
‘ศาลฎีกา’ พิพากษาเพิกสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ‘หมอเกศ’ 10 ปี ปมอ้างตำแหน่ง ‘ศ.’ ในใบสมัครแนะนำตัวเลือก ‘สว.’ ไม่ตรงต่อความจริง พ้นตำแหน่ง 'สว.' ทันที
.........................................
เมื่อวันที่ 4 มี.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อ่านคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 63/2569 ระหว่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) (ผู้ร้อง) กับ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ ‘หมอเกศ’ (ผู้คัดค้าน) เรื่อง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ (เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง) กรณี น.ส.เกศกมล ระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. (สว.3) ว่า มีตำแหน่งนำหน้าชื่อว่า ‘ศาสตราจารย์’ โดยไม่มีสิทธิใช้ตำแหน่งดังกล่าว เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนเลือกตนเองเป็น สว.
โดยศาลฯ พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา โดยศาลฯเห็นว่า การที่ น.ส.เกศกมล ซึ่งมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. (สว.3) ด้วยความถูกต้อง และไม่แอบอ้างตนเองว่า มีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ เพื่อให้ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของ น.ส.เกศกมล
แต่ปรากฎว่า น.ส.เกศกมล ได้มีการกระทำอันเป็นการทุจริต ด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัคร ไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย
“แม้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่มีบทบัญญัติห้ามมิให้ผู้สมัครที่ได้รับคุณวุฒิทางการศึกษาหรือได้รับตำแหน่งทางวิชาการจากต่างประเทศระบุในเอกสารแบบข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) แต่ผู้คัดค้านก็ยังคงมีหน้าที่ต้องระบุข้อมูลด้วยความถูกต้อง ไม่แอบอ้างตนเองว่า มีประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ เพื่อให้ผู้สมัครอื่นเข้าใจผิดในสาระสำคัญของประวัติการทำงานของผู้คัดค้าน
การกระทำของผู้คัดค้านเป็นการกระทำอันเป็นการทุจริต ด้วยการให้ข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครไม่ตรงต่อความจริง เพื่อให้ผู้สมัครอื่นลงคะแนนให้แก่ตนเอง ทำให้การเลือกที่ต้องเป็นไปตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคกันบนพื้นฐานของการนำเสนอข้อมูลประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานที่ตรงต่อความเป็นจริงของผู้สมัครแต่ละราย
ทำให้เจตนารมณ์ของการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ที่กำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเองภายในกลุ่ม และเลือกผู้สมัครในกลุ่มอื่นที่อยู่สายเดียวกันของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 ซึ่งต้องการบุคคลที่ซื่อสัตย์สุจริต มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ หรือการทำงานด้านต่างๆ ที่หลากหลายของสังคมเพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาเสียไป
การกระทำของผู้คัดค้านจึงเป็นการทุจริตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 226 และตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้คัดค้าน เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา” คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 คดีหมายเลขแดงที่ ลต สว 63/2569 ระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า ผลจากคำพิพากษาศาลฎีกาฯดังกล่าว ส่งผลให้สมาชิกภาพการเป็น สว. ของ น.ส.เกศกมล สิ้นสุดลงทันที ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 108 และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 14 ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามของ สว. และผู้สมัคร สว. ว่า ต้องไม่เป้นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และต้องไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งฯ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา