
"...ในทางกลับกัน เมื่อไม่ได้ระบุเงื่อนไขสำคัญนี้ไว้ในป้ายโฆษณาหาเสียง จึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน ทำให้พรรคเพื่อไทยและผู้สมัครได้รับคะแนนนิยมอันมาจากการหลอกลวงโดยปกปิดความจริงที่ควรแจ้ง..."
.............................................
เรื่องนี้ขอนำเสนอเพื่อเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้สมัครและพรรคการเมืองว่า การใช้ป้ายหาเสียงที่มีขนาดจำกัดเพื่อนำเสนอนโยบายต่อประชาชน ซึ่งการเลือกตั้งแต่ละครั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองมักจะชูนโยบายสำคัญบนป้ายหาเสียงที่มีขนาดจำกัดตามกฎเกณฑ์ของ กกต. ทำให้ไม่สามารถบรรจุรายละเอียดของแต่ละนโยบายได้ครบถ้วนทั้งหมด
การขาดข้อมูลที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของบางนโยบายบนป้ายหาเสียง อาจทำให้ถูกกล่าวหาว่ามีเจตนาที่จะปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง ซึ่งอาจมีความร้ายแรงถึงขั้นเป็นการหาเสียงโดยหลอกลวงประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนั้นมาโดยง่ายเมื่อเลือกผู้สมัครหรือพรรคการเมืองนั้น ทั้งที่ไม่ได้เป็นจริงเช่นนั้นเนื่องจากจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ให้ครบถ้วนเสียก่อน
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างตามที่ได้รับข้อมูลมาว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มีประชาชนกลุ่มหนึ่งเข้ายื่นคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่เพิ่งผ่านมา ต่อสำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดแห่งหนึ่ง ในฐานะที่ผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งพบเห็นการเลือกตั้งที่ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
โดยพบว่าป้ายหาเสียงของผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย เบอร์ 9 ซึ่งเป็นป้ายหาเสียงที่นำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อไทยตามที่แสดงรายละเอียดอยู่บนเว็บไซด์ของพรรค และนำส่งต่อ กกต.ตามกฎหมาย
ในส่วนที่ชื่อว่า “นโยบายคนไทยไร้จน” ซึ่งเป็นนโยบายที่นำไปใช้หาเสียงกับผู้ที่มีฐานะยากจนรายได้ไม่ถึง 3,000 บาทต่อเดือน โดยจะเติมเงินให้มีรายได้ครบ 3,000 บาทต่อเดือน ซึ่งประชาชนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่คือผู้ที่มีการศึกษาต่ำฐานะยากจนในพื้นที่ชนบท ที่มีอยู่มากกว่า 3.4 ล้านคน โดยนโยบายนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นจากคนกลุ่มนี้เป็นจำนวนสูง
แต่ป้ายหาเสียงที่นำไปใช้หาเสียงในพื้นที่ต่างๆ กลับไม่ได้ระบุเนื้อหาสำคัญของนโยบายในส่วนที่เกี่ยวกับวิธีการที่จะได้รับแจกเงินเอาไว้โดยครบถ้วน ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่มีฐานะยากจนขาดการศึกษาเข้าใจผิดในสาระสำคัญว่าจะได้รับแจกเงินมาแบบง่ายๆ จากนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทย ทั้งที่ความจริงมีขั้นตอนสำคัญที่จะต้องดำเนินการก่อนที่จะได้รับการแจกเงิน แต่ไม่มีหมายเหตุไว้ในป้ายหาเสียงของนโยบายนี้ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
โดยผู้ยื่นคำร้องเห็นว่าการจัดทำป้ายหาเสียงเช่นนี้น่าจะมีเจตนาปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง โดยเปรียบเทียบได้กับการโฆษณาขายสินค้าผ่านสื่อต่าง ๆ จะต้องระบุรายละเอียดของสินค้าหรือเงื่อนไขต่าง ๆ เอาไว้โดยครบถ้วนที่จะไม่ทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในสาระสำคัญของสินค้า หากไม่ได้ทำเช่นนั้นจะเป็นการโฆษณาเกินจริงหรือโดยหลอกลวง ซึ่งอาจถูกลงโทษ ตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค
ป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในส่วนของนโยบายนี้ ซึ่งปกปิดข้อความที่ควรบอกให้แจ้ง จึงอาจเข้าข่ายเป็นการหาเสียงโดยหลอกลวงผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนยากจนที่มีอยู่มากถึง 3.4 ล้านคน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ หากมีผู้เข้าใจผิดหรือหลงเชื่อว่าจะได้เงินมาง่ายๆ เพียง 30% ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงจากนโยบายนี้มากถึง 1 ล้านคะแนน
จึงอาจเป็นการจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงให้แก่พรรคเพื่อไทยหรือผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน ด้วยวิธีการหลอกลวง ขัดต่อข้อห้ามตาม พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.มาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี ปรับ 2 แสนบาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี
ผู้เขียนได้รับการเปิดเผยรายละเอียดของคำร้องว่า นโยบายนี้ระบุไว้บนเว็บไซด์ของพรรคเพื่อไทยและรายงานไปยัง กกต.โดยอยู่ในส่วนของนโยบายแก้ปัญหาความยากจนของประชาชนชื่อว่า “นโยบายคนไทยไร้จน” โดยระบุถึงที่มาของนโยบายนี้ และระบุว่าจะต้องใช้งบประมาณ ปีละ 60,000 ล้านบาท หรือ 240,000 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 4 ปี
โดยบนเว็บไซด์ของพรรคระบุด้วยว่า ผู้ขอรับสิทธิต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้ เพื่อให้รัฐประเมินรายได้ “ตามจริง” ว่าควรได้รับการเติมเงินเท่าไหร่
นโยบายนี้อาจมองได้ว่า พรรคเพื่อไทยมีเจตนากำหนดขึ้นมาเพียงเพื่อใช้หาเสียงเท่านั้น เพื่อให้ผู้สมัครหรือตัวแทนพรรคเพื่อไทยนำเอาไปใช้หาเสียง โดยทำให้ชาวบ้านที่ยากจนและการศึกษาไม่สูง เข้าใจผิดว่าจะได้รับเงินมาแบบง่ายๆ เดือนละ 3,000 บาท หรือไม่
เนื่องจากแสดงเนื้อหาของนโยบายแต่เพียงบางส่วน โดยปกปิดข้อความจริงสำคัญอีกบางส่วนที่ควรแจ้งให้ครบถ้วน ทำให้ชาวบ้านที่ยากจนซึ่งอยู่ในพื้นที่ชนบท มีความชื่นชอบในตัวผู้สมัครและพรรคเพื่อไทย เป็นการเพิ่มคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและพรรคการเมืองนี้ได้จำนวนไม่น้อย
โดยผู้ร้องพบว่าป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่ที่เป็นเขตชนบท ชูนโยบายนี้ในการหาเสียง แต่แสดงข้อความจริงของนโยบายนี้ไม่ครบถ้วนตามที่ระบุอยู่บนเว็บไซด์ของพรรค ซึ่งชาวบ้านในชนบทส่วนใหญ่จะเข้าไม่ถึงข้อมูลที่เป็นเว็บไซด์ ทำให้ไม่รู้เงื่อนไขเพิ่มเติมซึ่งระบุว่า ผู้ขอรับสิทธิต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้
โดยผู้จะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรหรือผู้ที่รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ มีรายได้ไม่ถึง 100 บาทต่อวัน ซึ่งไม่ได้อยู่ในระบบภาษี หากจะได้รับแจกเงินจากนโยบายนี้จะต้องเข้ามาอยู่ในระบบภาษี และจะต้องยื่นแบบฟอร์มรายได้อีก ซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก แต่ชาวบ้านที่ไม่รู้ถึงเงื่อนไขสำคัญนี้เนื่องจากไม่มีระบุอยู่ในป้ายหาเสียงก็จะตัดสินใจเลือกพรรคเพื่อไทย
ป้ายหาเสียงของนโยบายนี้พบเห็นได้ในหลายพื้นที่ระบุเพียงว่า “คนไทยไร้จน เติมเงินให้ถึงรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่อายุ 18 ปี ขึ้นไป” โดยแสดงหมายเลขของพรรคเพื่อไทยคือ หมายเลข 9 ซึ่งทำให้เห็นว่าเป็นป้ายหาเสียงของผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ และใกล้เคียงกันจะมีป้ายหาเสียงของผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีหมายเลขผู้สมัครแบบนี้อีกต่างหาก
จากข้อความที่ระบุเพียงเท่านี้ทำให้ชาวบ้านในชนบทที่มีฐานะยากจนและการศึกษาไม่สูง ย่อมเข้าใจว่าจะได้รับเงิน 3,000 บาทต่อเดือน มาแบบง่าย ๆ เนื่องจากป้ายหาเสียงไม่ได้ระบุเงื่อนไขว่า จะต้องเข้าสู่ระบบภาษี และยื่นแบบฟอร์มรายได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของนโยบายนี้ แต่กลับระบุว่า ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เป็นอายุขั้นต่ำของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่รายละเอียดที่ระบุอยู่บนเว็บไซด์ของพรรคไม่มีเงื่อนไขในเรื่องอายุ
ความหมายคำว่า “หลอกลวง” ว่า ตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งคือ พรป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. มาตรา 73 เมื่อพิจารณาประกอบกับความหมายในทางอาญา การ “หลอกลวง” ในการหาเสียงเลือกตั้ง สส.มีความหมายว่า ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง มีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงเจตนาเพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชน ด้วยวิธีการจูงใจประชาชนโดยการแสดงข้อความเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง
ป้ายหาเสียงที่อ่านแล้วมีความหมายว่า จะเติมเงินให้กับชาวบ้าน ให้ถึงรายได้ขั้นต่ำ 3,000 บาทต่อเดือน โดยไม่มีเงื่อนไขระบุไว้ และมีข้อความว่าจะให้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไป ซึ่งเพิ่มเติมขึ้นจากนโยบายของพรรคที่เผยแพร่อยู่บนเว็บไซด์
ป้ายหาเสียงที่แสดงข้อความไม่ครบถ้วนและเกินเลย จึงแสดงถึงเจตนาที่จะปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง หรือแสดงข้อความเท็จ เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เป็นคนระดับล่าง
ผู้ร้องระบุอีกว่า พบภาพถ่ายการหาเสียงที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กของผู้สมัครแบบแบ่งเขตเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย แสดงป้ายหาเสียงนโยบายนี้ของพรรคเพื่อไทย หมายเลข 9 ที่มีเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วน ทำให้เข้าใจได้ว่าผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย หมายเลข 9 เมื่อได้เป็นรัฐบาลหรือเมื่อได้รับการเลือกตั้ง จะดำเนินการให้มีการแจกเงินให้กับคนยากจนให้มีรายได้ครบ 3,000 บาท ต่อเดือนทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ
เนื่องจากบนป้ายหาเสียงของนโยบายนี้ไม่มีข้อความหรือมีหมายเหตุว่าจะแจกเงินให้เฉพาะคนจนที่เข้าสู่ระบบภาษีและยื่นแบบฟอร์มรายได้เท่านั้น ซึ่งเงื่อนไขนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อคะแนนนิยมของนโยบายนี้ หากประชาชนทราบถึงเงื่อนไขของนโยบายนี้โดยครบถ้วนก็จะเห็นถึงข้อยุ่งยากที่จะได้รับการแจกเงิน ความนิยมต่อพรรคเพื่อไทยหรือผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยก็จะลดลง
ในทางกลับกัน เมื่อไม่ได้ระบุเงื่อนไขสำคัญนี้ไว้ในป้ายโฆษณาหาเสียง จึงมีลักษณะเป็นการหลอกลวงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจผิดในสาระสำคัญ เพื่อสร้างคะแนนนิยมให้กับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย ทั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อไปพร้อมกัน ทำให้พรรคเพื่อไทยและผู้สมัครได้รับคะแนนนิยมอันมาจากการหลอกลวงโดยปกปิดความจริงที่ควรแจ้ง
ป้ายหาเสียงของนโยบายนี้ ระบุหมายเลข 9 ซึ่งเป็นหมายเลขของพรรคเพื่อไทยที่จับสลากได้ในการส่งผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ จำนวน 100 คน ดังนั้น การหาเสียงที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 73 วรรคหนึ่ง (5) จึงเป็นการกระทำของผู้สมัครทั้ง 100 คน ไม่ว่าจะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม
ผู้ร้องยังได้ให้ความเห็นอีกว่า ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏวัตถุพยานให้เห็นโดยชัดเจนคือป้ายหาเสียง จึงไม่มีความจำเป็นที่ กกต.จะต้องสืบสวนหรือไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีก
เพียงแต่พิจารณาวินิจฉัยว่าป้ายหาเสียงลักษณะนี้มีเจตนาที่จะปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งที่ถือเป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้คะแนนเสียงจากคนจนหรือไม่เท่านั้น ซึ่งหากเป็นความผิดจะต้องถือว่าเป็นการกระทำของผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทยทั้ง 100 คน โดยเรื่องนี้จะพิจารณาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย กกต.จึงไม่ควรต้องใช้เวลาเป็นปีเช่นเดียวกับกรณีการเลือกตั้งครั้งก่อน ๆ
ผู้เขียนเห็นว่า จำนวน สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย และบุคคลที่อยู่ในรายชื่อผู้สมัคร 100 คน ล้วนเป็นบุคคลสำคัญของพรรคที่จะเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดที่กำลังจะจัดตั้งขึ้น หากเรื่องนี้ กกต.เห็นด้วยกับผู้ร้องและเสนอเรื่องไปยังศาลฎีกา ก็ย่อมจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จึงเป็นกรณีศึกษาที่ผู้สมัครและพรรคการเมืองต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญต่อข้อมูลที่นำเสนอต่อประชาชน ที่จะต้องมีความครบถ้วนพอสมควร โดยไม่ทำให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมที่มาจากป้ายหาเสียง ซึ่งจะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ ตามที่เห็นกันมาแล้วหลายเรื่อง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา