
‘ศาลอุทธรณ์’ พิพากษายืนโทษจำคุก ‘พนม ศรศิลป์’ เมื่อครั้งตำรงตำแหน่ง ‘รอง ผอ.พศ.’ เบียดบังเงินอุดหนุน‘วัดพระพุทธบาทตากผ้า’ ปี 56 ส่วนพวกอีก 2 ราย ลงโทษจำคุก 6-8 ปี พร้อมสั่งคืนเงินให้ ‘พส.’ 2.9 ล้าน
..............................................
เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ผลคำพิพากษาของศาลที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด ประจำเดือน พ.ค.2569 ว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 ศาลอุทธรณ์ ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 566/2566 คดีหมายเลขแดงที่ 20021/2568
โดยเป็นคดีที่ อัยการสูงสุด (โจทก์) ฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (จำเลยที่ 1) นายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองพุทธศาสนสถาน(จำเลยที่ 2) และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนบูรณะพัฒนาวัดและศาสนสงเคราะห์ กองพุทธศาสนสถาน (จำเลยที่ 3) เบียดบังเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประจำปีงบประมาณ 2556 ที่จัดสรรให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าชาง จ.ลำพูน
คดีนี้ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 (ศาลชั้นต้น) เป็นว่า ให้ นายพนม ศรศิลป์ (จำเลยที่ 1) ร่วมกับนายเฉลิมพล มีศิลารัตน์ (จำเลยที่ 2) และนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ (จำเลยที่ 3) คืนหรือใช้เงิน 2,899,970 บาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตามฟ้อง ข้อ 2 (1) และให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,899,970 บาท แก่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตามฟ้องข้อ 2 (2) ด้วย สำหรับโทษการนับโทษต่อ และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคาพิพากษาศาลชั้นต้น
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 036/2569 วันที่ 22 เม.ย.2569 มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่ฎีกาคาพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในขณะที่ นายพนม ศรศิลป์ กับพวก ยังมีสิทธิยื่นคำร้องฎีกาได้
ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 (ศาลชั้นต้น) ได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ อท 84/2563 คดีหมายเลขแดงที่ อท 89/2565 เมื่อวันที่ 27 ก.ย.2565 พิพากษาว่า นายพนม ศรศิลป์ (จำเลยที่ 1) มีความผิดตาม ปอ.มาตรา 147 (เดิม) มาตรา 157 (เดิม) พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบปอ. มาตรา 83
เป็นกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตามปอ. มาตรา 90 แต่ความผิดตามมาตรา 147 (เดิม) และมาตรา 151 (เดิม) มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานความผิดตามปอ. มาตรา 147 (เดิม) ให้จำคุก 6 ปี นายพนม ศรศิลป์ (จำเลยที่ 1) ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษรถโทษให้กึ่งหนึ่งตามปอ.มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี
ส่วนกรณีของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตามปอ. มาตรา 157 (เดิม) มาตรา 151 (เดิม) มาตรา 162 (1) (4) (เดิม) และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 ประกอบปอ. มาตรา 83 เป็นกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุดตาม ปอ. มาตรา 90 แต่ความผิดตามมาตรา 147 (เดิม) และ มาตรา 151 (เดิม) มีอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษฐานความผิดตามปอ. มาตรา 147 (เดิม) ให้จำคุกกระทงละ 6 ปี รวมสองกระทงเป็นจำคุก 12 ปี
ทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามปอ. มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวมจำคุก 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามปอ. มาตรา 78 คงจำคุกกระทงละ 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี
สำหรับคดีนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 991-62/2561 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2561 ชี้มูลความผิดทางอาญา นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวก เบียดบังเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและการพัฒนาวัด ประจำปีงบประมาณ 2556 ที่จัดสรรให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าชาง จ.ลำพูน มีความผิดทางอาญา ปอ. มาตรา 147 มาตรา 151
ประกอบมาตรา 86 และมาตรา 157 ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 มาตรา 90 และมาตรา 91

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา