
‘พิพัฒน์’โชว์ไอเดียปิดท่าเรือคลองเตย พลิกพื้นที่ปั้น Entertainment Complex ผุดที่อยู่แนวสูงให้ชุมชนรอบท่าเรือใช้พื้นที่ 500-600 ไร่ ระบุต้องเคลียร์กลุ่มชุมชนให้ลงตัวก่อน ยังตอบระยะเวลาดำเนินการไม่ได้
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วยนายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะกำกับดูแลการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) ได้ร่วมกันมอบนโยบายและตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของ กทท.
นายพิพัฒน์กล่าวว่า จากการประชุมและมอบนโยบายให้กับ กทท. ได้มีการกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนองค์กรผ่าน 5 ประเด็นนโยบายหลัก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและคุณภาพชีวิตของประชาชน
ประเด็นแรกคือการเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่ยังคงมีปัญหาค้างคา ซึ่งได้มอบหมายให้ กทท. เร่งหาแนวทางแก้ไขเพื่อให้โครงการแล้วเสร็จตามกำหนด
ประเด็นต่อมาคือการยกระดับท่าเรือสู่การเป็นท่าเรืออัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart & Green Port) ทั้งที่ท่าเรือกรุงเทพและท่าเรือแหลมฉบัง
ประเด็นที่สามเน้นการบูรณาการโครงข่ายการขนส่งอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก ทางราง และทางน้ำเข้าด้วยกัน เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์และแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการขนส่งสินค้า
ประเด็นที่สี่คือการเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยและงานบริการ ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ
และประเด็นสุดท้ายคือการดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคม โดยรอบพื้นที่ท่าเรือ
@เปิดไอเดียยุบทิ้ง ‘ท่าเรือคลองเตย’ ปั้น Entertainment Complex
นายพิพัฒน์กล่าวว่า ทั้งนี้ได้มีนโยบายการลดบทบาทและการรวมศูนย์การบริหารท่าเรือหลักในประเทศ โดยมีนโยบายที่จะลดบทบาทของท่าเรือกรุงเทพลง และย้ายการบริหารจัดการไปรวมศูนย์อยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังเพียงแห่งเดียว โดยมอบหมายปลัดกระทรวงคมนาคมไปสำรวจข้อมูล โดยเฉพาะการจัดตั้งท่าเรือแหลมฉบังว่า มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้องว่าไว้อย่างไร หากในมติครท.ช่วงนั้นไม่มีแผนในการยุบรวมท่าเรือทั้ง 2 แห่ง ก็จะขอนำแนวคิดนี้ไปหารือในที่ประชุมครม.ต่อไป ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการหารือกันภายในก่อน ไล่ตั้งแต่ระดับกทท. ภายในกระทรวงคมนาคม และสุดท้ายคือการนำเรียนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางต่อไป
สำหรับปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพมีปริมาณตู้สินค้าประมาณ 1.3 ล้าน TEU ต่อปี ในขณะที่แหลมฉบังรองรับได้ถึง 8-10 ล้าน TEU ต่อปี การรวมศูนย์จึงถือเป็นแนวทางที่คุ้มค่ากว่าในเชิงบริหารจัดการ
นายพิพัฒน๋กล่าวต่อไปว่า เมื่อพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพฯว่างลง ก็มีนโยบายว่า จะนำมาพัฒนาเป็น "Entertainment Complex" ในรูปแบบที่ทันสมัย ซึ่งเน้นย้ำอย่างชัดเจนว่า "ต้องไม่มีคาสิโน" โดยพื้นที่ที่จะพัฒนาเป็น Entertainment Complex จะประกอบด้วย ท่าเรือเรือสำราญ, ท่าเรือยอชต์, และโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพดีเพื่อสร้างรายได้ให้กับกทท.และนำผลกำไรส่วนหนึ่งกลับมาดูแลชุมชน
ในส่วนของชุมชนที่อยู่รอบๆท่าเรือกรุงเทพ นายพิพัฒน์กล่าวว่า มีแผนที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนรอบท่าเรือที่มีอยู่กว่า 12,600 ครัวเรือน หรือประมาณ 40,000 คน โดยจะเปลี่ยนที่อยู่อาศัยของคนเหล่านี้จากแนวราบที่แออัดให้เป็นที่อยู่อาศัยแนวตั้งในลักษณะอาคารสูงหรืออพาร์ตเมนต์ที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถนำพื้นที่ที่เหลือไปพัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนต้นแบบ และสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานระดับสูง คาดว่าจะใช้เนื้อที่ 500-600 ไร่ โดยยืนยันว่าจะลงพื้นที่ไปเจรจาและชี้แจงทำความเข้าใจกับคนในชุมชนด้วยตนเอง เพื่อให้เห็นถึงประโยชน์และสวัสดิการที่จะได้รับในอนาคต
เมื่อถามถึงกรณีที่ กทท.เคยมีแผนแม่บทการพัฒนาพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งทำไว้เมื่อปี 2562 จำนวน 2,353.2 ไร่นั้น นายพิพัฒน์ตอบว่า แผนพัฒนาเชิงพาณิชย์เดิมที่มี จะหารือกับปลัดกระทรวง ประธานบอร์ดก่อน เพราะต้องดูก่อนว่า ถ้าหากจะมีการพัฒนา ต้องใช้เวลาในการเจรจากับทางชุมชนก่อน โดยไม่สามารถบอกได้ว่า จะทำได้เมื่อไหร่ อยู่ที่การเจรจากับชุมชนก่อน
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ต้องรื้อแผนแม่บทใหม่หรือไม่ นายพิพัฒน์ตอบว่า ใช้คำว่าปฏิวัติแผนก็ได้ แต่ในขั้นตอนการปฏิบัติจะต้องมีการหารือร่วมกับบอร์ดการท่าเรือฯ และขอความเห็นชอบจากพี่น้องในชุมชนเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืนและไม่เป็นการบังคับ

ผังพัฒนาที่ดินท่าเรือคลองเตย 2,353 ไร่ ของกทท.เดิมที่มี

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา