
‘นักเศรษฐศาสตร์’ เตือน ‘หนี้สาธารณะต่อจีดีพี’ แตะ 70% ไม่เกินต้นปีหน้า ชี้หากขยับ ‘เพดานหนี้’ อาจทำไทยเสี่ยงโดนหั่น ‘เครดิตฯ’ พร้อมแนะ ‘รัฐบาลใหม่’ แก้ 3 โจทย์ ‘การคลัง’
..............................
เมื่อวันที่ 23 ม.ค. สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) จัดงานเสวนาในหัวข้อ ‘ย้อนมอง 16 ความคิดเพื่อชีวิตคนไทย : สำรวจความคืบหน้าและทางออกที่ต้องเร่งทำ’ โดย ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานเสวนาฯตอนหนึ่ง ว่า ขณะนี้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศไทยอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี และภายใต้แผนการคลังระยะปานกลางฉบับล่าสุด คาดว่าหนี้สาธารณะจะไปแตะ 70% ต่อจีดีพี ในปี 2571
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาใส้ในของแผนการคลังระยะปานกลางฯ จะพบว่ามีการคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีไว้ค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับหลายหน่วยงาน ซึ่งรวมทั้งตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ด้วย เช่นเดียวกับตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ซึ่งแผนการคลังระยะปานกลางใส่ตัวเลขในปีนี้ไว้ที่ 0.5% แต่จากการประมาณการของ ธปท. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปไม่น่าจะถึง 0.5% นั่นแปลว่า หนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีโอกาสจะแตะ 70% ในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
“หนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีโอกาสจะแตะ 70% ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งผมเดาว่า หลังเลือกตั้ง สบน. (สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) จะบอกรัฐบาลว่า หนี้มันใกล้จะชน (เพดาน) แล้ว รัฐบาลใหม่ฟอร์มได้กลางปีปุ๊บ หนี้ใกล้จะชนแล้ว แปลว่า เราต้องวางแผนว่า ถ้าเราไม่ประกาศว่าจะขึ้น หรือเราไม่ยกเพดานขึ้นก่อน เกิดมีเดือนใดเดือนหนึ่งจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าและชนเลย ก็ผิดกฎหมายเลยทีนี้ รัฐบาลก็ต้องออก จึงต้องมาพูดถึงสถานการณ์ยกเพดานหนี้สาธารณะแล้ว
แต่มีคำถามว่า จะยกเพดานอย่างไร ให้นักลงทุนต่างชาติ Rating agency มั่นใจว่า รัฐบาลยังมีวินัยทางการคลังอยู่ ซึ่งปีที่ผ่านมาเราเห็น 2 เจ้า คือ มูดี้ส์ และฟิทช์ เรตติ้งส์ ปรับลด Outlook ลงไปแล้ว เหลือเจ้าเดียวที่ยังไม่ลด คือ S&P ซึ่งเขาบอกว่า เขายังมั่นใจวินัยการคลังอยู่ โดยดูจากแผนการคลังระยะปานกลาง ดังนั้น การจัดการความคาดหวังและการจัดการความน่าเชื่อถือตรง เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็น agenda แรกๆ หลังรัฐบาลชนะเลือกตั้ง” ดร.อธิภัทร กล่าว
ดร.อธิภัทร กล่าวย้ำว่า “ถ้าวินัยการคลังของรัฐดี การขึ้นเพดานหนี้ไม่ได้เป็นปัญหา แต่ตอนนี้ 2 เจ้า คือ มูดี้ส์ และฟิทช์ เขาลด Outlook ลงมาแล้ว และบอกว่าที่เขา downgrade ลงมานั้น เป็นเรื่องวินัยการคลัง คำถาม คือ ถ้าอยู่ๆเราก็ขึ้นไปเลย จาก 70% เป็น 80% เพราะว่าหนี้จะชนแล้ว ผมคิดว่ามีต้นทุนค่อนข้างเยอะต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ และในระยะสั้น ผมคิดว่า S&P จะปรับลด Outlook ของเราแน่นอน
และเรายังเห็นว่าตัวชี้วัดบางตัวของเราไม่สนับสนุน ซึ่งตัวที่น่ากังวล คือ สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ โดย Rating agency จะดูว่า ดอกเบี้ยของหนี้สาธารณะของเรา เทียบกับรายได้ภาษีที่เราเก็บได้ มันพอหรือเปล่า วันนี้ (สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้) อยู่ที่ 11% กว่า ซึ่ง benchmark คือ 12% ที่จะคงความเป็น investment grade แต่ถ้าเกิน 12% เขาคงไม่ลดทันที แต่จะมาดูว่ามีอะไรทดแทนได้บ้าง จึงต้องจัดการตรงนี้ให้เหมาะสม ทำอย่างไรให้เขามั่นใจว่าเรามีแผน”
ดร.อธิภัทร กล่าวต่อว่า ในระยะถัดไป รัฐบาลมีแผนในการลดการขาดดุลการคลังให้เหลือ 2% ภายในเวลา 5 ปี จากปัจจุบันที่ขาดดุลฯ 4% กว่าต่อจีดีพี อย่างไรก็ดี การลดขนาดการขาดดุลฯระดับนี้ จะต้องใช้ Political view หรือความมุ่งมั่นทางการเมืองค่อนข้างมาก เพราะหากดูในแง่รายได้แล้ว รายได้ของรัฐบาลจะต้องเติบโตให้ได้ 4% ทุกปี แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายได้ตรงนี้ไม่เคยโตถึง 4% เลย และจากสถิติที่ผ่านมารายได้รัฐบาลโตประมาณ 2% เท่านั้น
“จะทำอย่างไรให้รายได้โตขึ้น ซึ่งมันสวนทางกับเทรนด์ที่ผ่านมาของเรา เดิมรายได้ของเราอยู่ที่ 17% ต่อจีดีพี แต่ ณ วันนี้อยู่ที่ 14-15% และไม่ใช่แค่รายได้ที่น่ากังวล เรื่องรายจ่ายก็น่ากังวล เพราะถ้าดูในแผนฯแล้ว ถ้าจะทำให้เราคงระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไว้ที่ 70% รัฐบาลบอกว่า รายจ่ายจะต้องโตเฉลี่ย 1% ทุกปี แต่ที่ผ่านมารายจ่ายโตไปมากกว่านั้น โตปีละ 3-4% ดังนั้น ถ้าดูความเป็นจริงของบ้านเรา ปี 2572 เราจะเป็นสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์
จึงต้องเริ่มมาคุยกันแล้วว่า เราจะปรับเรื่องโครงสร้างข้าราชการ โครงสร้างสวัสดิการ และบำเหน็จบำนาญต่างๆ เราจะต้องเริ่มปรับเรื่องของบุคลากรภาครัฐอย่างไร มีแนวคิดในการช่วยเหลือกองทุนต่างๆ อย่างไร ซึ่งต้องปรับกันล่วงหน้า แต่วันนี้เรายังไม่เห็นเลย แม้กระทั่งนโยบายการเลือกตั้งต่างๆ แทบจะไม่มีพรรคไหนเสนอว่า จะทำอะไรเหล่านี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งในฐานะนักวิชาการ เราอยากเห็นพรรคการเมืองต่างๆพูดเรื่องเหล่านี้กันมากขึ้น” ดร.อธิภัทร ระบุ
ดร.อธิภัทร กล่าวด้วยว่า ตนมีข้อเสนอในด้านนโยบายการคลัง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ด้านรายจ่าย วันนี้รัฐบาลมีรายจ่ายประจำ รายจ่ายสวัสดิการ รายจ่ายบุคลากร และรายจ่ายหนี้ คือเป็น 70% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า รายจ่ายเหล่านี้ว่าเป็นประเภทรายจ่ายลดทอนได้ยาก หากเราไม่ทำอะไรกับเรื่องยากๆพวกนี้เลย ทุกอย่างก็ต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป
ส่วนในด้านการลงทุน กฎหมายกำหนดว่าต้องมีงบลงทุนอย่างน้อย 20% ของงบประมาณ แต่กลับพบว่าไส้ในของการลงทุนมีบางเรื่องที่แปลก โดยรายงานของกระทรวงการคลังบอกเองว่า จากงบลงทุนทั้งหมดนั้น พบว่า 40% เป็นการลงทุนเทียมที่ปลอมตัวมา ยกตัวอย่างเช่น งบดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งงบส่วนหนึ่งของดิจิทัลวอลเล็ตถูกใส่เป็นงบลงทุน ทั้งๆที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น จึงต้องมาพูดคุยกันว่าเราจะจัดการเรื่องลงทุนอย่างไร ให้เป็นการลงทุนที่ยกระดับผลิตภาพจริงๆ
2.ด้านภาษี มี 3 มิติที่ต้องดู คือ มิติที่ 1 ทำอย่างไรให้ฐานภาษีกว้างขึ้น โดยต้องดึงผู้ที่อยู่นอกระบบเข้ามาในระบบภาษีมากขึ้น ซึ่งมีหลายนโยบายที่มีศักยภาพที่จะทำอย่างนั้นได้ เช่น หวยใบเสร็จของพรรคประชาชน มิติที่ 2 การทำให้ภาษีเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น โดยปัจจุบันต้นทุนในการเข้าสู่ระบบภาษีของธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กสูงมาก ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะทำให้ต้นทุนเหล่านี้ลดลง และต้องทำให้ได้จริงด้วย เพราะกฎหมายบ้านเรามีการล็อคไว้หลายชั้นมาก
มิติที่ 3 เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เราไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้รายได้เพิ่มขึ้นให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลเคยมีรายได้ 17% ต่อจีพีดี แต่ตอนนี้รายได้กลับลดลงมาเรื่อยๆ ดังนั้น ทำอย่างไรที่จะทำให้ภาษีเพิ่มขึ้นได้ และหากไม่ทำอะไรเลย สุดท้ายก็ต้องไปลงเอยที่การปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก จึงต้องมาดูว่ามีเมนูอะไรบ้างที่จะเกลี่ยภาษีให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
3.ด้านสถาบัน ที่ผ่านมาเราเห็นนโยบายที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนมากนัก เนื่องจากเราไม่มีสถาบันที่คอยถ่วงดุลการดำเนินนโยบายการคลัง เพราะแม้ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 กำหนดให้มี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐฯ โดยมีคณะกรรมการนโยบายการเงินในการคลังของรัฐ เป็นผู้กำกับดูแล แต่คณะกรรการฯชุดนี้ มีนายกฯเป็นประธาน และในองค์ประกอบทั้งหมดมีคนนอกคนเดียว คือ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ดังนั้น จึงแทบจะไม่สามารถถ่วงดุลอะไรได้เลย
“ทำอย่างไร เราเห็นการถ่วงดุลตัวนี้มันมากขึ้น ในต่างประเทศ เขาจะมีสถาบันการคลังอิสระ ซึ่งของประเทศไทยก็มีชื่อคล้ายๆ กัน คือ Parliamentary Budget Office หรือ PBO (สำนักงบประมาณของรัฐสภา) เพียงแต่ว่าทรัพยากรที่เราให้เขา หรือความเป็นอิสระ เทียบไม่ได้กับสถาบันกลางอิสระที่เราเห็นในต่างประเทศเลย และเราก็เห็นว่า มันไม่ได้ถ่วงดุลเวลารัฐบาลจะดำเนินนโยบายต่างๆ เลย” ดร.อธิภัทร กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา