
‘เอกนิติ’ ประกาศปี 69 ‘ปีแห่งการลงทุน’ ตั้งเป้าเข็นลงทุน ‘บีโอไอ’ 9 แสนล้านในปีนี้ พร้อมย้ำ ‘พ.ร.ก.กู้เงินฯ’ ส่วนที่เหลืออีก 2 แสนล้าน มีความ ‘จำเป็น’ ช่วยเยียวยา 'คน' ควบคู่ 'เปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน'
..............................................
เมื่อวันที่ 4 ก.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใหญ่ใน 3 เรื่องหลักๆ ได้แก่ 1.โลกแตกขั้วอย่างชัดเจน 2.วิกฤติพลังงาน และ3.การเปลี่ยนในเรื่อง AI ซึ่งทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจโลก
ในขณะที่ประเทศไทยเองก็เผชิญกับปัญหาหรือวิกฤติ 3 ด้าน คือ 1.วิกฤตพลังงาน ซึ่งนำไปสู่วิกฤติปากท้องเป็นระลอกๆ 2.เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำ และ3.ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น รัฐบาลจึงมีนโยบายในการแก้ปัญหาวิกฤติเหล่านี้ ผ่านนโยบาย 5T ได้แก่ 1.T-Target การแก้วิกฤติปากท้องอย่างมีเป้าหมาย 2.T-Transition การเปลี่ยนผ่านในเรื่องพลังงาน 3.T-Transform การปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งโจทย์ใหญ่ของประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้ลงทุนมานาน
4.T-Transparency หรือการสร้างความโปร่งใส โดยพยายามยกระดับความโปร่งใส เช่น การจัดทำงบประมาณปี 70 ที่ต้องไม่มีการหมกเม็ด และ 5.T-Together การร่วมมือกับภาคเอกชนในการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยให้เอกชนเป็นกองหน้า ใช้กลไกคณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน หรือ กรอ. เป็นกองกลาง และภาครัฐทำหน้าที่เป็นกองหลังในเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลัง และการดูแลเสถียรภาพการคลัง เป็นต้น
“เรื่อง T-Transform โจทย์ใหญ่ของเรา คือ เราไม่ได้ลงทุนมานาน เราจำเป็นต้องปฏิรูปจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่คำพูด ต้องทำจริง เรื่องปฏิรูป ผมพูดเลย คือ การลงทุน ลงทุนใน 3 สิ่ง คือ 1.ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานเรื่องพลังงานสะอาด ผมถึงพยายามผลักดันเรื่อง Direct PPA เปลี่ยนผ่านในเรื่อง Smart Grid เหมือนที่จีนลงทุนทั้งประเทศ การลงทุนเหล่านี้ต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะพวกนี้จะสำคัญมาก
2.ลงทุนในคน เพราะโลกยุคใหม่ ทักษะมันเปลี่ยนผ่าน ถามว่าจะลงทุนอย่างไร วันนี้โลกเข้าสู่ยุคใหม่จริงๆ ทักษะใหม่ๆ AI ที่เราใช้ไม่ว่าจะเป็น ‘นกกระซิบ’ ChatGPT และ Gemini ข้างหลังมันมีโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเราอยากอยู่ใน AI Hub ก็ต้องเริ่มจากพลังงาน และต้องเป็นพลังงานสะอาด เราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการทำดาต้าเซ็นเตอร์ให้ต่างจากในอดีต คือ เราต้องดึงเขามาลงทุนพลังงานสะอาดด้วย เสร็จแล้วต้องให้ดึงการผลิตชิปต่างๆเข้ามาในประเทศไทยด้วย
3.การลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงิน คือ ปลดล็อกกติกา ผมดูแลบีโอไอ วันนี้ผมปลดล็อกเลย คำขอรับส่งเสริมการลงทุนที่เข้ามาเมืองไทยเยอะๆจากการที่โลกเปลี่ยน คนอยากมาลงทุนในที่ที่มั่นคงปลอดภัย ปีที่แล้วยอดขอรับส่งเสริมฯ 1.8 ล้านล้าน แต่มันมาติดที่คอขวด ผมจึงขอปลดล็อกเหมือน ‘ทางด่วน’ ตั้งชื่อว่า BOI FastPass ทำให้พวกที่ติดอยู่ 1 ล้านล้าน ลงทุนออกไป ไตรมาสแรก ไตรมาสเดียวออกมา 200,000 ล้านบาท แล้วปีนี้คาดว่าจะได้ 9 แสนล้าน” นายเอกนิติกล่าว
นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการลงทุนของประเทศไทย โดยรัฐบาลจะใช้การลงทุนเป็นเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยรัฐบาลจะเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI โดยตั้งเป้าหมายให้เกิดเม็ดเงินลงทุนจริงในระบบเศรษฐกิจประมาณ 9 แสนล้านบาทในปีนี้
“ปีนี้คาดว่าเม็ดเงินบีโอไอจะได้ประมาณ 9 แสนล้านบาท เป็นเม็ดเงินจริงๆ ไม่ใช่ยอดขอรับการส่งเสริมฯ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อน ช่วยดันเศรษฐกิจไทยปีนี้ ผ่านการลงทุน แล้วให้เม็ดเงินนี้ลงสู่เศรษฐกิจจริง แล้วให้ช่วยเพิ่มทักษะให้กับคนไทยด้วย อันจะเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ แล้วยังช่วยในเรื่องเปลี่ยนผ่านให้เศรษฐกิจไทยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระยะยาวด้วย” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลจะมีการใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการลงทุนในปีนี้ เช่น การให้รัฐวิสาหกิจลงทุน โดยปีนี้คาดว่าการลงทุนของรัฐวิสาหกิจจะขยายตัวมากกว่า 10% หรือคิดเป็นเงินกว่า 2.7 แสนล้านบาท รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ผ่านการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ Thailand Future Fund
“วันนี้ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า งบประมาณเรามีจำกัด เราต้องดูฐานะเรื่องวินัยการคลัง ฉะนั้น สิ่งที่ผมพยายามทำ คือ ใช้เม็ดเงินของภาครัฐทุกภาคส่วน นอกจากงบประมาณส่วนกลาง ซึ่งกำลังพิจารณาในสภาฯ เราจะมีเม็ดเงินที่ลงทุนที่สำคัญ คือ การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งวันนี้การลงทุนรัฐวิสาหกิจจะโตขึ้นประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว เป็นเม็ดเงินประมาณ 2.7 แสนล้าน
แล้วก็จะมีกองทุนนอกงบประมาณ เช่น กองทุนเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบีโอไอ กองทุนพลังงานทดแทน ซึ่งอาจจะมาช่วยเรื่องเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งอันนี้ผมว่าเม็ดเงินน่าจะเป็นแสนล้าน แล้วเราจะดึงเอกชนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะวันนี้เอกชนมีเงินเหลืออยู่ในระบบเศรษฐกิจค่อนข้างเยอะ เราจะดึงผ่านเงินเข้ามาผ่าน PPP และทำในเรื่อง Thailand Future Fund เช่น การลงทุนโซลาร์ฟาร์มของการไฟฟ้าฯ” นายเอกนิติ กล่าว
เมื่อถามว่า ในสัปดาห์หน้าศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัย พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ในส่วน 2 แสนล้านบาท หากศาลฯตัดสินออกมาเป็นผลลบ จะกระทบหรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัว พ.ร.ก.มีผลบังคับใช้แล้ว หลังจากมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยมีจุดประสงค์เพื่อเยียวยาประชาชนและช่วยในเรื่องการเปลี่ยนผ่าน
“พ.ร.ก.นี้ จุดประสงค์สำคัญ คือ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเงินงบประมาณอย่างที่เราเห็นการอภิปรายในสภาฯมันไม่พอ ไม่พอที่จะทำอะไร ไม่พอที่จะเยียวยาดูแลประชาชน วันนี้ประเทศไทยมีโจทก์ใหญ่ที่จะต้องทำคืออะไร ท่ามกลางวิกฤติโลก และวิกฤติที่สำคัญวันนี้ คือ วิกฤติปากท้องของประชาชน เริ่มจากวิกฤติพลังงาน ลามมาสู่วิกฤติต้นทุน ของแพงขึ้น เป็นวิกฤติค่าครองชีพ แล้วก็วิกฤติปากท้อง
ถ้าเราหยุดตรงนี้ไม่ได้ จะกระทบธุรกิจ โดยเฉพาะตัวเล็กตัวน้อย คนอาจจะตกงาน ฉะนั้น มันจะยิ่งซ้ำเติมวิกฤติ เราก็ต้องใช้เงินของ พ.ร.ก.มาช่วยเยียวยา แต่ไม่แค่ช่วยเยียวยาอย่างเดียว เราช่วยเยียวยาและช่วยเปลี่ยนผ่านไปด้วย เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งใช้เม็ดเงินของ พ.ร.ก. มาช่วยเยียวยาค่าครองชีพ เรายังช่วยร้านค้ารายย่อย พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เราเอา AI ไปสอนเขาด้วย ช่วยให้เขาขายของออนไลน์เป็น ทำให้เขาเก่งขึ้น ใช้ AI มาวิเคราะห์ยอดขาย เป็นต้น
อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แน่นอนว่าวันนี้ประเทศไทยพึ่งพาพลังงานและก๊าซธรรมชาติสูงมาก ประมาณ 10% ของจีดีพี เราเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน วันนี้เราต้องเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด น้ำมันบนดิน ไม่ว่าจะเป็นไบโอดีเซล เอทานอล พวกนี้เป็นน้ำมันบนดินที่เรามีอยู่ การเปลี่ยนผ่านมาใช้โซลาร์เซล ซึ่งแสงแดดยังมี การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดเหล่านี้ จะช่วยลดค่าครองชีพเขาได้ด้วย
แล้วมันก็ต้องเปลี่ยนผ่านในเรื่องสายส่งด้วย ให้สามารถขายไฟคืนได้ เพราะฉะนั้น ต้องมีการส่งเสริมให้มีการลงทุนพลังงาน ทำให้เกิด grid ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เม็ดเงิน จึงต้องใช้เงินจาก พ.ร.ก.ในการเปลี่ยนผ่าน วันนี้ มันพิสูจน์แล้วว่า ถ้าเราเปลี่ยนผ่านช้า ประเทศไทยอาจจะวิกฤติหนักขึ้น ตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด 2 เดือนล่าสุด จากเราเกินดุลฯมาตลอดในช่วง 15 ปีหลัง 2 เดือนนี้ เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกือบ 5 แสนล้าน เพราะต้องนำเข้าน้ำมัน จึงสะท้อนว่า พ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นจริงๆ ที่จะช่วยเยียวยาคนควบคู่กับช่วยการเปลี่ยนผ่าน และการปฏิรูปประเทศ”นายเอกนิติ กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา