
‘สิริพงศ์’ สั่ง รฟท. รื้อระบบตรวจสารเสพติดในร่างกายคนขับรถไฟใหม่ หลังพบว่า การตรวจสารเสพติดเป็นระบบสุ่ม ส่วนการที่ไม่มีใบขับขี่ เพราะกฎหมายใหม่เพิ่งมีผลบังคับใช้ ยังเกิดช่องว่างอยู่ ปรับรถสินค้าไม่วิ่งช่วงกลางวัน เล็งผลักดันรถไฟสายสีแดง Missing Link แก้ปัญหาจุดตัดรถไฟแยกอโศก-เพชรบุรี
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ความคืบหน้ากรณีอุบัติเหตุรถไฟขนส่งสินค้าชนรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ สาย 206 ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ขณะนี้กระทรวงคมนาคมได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกด้าน ทั้งมาตรฐานผู้ขับขี่ ระบบควบคุมราง ระบบแจ้งเตือน รวมถึงกระบวนการตรวจสอบสารเสพติดและแอลกอฮอล์ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ โดยคาดว่าจะสามารถสรุปผลสอบเบื้องต้นได้ไม่เกินวันที่ 20 พ.ค.นี้
ส่วนกรณีข้อสงสัยว่า คนขับรถไฟไม่มีใบอนุญาตหรือใบขับขี่นั้น นายสิริพงศ์กล่าวว่า ใบขับขี่รถไฟ กับใบอนุญาตจากกรมรางนั้น เป็นคนละใบกัน โดยที่ผ่านมาพนักงานขับรถไฟจะมีใบขับขี่รถไฟอยู่แล้ว สามารถปฎิบัติหน้าที่ได้ แต่เมื่อมีพ.ร.บ.การขนส่งทางรางพ.ศ. 2569 ที่เป็นกฎหมายใหม่มาครอบกฎหมายเก่า โดยกำหนดบทบัญญัติให้พนักงานขับรถไฟ ,ขับรถไฟฟ้าต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมราง โดยพ.ร.บ.ขนส่งทางรางฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 และกำหนดระยะเวลาให้ผู้ขับรถไฟ รถไฟฟ้า ยืนยันตัวตนในระบบ ภายใน 120 วัน ซึ่งคนขับรถไฟดังกล่าวยังไม่ได้ยืนยันตัวตนเข้าไป แต่ยังอยู่ในระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน ดังนั้นอาจจะเป็นช่องว่างของกฎหมาย
@ยอมรับตรวจสารเสพติดเป็นการสุ่ม
นายสิริพงศ์กล่าวถึงประเด็นผลตรวจสารเสพติดและแอลกอฮอล์ของคนขับรถไฟดังกล่าวพบว่า ได้รับรายงานทางการแพทย์เบื้องต้น ว่ามีค่าเป็น Positive ซึ่งอยู่ในกระบวนการสอบปากคำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนที่จะมีใครต้องรับผิดชอบบ้างนั้น ได้ตรวจสอบเอกสารที่มีคำสั่งเมื่อวันที่ 26 มี.ค 2569 ให้ตรวจสอบและยืนยันตัวตนคนขับ โดยให้ผู้บังคับบัญชา 1 ขั้น ต้องทำการรับรองผล ซึ่งกลุ่นนี้ใครเกี่ยวข้องบ้างต้องไปดู ส่วนคนขับรถและพนักงานกั้นถนนจุดเกิดเหตุ ได้มีคำสั่งให้พักการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานขับรถและเจ้าหน้าที่ควบคุมรางไว้ก่อน ตามขั้นตอนการสอบสวน เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส
“กรณีการแจ้งเตือน แต่ละคนยังให้ข้อมูลไม่ตรงกันกัน คนคุมรางแบบนึง คนขับรถแบบหนึ่ง ตั้งแต่จุดที่ออกจากแยก RCA แจ้งไปแล้วไม่ตอบ เป็นต้น ตรงนี้ขอให้รอผลการสอบสวน” นายสิริพงศืระบุ
นายสิริพงศ์กล่าวว่า รฟท.มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่กรณีการตรวจสารเสพติดจะใช้วิธีสุ่มตรวจเป็นรอบที่ผ่านมาไม่ได้ทำทุกวัน เป็นแบบสุ่มตรวจ แต่หลังเกิดเหตุให้ปฎิรูปทั้งระบบใหม่ สั่งการให้ยกระดับมาตรการเป็น“ตรวจทั้งหมด” ที่มีคนขับรถโดยสารสาธารณะทั้ง รฟท. ขสมก. และบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รวมถึงให้มีการตรวจปัสสาวะหาสารเสพติดต้องเข้มงวดมากขึ้น
นอกจากนี้ให้แนวทางให้ผู้ว่าฯรฟท.ปรับแผนการเดินรถสินค้า หลีกเลี่ยงช่วงเวลากลางวันในเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ ในลักษณะเดียวกับมาตรการรถบรรทุก ซึ่งเดิมอาจจะผ่อนผันให้ขบวนรถขนส่งสินค้าเข้าบางโซนได้ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพราะเห็นว่าการจราจรในกทม.ค่อนข้างเบาบางกว่าวันธรรมดา แต่ปัจจุบัน วันเสาร์-อาทิตย์ ปริมาณจราจรยังหนาแน่น ดังนั้น ให้ปรับปรุงตารางเดินรถขนส่งสินค้า เนื่องจากรถสินค้ามีน้ำหนักมาก ใช้ระยะเบรกมากกว่าปกติ และต้องอาศัยทักษะในการควบคุมสูงกว่ารถโดยสาร
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนในเขตกทม.ให้เกิดความปลอดภัยอย่างยั่งยืน นายสิริพงศ์กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมมีโครงการรถไฟสายสีแดงส่วนต่อขยาย (Missing Link) ช่วงบางซื่อ-พญาไท-มักกะสัน-หัวหมาก และสีแดงเข้ม ช่วง บางซื่อ-หัวลำโพง ซึ่งจะต้องผลักดันให้เดินหน้าให้ครบทั้งโครงข่ายเพื่อความปลอดภัย แต่โครงการแบบนี้ไม่สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นตอนนี้ที่ทำได้เร็วที่สุดคือการปรับการบริหารจัดการ แก้ปัญหาเรื่องการทำงานของคน ลดปัจจัยเสี่ยง ส่วนระยะกลาง ต้องนำทคโนโลยมาใช้ให้มีประสิทธิภาพและระยะยาวเป็นการผลักดับโครงการถไฟสายสีแดง
“กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งแก้ไขปัญหาระยะสั้นด้วยการบริหารจัดการ “คน” และลดความผิดพลาดจากปัจจัยมนุษย์ให้มากที่สุด ขณะเดียวกันในระยะยาวจะต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดความเสี่ยง แต่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและต้องเร่งรัดโครงการก่อสร้างระบบป้องกันให้แล้วเสร็จ โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งบริหารจัดการภาพรวมอย่างเป็นระบบ แม้จะติดข้อจำกัดด้านระเบียบและขั้นตอนราชการก็ตาม” นายสิริพงศ์กล่าวอีก
ส่วนการเยียวยาผู้ประสบเหตุ เบื้องต้นกำหนดวงเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต 1.5 ล้านบาท และกรณีทุพพลภาพ 500,000 บาท โดยนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ รฟท. และ ขสมก. พิจารณานำเงินจากกองทุนที่เกี่ยวข้องมาสมทบเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา