“…การเลือกตั้งจะช่วยปราบทุจริตได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวันหย่อนบัตรเพียงวันเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าหลังเลือกตั้ง เราจะมีการตรวจสอบถ่วงดุล และการผสานพลังของภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคนโยบายที่ไม่ยอมจำนนต่อการคอร์รัปชันหรือไม่…”
.........................................
หมายเหตุ : บทความ ‘ช่วยกำจัดคอร์รัปชันให้สิ้น เพื่อแผ่นดินไทยอยู่รอด’ โดย รศ.ดร.ทีปกร จิร์ฐิติกุลชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
คนไทยเห็นข่าวเครนถล่ม ถนนยุบ งานก่อสร้างพังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแทบกลายเป็นเรื่องปกติ คำถามที่สังคมเริ่มถามดังขึ้นเรื่อย ๆ คือ เหตุใดเหตุการณ์ลักษณะนี้จึงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเหตุใดผู้เกี่ยวข้องมักไม่ต้องรับผิดอย่างจริงจัง
ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องความสะเพร่า หากแต่เชื่อมโยงกับระบบการเมือง การจัดสรรทรัพยากร และการใช้อำนาจรัฐที่เปิดช่องให้ความไม่โปร่งใสดำรงอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องผิดกฎหมาย หรือแม้จะผิดกฎหมาย แต่ก็เอาเข้าคุกและยึดทรัพย์ไม่ได้
เวลาพูดถึงคำว่า “โกง” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงเงินใต้โต๊ะ ซองขาว หรือคดีดัง แต่ในโลกการเมือง การโกงจำนวนมากไม่ต้องทำผิดกฎหมาย และไม่ต้องมีใครรับเงินให้เห็นต่อหน้าต่อตา การโกงแบบนี้ซ่อนอยู่ในวิธีออกแบบนโยบายและระบบการใช้อำนาจของชนชั้นปกครอง จนกลายเป็นเรื่องคุ้นตาที่เราต่างรับรู้ แต่ทำอะไรไม่ได้
ตัวอย่างเช่น นโยบายโครงสร้างพื้นฐานหรือเทคโนโลยีที่ตั้งเงื่อนไขจนมีบริษัททำได้แค่ไม่กี่ราย หรือมาตรการภาษีที่มีแต่กลุ่มทุนใหญ่ได้ประโยชน์ เช่น Data Center ขนาดครึ่งสนามฟุตบอล ได้รับการยกเว้นภาษีสารพัดประเภทเป็นเวลา 8–10 ปี ชัดเจนว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เป็นการสูญเสียผลประโยชน์ของทั้งสังคม เพราะยกผลประโยชน์ให้กลุ่มทุน
แต่ละปีมีทุนไทยได้รับการยกเว้นภาษีเป็นแสนล้านบาท แน่นอนว่า SMEs ไม่มีสิทธิ์ และคำถามสำคัญ คือ คนไทยส่วนใหญ่ในประเทศได้ประโยชน์อะไร ในเมื่ออย่างไรกลุ่มทุนก็จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว
งบประมาณแผ่นดินที่ควรใช้แก้ปัญหาประเทศ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ตัวอย่างเช่น พื้นที่ไหนเป็นฐานเสียง งบก็ลงจังหวัดนั้นเน้นหนักเป็นพิเศษ หรือกระทรวงไหนอยู่ในมือพรรคการเมืองที่เป็นเครือข่ายอำนาจอย่าง “บ้านใหญ่” งบประมาณก็ไหลไปกระจุกตรงนั้น โดยยังไม่ต้องมีหลักฐานการโกง เหมือนที่เราเพิ่งเห็นกันในกรณีสนามกีฬาของเอกชนที่อนุมัติใช้งบประมาณของส่วนรวมเข้าไปอุดหนุน
เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น โครงการก่อสร้างขนาดเล็กใหญ่ที่ซ่อมสร้างไม่รู้จบ หรือมีเงื่อนไขการประมูลถูกเขียนให้เหลือผู้เข้าแข่งขันไม่กี่ราย ทุกอย่างดูเป็นไปตามระเบียบ แต่การแข่งขันแทบไม่มี ราคาแพง บางกรณีประชาชนไม่ได้ประโยชน์ และคนจ่ายคือประชาชน
เช่น ถนนที่ซ่อมไม่เคยเสร็จ มีอุบัติเหตุไม่หยุดหย่อน มีการแบ่งซอยให้ผู้รับเหมา 10 ราย แบ่งกันรายละ 1–2 กิโลเมตร เฉลี่ยราคากิโลเมตรละหนึ่งพันกว่าล้านบาท จึงไม่น่าประหลาดใจที่เคยมีผู้สมัครลงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เสนอว่า หากปราบทุจริตได้ จะมีงบประมาณเพียงพอสำหรับเบี้ยผู้สูงอายุ 3,000 บาท สำหรับผู้สูงอายุทุกคนใน กทม.
การเมืองกับธุรกิจก็เป็นอีกเรื่องที่แยกกันยาก ตัวอย่างเช่น นักการเมืองหรือครอบครัวทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐ บางคนไม่ถือหุ้นตรง ใช้คนใกล้ชิดหรือบริษัทอื่นถือแทน แม้จะไม่ผิดกฎหมายตรงๆ แต่เมื่อคนออกนโยบาย คือ คนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายนั้นด้วย ก็ชัดเจนว่าเป็นการทุจริตในระดับนโยบาย
ยิ่งไปกว่านั้น ข้าราชการระดับสูงประเภท “ได้ครับท่าน ดีครับนาย” และสามารถเลือกได้ถูกข้างทางการเมือง ก็จะได้ตำแหน่ง อำนาจ และงบประมาณเป็นรางวัลสำหรับความจงรักภักดีและการตอบสนองรับใช้นักการเมือง อีกทั้งเมื่อเกษียณแล้ว ยังมีโอกาสได้เป็นกรรมการบริษัทเพื่อรับใช้กลุ่มทุนผูกขาดประเทศ หรือมีตำแหน่งในคณะกรรมการระดับประเทศ
แม้แต่การเลือกตั้ง ซึ่งควรเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ก็ยังมีช่องให้ได้เปรียบเสียเปรียบ ตัวอย่างเช่น การใช้เครือข่ายท้องถิ่นแจกผลประโยชน์ก่อนเลือกตั้ง การใช้โครงการรัฐในช่วงใกล้เลือกตั้งเพื่อสร้างความนิยม
หรือการซื้อเสียงที่รู้เห็นกันทั้งประเทศผ่านสื่อโซเชียลออนไลน์ ดำเนินการเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การเจรจาราคา การจ่ายมัดจำ การกระจายงานสู่เครือข่ายผู้นำชุมชน ไปจนถึงการรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง แน่นอนว่าเมื่อซื้อเสียงแล้ว ย่อมต้องเข้ามาถอนทุนและทำกำไร
กฎหมายเองก็อาจถูกใช้ในลักษณะที่ถูกต้องตามขั้นตอนทางนิติศาสตร์ แต่ไม่ยุติธรรมในผลลัพธ์ทางเศรษฐศาสตร์ ตัวอย่างเช่น การใช้กฎหมายหรือนโยบายที่เอื้อบางกลุ่ม การข้ามสายงานสลับกันดำรงตำแหน่งผู้บริหารระหว่างกลุ่มทุนและหน่วยงานกำกับดูแล
การปล่อยให้ผู้เล่นโทรคมนาคมควบรวมจนเหลือแข่งขันกันแค่สองราย เจ้าของธุรกิจพลังงานสามารถร่ำรวยล้นฟ้าในเวลาไม่กี่ปีจากการสัมปทาน ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกที่มีอำนาจเหนือตลาดสามารถควบรวมกิจการ หรือการส่งคนของตนเองเข้ามาเลือกตั้งกันเองเพื่อเป็นคณะกรรมการระดับชาติ
ทุกอย่างถูกต้องตามขั้นตอนตามระเบียบ ผ่านสภาหรือคณะกรรมการระดับชาติผู้มีอำนาจได้ เพราะสามารถยึดกุมเสียงข้างมากไว้ได้ แต่คำถามคือ ใครได้ประโยชน์ และใครเสียประโยชน์
แม้กระทั่งหน่วยงานราชการหรือผู้กำหนดนโยบายก็อาจสมรู้ร่วมคิด เช่น ภายในหน่วยงานมีงานศึกษาว่าสามารถทำให้ระบบเศรษฐกิจมีความเป็นธรรมมากขึ้น และหารายได้ให้ประเทศเพิ่มขึ้นกว่า 4 แสนล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปีอย่างเป็นขั้นตอน แต่สิ่งที่ปรากฏต่อสาธารณะกลับเป็นการให้ความเห็นคัดค้านการพัฒนาสวัสดิการและการลงทุนด้านคุณภาพชีวิต โดยอ้างว่าเป็นภาระงบประมาณ
อีกกรณี คือ มีผู้บริหารระดับสูงให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนต่อสังคมหลายครั้งว่า ไม่สามารถเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุได้ เพราะมีคนไทยเสียภาษีเพียง 4 ล้านคน
แม้แต่การแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็ไปโทษดินฟ้าอากาศหรือประเทศเพื่อนบ้านเผา แล้วขอความร่วมมือประชาชนให้ช่วยตัวเอง แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุในระยะยาว คือ การบริหารจัดการและจัดเก็บภาษีจากมลภาวะทางอากาศของการจราจรและอุตสาหกรรม ในขณะที่ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็ถูกทำให้ติดค้างอยู่ที่ สว.
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่แค่การโกงกินที่มีหลักฐาน แต่คือสภาพที่ทุกคนรู้ แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูด ตัวอย่างเช่น ระบบที่ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าอะไรพูดไม่ได้ และการเปิดโปงไม่ได้ให้รางวัลใดๆ กับผู้พูดความจริง ซ้ำยังอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เพราะความพยายามต่อสู้กับระบอบอยุติธรรมที่โกงกินเอารัดเอาเปรียบคนไทย
ตัวอย่างกรณีคลาสสิกของสังคมไทยในความเห็นของผู้เขียน คือ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้รักชาติยิ่งชีพและเป็นคนตรงในประเทศคด แต่ไม่สามารถใช้ชีวิตบั้นปลายในบ้านเกิดเมืองนอน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนน้อย ซึ่งท่านผู้อ่านน่าจะรู้เห็นรับทราบเรื่องราวการทุจริตรอบตัวอีกมากมาย สะท้อนว่าปัญหาการเมืองไทยอาจไม่ใช่แค่ “มีคนโกง”
แต่คือมีระบบที่เปิดช่องให้โกงได้โดยอาจไม่ต้องผิดกฎหมาย พรรคการเมืองจำนวนมากและเครือข่ายทุนจึงไม่จำเป็นต้องโกงแบบโจ่งแจ้ง เพียงจัดสรรผลประโยชน์ในระบบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอจะโยกทรัพยากรและผลประโยชน์ส่วนรวมไปเป็นของตนเองและพวกพ้อง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าใครโกง แต่คือระบบแบบไหนที่ทำให้การโกงกลายเป็นเรื่องธรรมดา จนประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากคอร์รัปชันสูงถึงปีละประมาณ 5 แสนล้านบาท (ข้อมูลจากองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) หรือ ACT) เงินจำนวนนี้มากพอจะพัฒนาอนาคตของประชาชนได้อีกมาก แต่กลับรั่วไหลไปกับระบอบเครือข่าย และการใช้อำนาจโดยทุจริตของบางพรรคการเมืองที่มีข้อกล่าวหาและถูกตรวจสอบในหลายกรณี
หลายคนอาจตั้งคำถามว่า การเลือกตั้งช่วยปราบคอร์รัปชันได้จริงหรือไม่ คำตอบอาจไม่ใช่แค่ “ได้” หรือ “ไม่ได้” เพราะการเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ไม่ใช่ยาวิเศษ การเลือกตั้งอาจลงโทษนักการเมืองที่ไม่โปร่งใสได้ แต่หากยังเต็มไปด้วยการใช้เงิน เครือข่ายอุปถัมภ์ และนโยบายเอื้อกลุ่ม การเลือกตั้งก็อาจเป็นเพียงการเปลี่ยนหน้าคนบริหาร ในขณะที่ระบบทุจริตยังคงอยู่
ดังนั้น การเลือกตั้งจะช่วยปราบทุจริตได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวันหย่อนบัตรเพียงวันเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าหลังเลือกตั้ง เราจะมีการตรวจสอบถ่วงดุล และการผสานพลังของภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคนโยบายที่ไม่ยอมจำนนต่อการคอร์รัปชันหรือไม่
โดยสรุป การเลือกตั้งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อต้านคอร์รัปชัน และในระยะยาว เราจำเป็นต้องช่วยกันเปิดโปงโดยไม่ยอมจำนน เพื่อให้งบประมาณแผ่นดินและโอกาสทางเศรษฐกิจถูกใช้เพื่อคนไทยทุกคนจริง ๆ ไม่ใช่เพื่อใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา