
"...การมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้ออกมาชี้แจงแล้วโดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วซึ่งทำให้รู้ว่าผู้ลงคะแนนคือใครและเลือกผู้สมัครหมายเลขอะไรแล้ว การมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดยังเกิดประโยชน์กับขบวนการซื้อเสียง โดยสามารถใช้ข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รับเงินไปแล้วให้ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยอ้างว่าสามารถตรวจสอบการลงคะแนนได้จากโค้ดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบัตรเลือกตั้ง..."
นอกจากรัฐธรรมนูญบัญญัติถึงวิธีการเลือก สส.ไว้ในหมวด 7 ส่วนที่ 2 มาตรา 85 ว่า ให้ใช้วิธีการออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับแล้ว ยังได้บัญญัติไว้ในหมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย มาตรา 50 (7) ว่า บุคคลมีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระอีกด้วย นอกจากนี้ในกฎหมายระดับรองได้แก่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และระเบียบ กกต.ยังได้กำหนดไว้ในมาตราหรือข้อต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ที่จะให้การใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนของประชาชนในการเลือกตั้งทุกระดับ เป็นความลับเฉพาะตนที่บุคคลอื่นจะล่วงรู้ไม่ได้ ไม่ว่าในขณะกาบัตรเลือกตั้งอยู่ในคูหาลงคะแนน หรือหลังจากนั้น ไม่ว่าจะผ่านไปเป็นเวลายาวนานเพียงใดหรือด้วยเหตุใด ๆ จะต้องไม่มีอำนาจใดที่จะสามารถเข้าไปล่วงรู้ความลับส่วนบุคคลนี้ได้ แม้กระทั่งอำนาจตุลาการก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เช่นกัน เพราะสิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิที่ใหญ่กว่าหลาย ๆ สิทธิ โดยเกิดขึ้นทันทีเมื่อประชาชนมีอายุถึงเกณฑ์ที่กำหนด และมีความสำคัญในระดับสูง เมื่อเปรียบเทียบกับสิทธิของปวงชนชาวไทยที่บัญญัติอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือที่รัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครอง ทำให้การใช้สิทธิจะต้องมีความเป็นอิสระอย่างแท้จริงโดยไม่อยู่ภายใต้อำนาจครอบงำใด ๆ เพื่อเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่ตรากฎหมายและควบคุมฝ่ายบริหาร รวมทั้งทำหน้าที่คัดเลือกบุคคลเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
เรื่องซึ่งกำลังเป็นที่ถกเถียงของคนในสังคมเวลานี้คือ ระดับของความลับ และระดับของความอิสระในการใช้สิทธิหรือทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการเลือกตั้ง สส.ว่าควรอยู่ในระดับใดที่เหมาะสม หากอยู่ในระดับสูงสุดซึ่งอาจหมายความว่า จะต้องเป็นความลับและอิสระแบบ 100 % ทั้งในขณะใช้สิทธิและภายหลังการใช้สิทธิตลอดไปหรือชั่วนิจนิรันดร์ หรือในระดับที่ต่ำลงมาอาจหมายความว่า เป็นความลับในช่วงเวลาหนึ่งแต่เมื่อผ่านไปแล้วระยะหนึ่งหรือเมื่อมีเหตุผลความจำเป็นก็สามารถที่จะเปิดเผยความลับนี้ได้ ส่วนความเป็นอิสระก็อาจยอมให้มีการครอบงำหรือชี้นำได้ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุที่ประชาชนในประเทศมีความรู้ประสบการณ์และระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน จึงมีความจำเป็นที่ประชาชนบางส่วนควรได้รับคำแนะนำ ซึ่งอาจทำให้ขาดความเป็นอิสระในการใช้สิทธิเลือกตั้งไปบ้าง
ด้วยเหตุที่การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิของประชาชนที่กระจายอยู่ทุกหนแห่งทั่วทั้งประเทศ ซึ่งการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนเป็นการมอบหมายอำนาจอธิปไตยให้กับคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปใช้อำนาจแทนตน หรือทำให้คนกลุ่มหนึ่งได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่มีทั้งเกียรติยศและผลประโยชน์ ทำให้กลุ่มคนกลุ่มนี้จะต้องพยายามจูงใจให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อเลือกตนให้เข้าไปใช้อำนาจรัฐ หรือที่เรียกว่าการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งตั้งแต่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การหาเสียงเลือกตั้งมักไม่ได้กระทำกันอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งมีทั้งการให้ผลประโยชน์เพื่อแลกกับคะแนนเสียง และการให้ผลประโยชน์พร้อมกับใช้อิทธิพลข่มขู่เพื่อให้เลือกบุคคลหนึ่งบุคคลใด
จึงเห็นได้ถึงพัฒนาการของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง ที่ได้พยายามปิดช่องโหว่ต่าง ๆ เพื่อให้การใช้สิทธิของประชาชนเป็นไปอย่างอิสระและเป็นความลับ ที่จะส่งผลให้ผู้แทนของปวงชนมาจากเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน
ความไม่เป็นอิสระและไม่เป็นความลับ มีผลทำให้การซื้อสิทธิขายเสียงประสบความสำเร็จอย่างไร ย่อมเป็นที่ทราบกันดีของนักการเมืองและนักเลือกตั้งที่คว่ำหวอดอยู่ในวงการการเมือง จะขอยกตัวอย่างบางกรณีเพื่อให้เห็นชัดว่าความอิสระและความลับในการออกเสียงลงคะแนนมีความสำคัญเพียงใด
การใช้เงินซื้อเสียงผู้มีสิทธิเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง มีขบวนการหลายขั้นตอนตั้งแต่การจัดเตรียมฐานข้อมูล การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ขบวนการ ได้แก่ หัวหน้าชุดและทีมงานปฏิบัติการ เพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับแกนนำระดับต่าง ๆ ในชุมชน ซึ่งแบ่งเป็นแกนขับเคลื่อนในระดับบนและระดับรอง รวมทั้งแกนหมุนที่มีหน้าที่หมุนเงินไปแจกให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เรื่องที่ขบวนการซื้อเสียงเป็นห่วงมากที่สุดคือ เงินที่ใช้ไปในการซื้อเสียงระดับ 40-50 ล้านบาท เมื่อแจกจ่ายออกไปและผู้มีสิทธิเลือกตั้งรับเงินไปแล้ว แต่ไม่ลงคะแนนให้ตามที่ตกลงกัน จะทำให้เสียเงินจำนวนมากออกไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงจะต้องมีวิธีการที่จะทำให้ไม่เกิดการเบี้ยว ซึ่งมีทั้งการให้ผลตอบแทนเพิ่มเติมภายหลังผลคะแนนออกมาแล้วเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หรือใช้อีกวิธีหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับวิธีแรกคือ
การใช้อิทธิพลบารมีของความเป็นบ้านใหญ่ข่มขู่คุกคามให้ผู้ที่รับเงินไปแล้วต้องเลือกผู้สมัครตามที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้ผลในต่างจังหวัดที่เป็นพื้นที่ชนบทไม่ใช่เขตเมือง
การข่มขู่วิธีหนึ่ง คือการบอกกับผู้ที่รับเงินว่า ผู้แจกเงินสามารถรู้ถึงการลงคะแนนในบัตรเลือกตั้งได้ จากการมีเส้นสายที่เป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจในการจัดการการเลือกตั้ง ทำให้ผู้รับเงินไม่กล้าที่จะบิดพลิ้วหรือนอกใจไปเลือกผู้สมัครรายอื่น
การมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดอยู่ในบัตรเลือกตั้ง ซึ่ง กกต.ได้ออกมาชี้แจงแล้วโดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่สามารถเชื่อมโยงไปยังต้นขั้วซึ่งทำให้รู้ว่าผู้ลงคะแนนคือใครและเลือกผู้สมัครหมายเลขอะไรแล้ว การมีบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดยังเกิดประโยชน์กับขบวนการซื้อเสียง โดยสามารถใช้ข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่รับเงินไปแล้วให้ปฏิบัติตามข้อตกลง โดยอ้างว่าสามารถตรวจสอบการลงคะแนนได้จากโค้ดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบัตรเลือกตั้ง
การทำหน้าที่ปวงชนชาวไทยในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระจึงไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริงกับประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง อีกทั้งยังอาจเรียกได้ว่าการดำเนินการของ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม แต่กรณีนี้กลับเกิดผลอีกด้านหนึ่งที่เป็นการสนับสนุนการซื้อสิทธิขายเสียงเสียเอง
การดำเนินการเพื่อให้เกิดประโยชน์ในเรื่องป้องกันการปลอมแปลงและการสูญหายของบัตรเลือกตั้ง แต่กลับมีผลข้างเคียงที่เป็นการขัดขวางการทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยในการไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50
ผู้ที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการแก้ไขโดยด่วน

นิรชน ชัยธรรม

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา