฏิบัติในกรณีดังกล่าวเพื่อให้คำสั่งลงโทษผู้ฟ้องคดีในคดีพิพาทนี้ เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีไม่อาจรับฟังได้
ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีอ้างว่า รายงานการประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ครั้งที่ 8/2566 หน้าที่ 42 มีการขอทบทวนมติสภามหาวิทยาลัยในการประชุมครั้งที่ 4/2566 เมื่อวันพุธที่ 12 เมษายน 2566 ระเบียบวาระที่ 4.2.2 พิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการให้แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากร พ.ศ.2558 ตามที่คณะกรรมการจรรยาบรรณเสนอ
โดยในร่างข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากร พ.ศ. ... ข้อ 9 กำหนดว่า การประพฤติผิดจรรยาบรรณตามข้อ 7 (12) ให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรง แต่จะถือว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง ให้ ก.จ. พิจารณาตามข้อเท็จจริงและความร้ายแรงแห่งการกระทำความผิดเป็นรายกรณีไป โดยพิจารณาจากเจตนาหรือความจงใจ รวมทั้งพฤติการณ์...ซึ่งเป็นฐานความผิดที่ระบุโทษผู้ฟ้องคดี นั้น
จะเห็นได้ว่า หากระเบียบเหมาะสมและมีความเป็นธรรมต่อบุคลากรของมหาวิทยาลัยแล้วนั้น เหตุใดจึงมีการปรับแก้ไข เนื่องจากการลงโทษผู้ฟ้องคดีมีความรุนแรงเกินไป นั้น
เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการแก้ไขข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากร พ.ศ.2558 ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการแก้ไขในชั้นยกร่างข้อบังคับ ยังไม่มีการใช้บังคับ จึงยังไม่มีผลในทางกฎหมาย
อีกทั้งผู้ฟ้องคดีไม่ได้มีคำขอให้เพิกถอนข้อบังคับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ว่าด้วยจรรยาบรรณของบุคลากร พ.ศ.2558 เนื่องจากไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม จึงไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ข้ออ้างของผู้ฟ้องคดีไม่อาจรับฟังได้
การที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน” คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขดำที่ อ.151/2567 คดีหมายเลขแดงที่ อ.317/2569 ลงวันที่ 10 เม.ย.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา