
“….โจทย์ใหญ่ของเรา คือ เราไม่ได้ลงทุนมานาน ดังนั้น เราจำเป็นต้องปฏิรูปจริงๆ แล้วต้องไม่ใช่แค่คำพูด ต้องทำจริง ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปนั้น ผมขอพูดเลยว่า คือ การลงทุน และต้องเป็นการลงทุนใน 3 สิ่ง คือ ต้องเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลงทุนในคน และในเรื่องการปฏิรูปกฎกติกา…”
..............................................
หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ
วิกฤตโลกในครั้งนี้ เป็นวิกฤติที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกใน 3 เรื่องใหญ่
การเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ 1 วิกฤติครั้งนี้ เกิดจากสงครามของมนุษย์เราเอง สงครามที่เราเห็น เช่น วิกฤตในตะวันออกกลาง หรือสงครามในส่วนต่างๆของโลกนั้น ทำให้วิถีมุมมองและวิถีชีวิตเริ่มเปลี่ยน โลกที่เคยอยู่ในโลกการค้าเสรี โลก globalization (โลกาภิวัฒน์) เศรษฐกิจโลกที่เคยได้รับประโยชน์จากการเคลื่อนย้ายอย่างเสรี ทั้งสินค้า บริการ และเงินทุน
วันนี้ ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน เปลี่ยนเป็นความขัดแย้งที่เรียกว่า Geopolitics (ภูมิรัฐศาสตร์) โลกแบ่งขั้ว แล้วจาก Geopolitics ก็กลายเป็น Geoeconomics (ภูมิเศรษฐศาสตร์) เริ่มมีใช้ภาษีมากีดกันทางการค้า แล้ววันนี้ ก็นำไปสู่สงครามในตะวันออกกลาง คือ มีการเอา politics (การเมือง) และ economics (เศรษฐกิจ) เข้ามาเกี่ยวข้องกันหมด
สมัยก่อนจะตีกัน จะทะเลาะกัน โลกก็ยังค้าขายกันอย่างเสรี แต่วันนี้ ไม่ใช่แล้ว ใช้ทั้งภาษี ใช้ทั้งสงคราม โลกมันแตกขั้ว แตกขั้วอย่างชัดเจนมาก ไม่ใช่แค่ขั้วของประเทศมหาอำนาจอย่างเดียว แต่ยังมีขั้วใหม่ๆ เกิดขึ้นกระจายเต็มไปหมด เกิดคำว่า Middle Power (มหาอำนาจระดับกลาง) กลุ่มที่เป็นอยู่ตรงกลางหันมาจับขั้วกันเอง ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง
นี่คือการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ ที่เป็นโลกแตกขั้ว และการที่โลกแตกขั้วนั้น ส่งผลกระทบทั้งในเชิงธุรกิจ ทั้งในเชิงการดำเนินชีวิต
ทั้งนี้ อยากจะชี้ให้เห็นภาพ ว่า ในสมัยก่อนนั้น เรื่องเศรษฐกิจ เราจะหาที่ที่ถูกที่สุด ใครผลิตอะไรเก่ง และถูกที่สุด ก็ย้ายไปเป็นสร้างฐานการผลิตสิ่งนั้นไปที่นั่น แต่วันนี้ไม่ใช่เลย วันนี้ไม่ได้หาต้นทุนการผลิตที่ถูกที่สุด แต่หาที่ที่มั่นคงที่สุด มันไม่ใช่ Efficiency First คือ ประสิทธิภาพถูกที่สุดต้องมาก่อนแล้ว แต่มันเป็น Security first คือ ความมั่นคงมาก่อน
ผมมีโอกาสเจอนักลงทุนต่างประเทศเยอะ เพราะผมเป็นประธานบอร์ดบีโอไอด้วย สิ่งแรกที่ผมถาม คือ ทำไมคุณอยากมาลงทุนที่เมืองไทยมากขึ้น ทำไมผมเห็นตัวเลขว่า คุณอยากมาขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI มากขนาดนี้ แล้วสิ่งแรกที่เขาบอก คือ เขารู้สึกว่าประเทศไทยปลอดภัย แล้วกลุ่ม Middle Power คือ กลุ่มอาเซียน โจทย์ก็เหมือนกันเลย
นี่คือการยืนยันสิ่งที่ผมพูดว่า โลกมันเปลี่ยน มันเปลี่ยนวิถีชีวิต เปลี่ยนวิถีธุรกิจ นี่คือโลก Security first แล้วเขาบอกว่า เขาต้องการสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน เขาจะพึ่งใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ แล้วมีสิ่งหนึ่งที่ยืนยัน คือ ประเทศไทยเราค้าขายได้กับทุกคน เรามีความมั่นคงปลอดภัย นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น คือ ‘Fragmented World’ หรือโลกที่มันแตกขั้ว
การเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ 2 คือ เรื่องสิ่งแวดล้อม สมัยก่อนเราบอกว่า ธุรกิจต้องคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม มีการตั้งเป้า Net Zero (การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์) เพราะประเทศทั่วโลกเจอปัญหาโลกร้อน ซึ่งกระทบกับทุกคน มีการตั้งเป้า Net Zero ในแต่ละประเทศ เช่น ค.ศ.2050 หรือ ค.ศ.2060 แล้วแต่ประเทศ
แต่วันนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่แยกตัวออกไปต่างหากแล้ว แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมมันมารวมกับเรื่องพลังงานด้วย เพราะสงครามที่เกิดขึ้น เช่น สงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานที่สำคัญของโลก สงครามดังกล่าว ได้ทำให้เรื่องพลังงานเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย
สมัยก่อนเวลาคนพูดถึงเรื่อง Green หรือทำเรื่อง Green เขาทำ เพราะเป็นสิ่งที่ดีกับโลก แต่วันนี้มันถูกบีบแล้ว เรื่อง Green ไม่ใช่แค่สิ่งที่ดีเท่านั้น แต่มันเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำ เพราะราคาพลังงานที่มาจากฟอสซิลในตะวันออกกลาง คือ ราคาน้ำมัน มันแพงขึ้น ฉะนั้น พอพลังงานมาเชื่อมโยงกับ Green ผมจึงตั้งศัพท์ใหม่เรียกว่า Greenergy Transition
เพราะในวันนี้เรื่อง Energy ไม่ใช่แค่กระทบธุรกิจ แต่มันกระทบชีวิตคน วิกฤติครั้งนี้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น และไปกระทบแหล่งผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินั้น หากประเทศไหนที่พึ่งพาแก๊สธรรมชาติและน้ำมันเยอะๆ ก็จะถูกกระทบหนัก แล้วก็กระทบมาที่คน จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น
อย่างในช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ราคาพลังงานพุ่งสูงปรี๊ดเลย ราคาน้ำมันในปั๊มสูงขึ้นมาก และมันไม่ใช่แค่นั้น ราคาที่ปั๊มน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของต้นทุนต่างๆ เช่น ค่าขนส่งแพงขึ้นลิบลับ ค่าครองชีพและต้นทุนต่างๆเพิ่มสูงขึ้น ประเทศไหนที่พึ่งพาการขนส่งมาก พึ่งพาน้ำมันมาก แล้วยังไม่ได้เปลี่ยนผ่าน จะถูกกระทบหนัก
แล้วก็เป็นข่าวร้ายว่า ประเทศไทยไม่ได้เปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานเลย เราพึ่งพาน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน เรานำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเกือบ 10% ของจีดีพี ไฟฟ้า 60% ของเรา ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ เราจึงกระทบแรง ในขณะที่หลายประเทศ เช่น จีน เขาเปลี่ยนผ่านพลังงานมา 5-6 ปีแล้ว ใช้ไฟสะอาดมากขึ้น ใช้รถอีวี ผลกระทบจึงน้อยมาก
ฉะนั้น คำว่า Green บวก Energy หรือ Greenergy Transition นั้น จึงเป็นตัวบีบให้เราต้องเปลี่ยนเร็วขึ้น และหากใครไม่ทำ ก็จะยิ่งถูกกระทบหนัก
การเปลี่ยนแปลงอันที่ 3 คือ การเปลี่ยนในเรื่อง AI ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะสื่อมวลชน สมัยก่อนต้องมีนักข่าวหลายๆคน เดี๋ยวนี้ทุกคนใช้ AI ทำได้หมด
ผมพูดปุ๊บ ใส่เอาเข้าไปใน AI จะเป็นแอปพลิเคชันไหนก็แล้วแต่ สามารถสรุป แล้วทำเป็นอินโฟกราฟิกได้ด้วย ต่างจากสมัยก่อนที่ต้องใช้เด็กทำเป็นวัน วันนี้ AI ทำทุกอย่าง ถอดเทปได้ แปลภาษาเปลี่ยนภาษาได้ทันที ภายในไม่กี่นาที นี่คือ การเปลี่ยนผ่านของชีวิตจริงๆในเรื่อง AI
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่แค่ Digital Transformation แต่มันคือ AI Transformation โลกที่มันเปลี่ยนไป เราจึงเห็นประเทศต่างๆที่มีหุ้น AI เยอะ ขึ้นเอาๆ ในขณะที่ประเทศไทย ซึ่งไม่ได้มีธุรกิจหรือมีพื้นฐานเกี่ยวกับ AI ก็จะแย่ลงๆ อันนี้ คือ AI Transformation แล้วมันเปลี่ยนวิถีชีวิตเราจริงๆ
ChatGPT เกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี้เอง ตามมาด้วย Gemini ,Claude cowork วันนี้ มีแอปพลิเคชันมากมาย แล้วใครที่ไม่เปลี่ยน ก็จะถูกบีบให้แย่ลงเรื่อยๆ ใครที่ไม่สามารถขึ้นรถไฟขบวน AI นี้ได้ ก็จะถูกกระทบ แล้วจะถูก ‘ทิ้งไว้ข้างหลัง’ คนที่เกาะกระแสได้ก็เป็น K-shaped ข้างบน ใครที่ไม่ทัน ไม่ปรับตัว เข้าสู่ขบวนนี้ไม่ได้ ก็จะเป็นขาลง และลงเร็วด้วย
@ชี้ 3 วิกฤติไทย‘พลังงานแพง-เศรษฐกิจโตต่ำ-มีปัญหาเหลื่อมล้ำ’
เมื่อพูดถึงประเทศไทย วิกฤติในครั้งนี้ ไม่ได้กระทบแค่ปากท้อง หรือเป็นเพียงวิกฤติสั้นๆ แต่มันยังกระทบการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวด้วย กระทบแนวโน้มในอนาคต แล้วเมืองไทย ถามโจทย์ใหญ่ของเมืองไทยคืออะไรในวิกฤติครั้งนี้ แน่นอนเรากระทบเรื่องปากท้องก่อน เพราะประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมาก คือ เกือบ 10% ของจีดีพี
อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันฯที่เราอาจภูมิใจว่า อันดับเราดีขึ้น 4 อันดับ คือ จากอันดับที่ 30 มาเป็นอันดับที่ 26 แต่ลงไปดูไส้ในแล้ว อันดับที่เราแย่ที่สุด คือ การพึ่งพาน้ำมัน และ Energy Intensity (ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานในระบบเศรษฐกิจหรือกระบวนการผลิต) เราอยู่อันดับที่ 67 เราถึงถูกกระทบหนักมาก
แล้ววิกฤติครั้งนี้ ก็ไม่เหมือนวิกฤติในอดีต เราเคยเจอวิกฤติเศรษฐกิจปี 40 เราเป็นต้นตอของวิกฤติ เราโดนหนัก เราเจอวิกฤติแบงก์ล้ม วิกฤติธนาคาร วิกฤติสถาบันการเงิน แล้วเราก็เจอวิกฤติในเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จนทุนสำรองระหว่างประเทศหมด จึงต้องลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 ก.ค.2540
แต่วิกฤติที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นเรื่องวิกฤติค่าครองชีพที่เกิดจากวิกฤติพลังงาน สงครามที่มาเป็นระลอกๆ ทำให้ราคาพลังงานขึ้น น้ำมันแพง ประเทศที่พึ่งพาเยอะ เช่น ไทย ดุลบัญชีเดินสะพัด หรือรายได้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศ หักด้วยรายจ่ายที่เป็นเงินตราต่างประเทศนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เราเกินดุลฯมาตลอด หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤติปี 2540
แต่ในปีนี้ ในเดือน เม.ย.2569 และเดือน พ.ค.2569 ตัวเลขที่เพิ่งออกมา ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เราเกินดุลฯมาตลอด กลับกลายเป็นขาดดุลเกือบ 5 แสนล้านบาท หรือเกือบ 12-13 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพียงแค่ในช่วง 2 เดือนเท่านั้น นี่คือความอ่อนไหวของไทย วิกฤตครั้งนี้ ไม่ได้เป็นแบบเดิม มันเกิดจากพลังงาน วิกฤตค่าครองชีพ แล้วมาเป็นระลอกๆ
ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่าน ก็จะยิ่งเป็น ‘วิกฤตซ้อนวิกฤติ’ วันนี้เป็นวิกฤติปากท้อง คนตัวเล็กจะถูกกระทบหนักกว่าคนตัวโต ธุรกิจ SMEs และคนตัวเล็ก จะถูกกระทบหนักกว่าธุรกิจใหญ่ๆ ที่เขามีแหล่งเงินทุนให้เข้าถึงได้ ถ้าเราหยุดวิกฤตินี้ไม่ได้ มันจะลามไปต่อ แล้ววิกฤตินี้จะมาเป็นระลอกๆ เหมือนคลื่นที่ค่อยๆ ตีเข้ามาทีละรอบ นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของไทย
เรื่องที่ 2 เรามีโจทย์ที่มาทับซ้อน เป็นวิกฤติของเราเอง เป็นปัญหาในประเทศเราเอง คือ ประเทศไทยเรา เศรษฐกิจโตต่ำมานาน เพราะเราไม่ได้ลงทุนมานาน เราเห็นตัวเลขจีดีพีของประเทศเพื่อนบ้านเราในอาเซียน โตเอาๆปีละ 7-8% แต่เรา วันนี้โตแค่ 1-2% ทั้งๆที่ศักยภาพของเราที่แบงก์ชาติคำนวณไว้อยู่ที่ 2.7-2.8% เรายังโตไม่ถึงศักยภาพเลย
ปีที่แล้ว เราโต 2.4-2.5% ขนาดดันขึ้นมาแล้ว ยังโตต่ำกว่าศักยภาพเลย ปีหน้าหรือปี 2570 ประมาณการในเอกสารงบประมาณที่กำลังพิจารณากันอยู่ เราโตแค่ 2.2% ยังต่ำกว่าศักยภาพ เพราะเราไม่ได้ลงทุนมานาน เมื่อเราไม่ได้ลงทุนมานาน ก็ไม่มีอะไรมาโต นี่คือวิกฤตซ้อนวิกฤติ เป็นปัญหาภายในของเราเอง ต่อให้ไม่เจอวิกฤติโลก เราก็มีปัญหา
ถามว่าทำไมเราถึงโตต่ำ หนึ่ง คือ เราลงทุนน้อย เพราะในอดีตที่ผ่านมา อาจจะตีกันเยอะ เราพึ่งบุญเก่ามาโดยตลอด คือ เราลงทุนครั้งใหญ่ในสมัยปี ค.ศ.1980 ที่เราลงทุนอีสเทิร์นซีบอร์ด ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เราถึงมีน้ำ มีไฟ ที่เสถียร ไม่เหมือนบางประเทศที่ติดๆดับๆ อันนี้เป็นบุญเก่าที่ยังคุ้มครองเราอยู่
เราลงทุนท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด สมัยก่อนเราโชติช่วงชัชวาล เจอก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ถึงมีท่าเรือมาบตาพุด เกิดอุตสาหกรรมปิโตรเคมี นี่คือบุญเก่า เวลาส่งออก เราก็ไปแค่ภาคตะวันออก ส่งออกผ่านท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งแน่นแล้ว เกิดนิคมอุตสาหกรรมเต็มไปหมด แล้วเกิดโครงสร้างพื้นฐานขยายไปอยุธยา นี่คือโครงสร้างพื้นฐานเก่า
แต่โลกวันนี้ เรื่องไฟฟ้าเสถียร เรายังต้องการ แต่เรายังต้องการพลังงานสะอาดที่เป็น Greenergy ถ้าเข้าใจมิตินี้ เราจะลงทุนให้ถูกต้อง ในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอ ผมเจอนักลงทุน ทุกคนต้องการพลังงานสะอาด ไฟเรายังดี มีเสถียรภาพ ไม่ติดติดๆดับๆ แต่น้ำ เรากำลังจะเจอปัญหา ปีที่แล้วน้ำท่วม ปีนี้ภัยแล้ง นี่คือปัญหาโลกร้อนที่มีอยู่แล้ว
เรื่องที่ 3 เป็นโจทย์ใหญ่ของเมืองไทย คือ เรื่องความเหลื่อมล้ำ ต้องยอมรับจริงๆว่า ประเทศไทย ‘โตกระจุก จนกระจาย’ อย่างที่พวกเราพูดกัน ทำอย่างไร จึงจะทำให้ผลประโยชน์ของเศรษฐกิจ และการเติบโตในอนาคต กระจายตัวได้มากขึ้น อันนี้ คือ หัวใจของเรื่องที่บอกว่า การจะ transform เศรษฐกิจท่ามกลางวิกฤตโลก ต้องคำนึงถึงมิติเหล่านี้ด้วย
โดยสรุป คือ ความท้าทายเราที่เจอ คือ วิกฤตจากวิกฤตพลังงาน วิกฤตปากท้องที่มาเป็นระลอก ถ้าไม่ทำอะไร คนตัวเล็กจะยิ่งลำบาก ธุรกิจจะเริ่มถูกกระทบ ต้องเลย์ออฟคน ถ้าเราหยุดตรงนี้ไม่ได้ กระทบหนัก แล้วเรามีปัญหาการลงทุนต่ำ ทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ก็ต้องเร่งลงทุน สุดท้าย คือ การกระจายรายได้ ที่เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องนี้
@วางนโนบาย‘5T’แก้วิกฤติ-เร่งลงทุน‘โครงสร้างพื้นฐาน-คน’
แล้วเราจะทำอย่างไร วันนี้ผมวางหลักในการทำนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งทีมเศรษฐกิจพูดหลายครั้งแล้ว คือ ‘5T’
T ตัวที่หนึ่ง T-Target (ยิงตรงเป้า) เรามีทรัพยากรที่จำกัด มีกระสุนจำกัด จึงต้องกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน Target แรก คือ วิกฤติปากท้อง และอีกเป้าหมายหนึ่ง คือ เรื่องการลงทุน ที่เราต้อง Target Industry ให้ชัด
ในเรื่องการแก้วิกฤตปากท้อง ทรัพยากรเรามีอย่างจำกัด การบริหารงบประมาณทำได้ยากมาก เราเข้ามาเมื่อปี 2569 ทรัพยากรก็จำกัด เพราะปีงบฯ 69 ที่ใช้กันอยู่ตอนนี้ ถูกกำหนดมาก่อน Target ของเรา จึงต้องไปช่วยประคองคนในระยะสั้น ให้เปลี่ยนผ่านให้ได้ โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย แล้วต้องให้ได้ผลยาว กระจายตัว แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วย
T ตัวที่สอง T-Transition (การเปลี่ยนผ่าน) เรื่องพลังงาน ใครที่ไม่เปลี่ยนผ่านในตอนนี้จะแย่ ผมได้พบกับท่าน รัฐมนตรีคลังของจีน เขาบอกว่าเขากระทบน้อยมาก เพราะเปลี่ยนผ่านไปอีวี สมัยก่อนใครไปเมืองจีน จะเห็นฝุ่น PM เต็มไปหมด แต่เดี๋ยวนี้ปักกิ่งหายหมด เพราะเขาได้ Transition ไปแล้ว
ตอนนั้นเขาเองก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องวิกฤติพลังงาน คิดแต่เรื่องฝุ่น เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่วันนี้มันผสมกันหมด ทั้งเรื่อง Green กับ Energy เขามีพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แล้วเปลี่ยนเป็น Smart Grid คือ เปลี่ยนสายส่งทั้งหลายให้เป็น Smart Grid ที่รองรับพลังงานสะอาด มีการขายไฟฟ้าคืนได้ ซึ่งเรื่องพวกนี้จะต้องลงทุน เพื่อ Transition
หลายคนอาจจะตั้งคำถามเกี่ยวกับ ตัว พ.ร.ก.ที่ออกมา (พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569) ซึ่งผมก็เข้าใจดี แต่วันนี้ งบประมาณมันไม่เหลือจริงๆที่จะทำ Transition จึงต้องมี พ.ร.ก.ออกมา
เพราะเรื่อง ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ก็เหมือนให้ยาบวกวิตามิน ที่เยียวยาสั้น ให้ยาแก้ปวด แล้วบวกวิตามินให้แข็งแรงขึ้น แต่ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงพลังงาน เราเป็นโรคอยู่จริงๆ เป็นโลกที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเยอะมาก สะท้อนผลศึกษาของ IMF ที่บอกว่าเราพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้ำมันก๊าซธรรมชาติอันดับ 1 ในอาเซียน และอันดับต้นๆในเอเชีย
วันนี้เราจึงต้องรีบเปลี่ยนผ่าน ผมอยากเปรียบว่า เราเหมือนคนป่วย วันนี้เราต้องยอมรับว่า เราป่วยเป็นมะเร็ง ที่เราให้กินยาวันนี้ ก็เพื่อบรรเทาอาการปวด ให้วิตามินไป ส่วน ‘คีโม’ เราจะรออีก 5 เดือน 6 เดือน หรืออีกปี 1 แล้วจึงค่อยมาทำเปลี่ยนผ่านเรื่องพลังงานอย่างนั้นหรือ ซึ่งวันนี้สงครามยังไม่จบ วันหนึ่งดี อีกวันหนึ่งรบกัน วันนี้ก็เริ่มยิงกันใหม่อีกแล้ว
T ตัวที่สาม T-Transform (การปฏิรูป) สำหรับประเทศไทยเรา โจทย์ใหญ่ของเรา คือ เราไม่ได้ลงทุนมานาน ดังนั้น เราจำเป็นต้องปฏิรูปจริงๆ แล้วต้องไม่ใช่แค่คำพูด ต้องทำจริง ซึ่งในเรื่องการปฏิรูปนั้น ผมขอพูดเลยว่า คือ การลงทุน และต้องเป็นการลงทุนใน 3 สิ่ง คือ
1.ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานในเรื่องพลังงานสะอาด ผมจึงพยายามผลักดันในเรื่อง Direct PPA (สัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง) การเปลี่ยนผ่านในเรื่อง Smart Grid เหมือนที่จีนลงทุนทั้งประเทศ ซึ่งการลงทุนเหล่านี้ ต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะพวกนี้จะสำคัญมาก
2.การลงทุนในคน ซึ่งสำคัญมาก เพราะโลกยุคใหม่ ทักษะมันเปลี่ยนผ่าน แล้วถามว่าจะลงทุนอย่างไร ก็ตอบว่า วันนี้โลกเข้าสู่ยุคใหม่จริงๆ มีทักษะใหม่ๆ และ AI ที่เราใช้ ไม่ว่าจะเป็น ‘นกกระซิบ’ ChatGPT และ Gemini เบื้องหลังของมัน มีโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าเราอยากอยู่ใน AI Hub ก็ต้องเริ่มจากพลังงาน และต้องเป็นพลังงานสะอาด
แล้วเราต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ในการทำเรื่อง ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ให้ต่างจากในอดีต คือ เราต้องดึงเขามาลงทุนในพลังงานสะอาดด้วย ใช้เงินของเขา ถ้าเขาอยากมาลงทุนเมืองไทย เพราะแม้ว่าพลังงานเราเสถียร เรามีไฟ แต่ไม่ใช่ให้เขามาแย่งไฟคนไทย จากนั้นก็ต้องดึงการผลิตชิปต่างๆเข้ามาในประเทศไทยด้วย และสุดท้ายก็ทำแอปพลิเคชัน AI
3.การลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงิน คือ การปลดล็อกกติกาต่างๆ ผมดูแลบีโอไอ วันนี้ผมปลดล็อกเลย คำขอรับส่งเสริมการลงทุนที่เข้ามาเมืองไทยเยอะๆ อันเนื่องมาจากการที่โลกเปลี่ยน เพราะคนอยากมาลงทุนในที่ที่มั่นคงปลอดภัย อย่างปีที่แล้วยอดขอรับส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ 1.8 ล้านล้านบาท ไตรมาสแรก ไตรมาสเดียวอยู่ที่ 1 ล้านล้าน
แต่เชื่อหรือไม่ว่า มันมาติดที่คอขวด ต้องขอน้ำ ขอไฟ ขอใบอนุญาตทำงาน เต็มไปหมด ผมเลยบอกว่า ผมขอปลดล็อกเหมือน ‘ทางด่วน’ แล้วต้องทำให้ถูกต้องด้วย ผมตั้งชื่อว่า ‘BOI FastPass’ ทำให้พวกที่ติดอยู่ 1 ล้านล้าน ลงทุนออกไปได้ ไตรมาสแรก ไตรมาสเดียวออกมา 2 แสนล้านบาท แล้วปีนี้คาดว่าจะออกมาเกือบ 1 ล้านล้าน คือ 9 แสนล้าน
T ตัวที่สี่ T-Transparency (ความโปร่งใส) ผมพยายามยกระดับความโปร่งใส อย่างงบประมาณปี 70 ผมบอกเลยว่า ต้องทำเป็น Excel ให้คุณเอาไปต่อยอด มันก็ช่วยให้โปร่งใส แล้วก็เลิกหมกเม็ด ที่เคยหมกเม็ดไว้ แล้วไปจ่ายข้างหน้า ตั้งไว้ไม่เต็ม ผมบอกให้เลิก ต้องยอมรับความเป็นจริง ผมรับอาสามาอยู่ตรงนี้ ผมไม่คิดอย่างอื่นเลย ผมอยากทำให้ประเทศไทยดีขึ้น
และ T ตัวที่ห้า T-Together (ทำร่วมกัน) ผมเป็นคนยกขึ้นมาว่า รัฐทำคนเดียวไม่ได้ รัฐต้องสนับสนุน เอกชนต้องนำ โดยเราให้เอกชนเลือกมาเลยว่า มีเซ็กเตอร์อะไรบ้างที่ต้องสนับสนุน เลือกเซ็กเตอร์ไหนจะไปเป็นกองหน้า แล้วคุณก็ไปยิงประตู แล้วเรายังทำเป็น กรอ. (คณะกรรมการภาครัฐร่วมเอกชน) ให้เป็นกองกลาง โดยมีภาครัฐเป็นกองหลัง ทำเรื่องวินัยการคลัง และเสถียรภาพการคลัง
ผมว่าประเทศไทยเราแย่มานาน ถ้าไม่ลุกขึ้นมาทำ ไม่ช่วยกันทำ ประเทศไทยก็จะยิ่งถอยหลังไปเรื่อยๆ วันนี้โลกมันเปลี่ยน โลกเปลี่ยนอย่างที่ผมบอกไปแล้ว คือ โลกเปลี่ยนในเรื่อง Security จากโลก globalization วันนี้เป็น ‘โลกแตกขั้ว’ แล้วเอาความมั่นคงเป็นตัวสำคัญ โลกเปลี่ยนในเรื่องพลังงาน และโลกเปลี่ยนในเรื่องของ AI
ส่วนโจทย์ใหญ่ของเมืองไทย โจทย์ที่หนึ่ง คือ วิกฤติปากท้อง ซึ่งมาเป็นระลอก เริ่มวิกฤตพลังงาน มาสู่วิกฤติค่าครองชีพ และวิกฤตปากท้อง โจทย์ที่สอง คือ โจทย์ระยะยาว เมืองไทยไม่ได้ลงทุนมานาน ต้องเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในคน และในเรื่องการปฏิรูปกฎกติกา และโจทย์ที่สาม คือความเหลื่อมล้ำ ต้องช่วยคนตัวเล็กตัวน้อยให้กระจาย
โดยขับเคลื่อนด้วย 5T คือ Target ให้ชัด ,Transition ต้องเปลี่ยนผ่านในเรื่องพลังงงาน ถ้าไม่รีบปรับ เราจะยิ่งแย่ ,Transform หรือการปฏิรูป ,Transparency ต้องเน้นความโปร่งใส และ Together ต้องทำงานร่วมกัน ก็หวังว่าการทำสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ประเทศไทยดีขึ้น

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา