
ตร.นครบาลเผยเตรียมดำเนินคดี ‘รถส่วนบุคคล-มอเตอร์ไซต์’ ที่จอดคร่อมทางรถไฟวันรถไฟชนรถเมล์เพิ่ม ขอตรวจสอบเลขทะเบียนก่อน ด้าน ‘คมนาคม’สอบหาสาเหตุ 30 วัน คาด 15 วันต่อจากนี้รายงาน ‘พิพัฒน์’
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีรถไฟชนรถโดยสารประจำทางบริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสันกับถนนอโศก - ดินแดง ครั้งที่ 1/2569 ที่ประชุมตรวจสอบภาพเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมาไว้
โดยจากการตรวจสอบแล้วพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2569 ช่วงเวลา 15.33.22 น. รถโดยสารประจำทางเคลื่อนที่ผ่านเครื่องกั้น จากนั้น 15.33.27 น. รถโดยหยุดคร่อมทางรถไฟ 15.33.31 น. สัญญาณเตือนเครื่องกั้นทางรถไฟทำงาน 15.33.41-15.33.53 น. พนักงานพยายามกดปุ่มให้เครื่องกั้นลงมา 15.34.21-15.34.25 น. พนักงานกั้นถนนพยายามใช้วิทยุสื่อสาร ต่อมา 15.34.27-15.35.24 น. พนักงานกั้นถนนโบกธงแดงให้สัญญาณหยุดขบวนรถไฟ 15.35.44 น. ขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารที่จอดคร่อมทางรถไฟ และ15.36.02 น. รถไฟจอดนิ่ง
นายจิระพงศ์กล่าวว่า หลังจากนี้คณะกรรมการจะสืบหาข้อเท็จจริงเพื่อนำเสนอว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง ส่วนใครจะทำใครไม่ทำ เป็นเรื่องของคดีความที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้สอบสวนต่อไป ซึ่งทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล และกระทรวงคมนาคมจะมีการประชุมอีกครั้งในเร็วๆนี้ เพื่อหามาตรป้องกันต่อไป ส่วนของกระทรวงจะถอดบทเรียนเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาต่อไป โดยมีระยะเวลาสอบสวน 30 วัน ทั้งนี้ ในช่วง 15 วันต่อจากนี้ จะรายงานผลสอบเบื้องต้นให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับทราบด้วย

จิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม
ทางด้านพ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ตอนนี้ดำเนินคดีแล้ว 3 ราย คือ คนขับรถเมล์ ผู้ควบคุมไม้กั้น และคนขับรถไฟ ต่อไปจะดูในส่วนรถที่ไปจอดคร่อมทางรถไฟทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถจักรยานยนต์ว่า ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจรทางบก 2522 หรือไม่ โดยอยู่ระหว่างการสืบค้นทะเบียนรถที่ปรากฎตามวิดีโอกล้องวงจรปิด แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคันทำผิด อย่างไรก็ตาม ถ้าพบรถที่ทำผิดก็ต้องดำเนินคดี ขอเวลาตรวจสอบก่อนว่าจะดำเนินคดีกี่คันกี่คน ส่วนเรื่องเจตนา ก็ขอภาพก่อน ยังไม่ขอตอบ
ขณะที่การบริหารจัดการด้านจราจร พ.ต.อ.กัมพลกล่าวว่า พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) นัดหมายทั้งกระทรวงคมนาคมและกทม.ร่วมประชุมแล้วเพื่อกำหนดว่าแต่ละหน่วยต้องทำอะไรบ้าง ทั้งในระยะเร่งด่วน ระยะสั้น และระยะยาว ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางตำรวจจัดตำรวจจราจรไปประจำในพื้นที่ไม่ให้ฝ่าฝืนและตัดกระแสมากเกินควร รวมถึงปรับแนวจำนวนเลนของรถจากถนนกำแพงเพชร 7 ที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนอโศก-ดินแดง มุ่งหน้าแยกอโศก-เพชรบุรี ช่วงเร่งด่วนเช้า 06.00-10.00 น. ได้ทดลองจัดการจราจรจาก 4 เลนเป็น 3 และ 2 เลนตามลำดับ เพื่อพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเพื่อทำสถิติ ส่วนในช่วงเวลาปกติถนนกำแพงเพชร 7 จะถูกบีบให้เหลือเพียง 2 เลนเท่านั้น เพื่อไม่ให้รถจากถนนกำแพงเพชร 7 ตัดกระแสเข้าถนนอโศก-ดินแดงมากเกินไป
ส่วนทางกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้นำแผงเหล็กยืดหด เพื่อป้องกันรถจากถนนอโศก-ดินแดงเลี้ยวขวา และตีเส้นทแยงห้ามหยุดรถตรงทางรถไฟ และจะนำระบบสัญญาณไฟอัจฉริยะมาใช้ และจะเชื่อต่อกับระบบกั้นทางรถไฟของทางการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)
สำหรับข้อมูลรถตรงแยกดังกล่าว ในช่วงเวลาเร่งด่วนจะมีปริมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 คัน/ชม. ส่วนรถที่มาจากถนนกำแพงเพชร 7 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนอโศก-ดินแดง จะอยู่ที่ 1,200 คัน/ชม. ส่วนรถที่มุ่งหน้าไปยังนิคมมักกะสัน มีปริมาณรถอยู่ที่ 200 คัน/ชม.

พ.ต.อ.กัมพล รัตนประทีป รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ขวา)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา