‘ศาลฎีกาฯ’ พิพากษา อดีตนายกเทศมนตรี ‘บางกระสั้น’ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ส่วนโทษจำคุก 1 เดือน ให้รอลงอาญา
......................................
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ศาลฎีกา เผยแพร่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม 32/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 8/2569 ระหว่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง และนายสมทรง ลีวัฒนะ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบางกระสั้น อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้ถูกกล่าวหา เรื่อง การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน
โดยศาลฯพิพากษาว่า นายสมทรง ลีวัฒนะ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบางกระสั้น อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหา ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30
“เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา (นายสมทรง ลีวัฒนะ) เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้บริหารท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง (ป.ป.ช.) ทั้งของตนเองและผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยา โดยมิได้จดทะเบียนสมรส กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 102 (4) และมาตรา 105
ประกอบประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 (9) พ.ศ.2561 และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ของผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสอันถือว่าเป็นคู่สมรส พ.ศ.2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2568
ผู้ถูกกล่าวหา เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับตำแหน่งต่อผู้ร้องมาก่อนแล้ว ย่อมทราบดีว่าตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องอีกครั้งเมื่อพ้นจากตำแหน่ง
ในส่วนทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหา ตามสำนวนการไต่สวนของผู้ร้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่แสดงรายการทรัพย์สินประเภทที่ดินและโรงเรือนที่อยู่อาศัย ทั้งที่เคยแสดงรายการที่ดินโฉนดเลขที่ 26738 ไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในวาระเข้ารับตำแหน่งแล้ว ส่วนสิ่งปลูกสร้างโรงเรือน 2 หลัง ผู้ถูกกล่าวหาได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งเป็นช่วงระหว่างดำรงตำแหน่งและมีชื่อผู้ถูกกล่าวหาถือกรรมสิทธิ์ด้วย แต่กลับไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวในวาระพ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่ผู้ถูกกล่าวหาย่อมรู้ว่าตนมีทรัพย์รายการดังกล่าว
นอกจากนี้ ทรัพย์สินของนางสาว ส. ตามสำนวนการไต่สวนของผู้ร้อง นางสาว ส. ให้ถ้อยคำต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของผู้ร้องรับว่า มีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยากับผู้ถูกกล่าวหา แต่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ เด็กหญิง ส. และเด็กชาย ท. ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งสอดคล้องกับสูติบัตรของบุตรทั้งสองคนที่มีชื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นบิดา จึงฟังได้ว่านางสาว ส. เป็นผู้ที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส อันถือเป็นคู่สมรสตามนัยแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว
เมื่อผู้ถูกกล่าวหามิได้แสดงรายการทรัพย์สินของ นางสาว ส. จึงเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ปกปิดสถานะและทรัพย์สินของนางสาว ส. เมื่อกฎหมายมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งหมายจะสร้างระบบการตรวจสอบการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความรัดกุมและเกิดประสิทธิผล จึงกำหนดให้เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญ มีหน้าที่อื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อให้ผู้ร้องได้ตรวจสอบว่ามีทรัพย์สินและหนี้สินเปลี่ยนแปลงผิดปกติหรือไม่ อันเป็นหน้าที่ที่ผู้ถูกกล่าวหาฟังตระหนักและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแต่ผู้ถูกกล่าวหาหาได้กระทำไม่
พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาจงใจอื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งตามคำร้อง
พิพากษาว่า นายสมทรง ลีวัฒนะ ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบางกระสั้น อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 114 วรรคสอง (1)
ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาตลอดไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 81 ประกอบมาตรา 114 วรรคสาม กับมีความผิดตามมาตรา 167 จำคุก 2 เดือน และปรับ 8,000 บาท
ผู้ถูกกล่าวหา ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาเคยรับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29,30” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม 32/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อม 8/2569 ลงวันที่ 23 เม.ย.2569 ระบุ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา