
"...ในวันนี้ บุคคลคณะหนึ่งได้เห็นคุณค่า และอาสาที่จะเข้าร่วมกันขับเคลื่อน พลังแห่งความดีงาม ซึ่งเป็นเนื้อ นาบุญ อันอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วในแผ่นดินไทยให้กระจายกลิ่นหอมทวนลมไปทั่ว ไม่ใช่เพียงเพื่อ ทำให้ปรารถนาของ อ. ประเวศ วะสีปรากฏเป็นจริงเท่านั้น แต่เป็นการทำบุญกฐินสามัคคีร่วมกัน ท่ามกลางความเลวร้ายทั้งการทุจริต สแกมเมอร์ อาชญากรรม การพนันและปัจจัยเลวร้ายนานาประการที่มนุษย์จำพวกหนึ่ง กำลังส่งต่อให้ลูกหลานคนไทยในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้..."
พญ. จันทพงษ์ วะสี ภรรยา ศ.นพ. ประเวศ วะสี โพสต์ไว้เมื่อคืนวันที่ 10 มค. 69 ว่า
“ตอน 2 ทุ่ม บอกว่าหิว ป้อนเอนชัวร์ได้ ไม่ไอ ไม่สำลัก ฟังลูกคุยและยิ้ม ตอนสองทุ่มครึ่งหลับไป สักพักอ้าปากหายใจเร็ว วัดออกซิเจนปลายนิ้วลดเหลือ 74 ชีพจร 56 แล้วลดลงเรื่อยๆ ความดันวัดไม่ได้ เครื่องขึ้น error หยุดหายใจ ก่อนหัวใจหยุด ดูนาฬิกา 20.53 น.”
ยังไม่รู้ว่าประเทศไทยต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไร ที่จะมีคนแบบนี้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย
ใครก็ตามที่ได้สนทนากับ อ. ประเวศ วะสี แม้เพียงช่วงเวลาสั้นๆ 3-5 นาที จะได้รับความปิติเต็มกระเป๋าใส่กลับไปบ้าน แต่ถ้าได้คุยยาวสัก 2 ชั่วโมง จะได้รับความอิ่มเอิบในความเป็นกัลยาณอาจารย์ แบบข้ามคืนยาวไปอีกหลายวัน
อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้สัมผัส พบปะพูดคุยจะรู้สึกได้ถึงไมตรีจิตที่ไร้ขีดจำกัดของ อ.ประเวศ วะสี ปูชนียแพทย์ของแผ่นดิน
นี่เป็นประสบการณ์ร่วมของทุกคนที่ได้วิสาสะกับอาจารย์

ผู้เขียนเป็นคนหนึ่ง ที่มีบุญได้รับเมตตาธรรมและแรงบันดาลใจเชิงบวก จากอาจารย์ เป็น น้ำทิพย์ชะโลมใจอย่างต่อเนื่องตลอดมา
ได้อ่านข้อเขียนครั้งใด ได้คุยครั้งไหน ก็รู้สึกได้ถึงไมตรีจิต และมองเห็น“ความดี ความงาม ความจริง” ที่ อ.ประเวศ น้อมนำให้ทุกคนตระหนักค่าอย่างยิ่งยวด
หนังสือเล่มล่าสุดของผู้เขียน ตั้งชื่อเรียกว่า “หอมกลิ่นความดี” และชื่อนี้เป็นชื่อคอลัมน์ ของผุ้เขียนในเฟสบุ๊ค ก็ด้วยเหตุผลที่ อ.ประเวศ ยั่วยุให้กระจายกลิ่นความดี ความงาม ความจริง ของผู้คน กลุ่มคน และสรรพสิ่ง ไปยังผู้คนทั้งในวงแคบ และเผยแพร่สู่สาธารณะในวงกว้าง

จดหมายฉบับนี้ สะท้อนถึงการให้คุณค่าของอาจารย์ ต่อคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์ด้วยในมิติต่างๆ กัน
คุณประสาร มฤคพิทักษ์
ประสารที่รัก
ผมอ่านบทความดีๆ ของประสารที่ลงในไทยโพสต์บ่อยๆ เห็นว่าหลักการที่เขียน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยใช้ข้อมูลความจริง การใช้เหตุผล เพื่อให้เกิดความรู้ที่เป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง
ประเด็นใหญ่ของประเทศไทยอย่างหนึ่งคือ การสื่อสารให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง
“ความจริง มีชัยเหนือทุกสิ่ง”จารึกเสาพระเจ้าอโศก
ถ้าประสารมีฉันทะในทางนี้อย่างที่เห็น จะทำงานเชิงยุทธศาสตร์ ก็จะได้ผลใหญ่ขึ้น คือนอกจากจะทำเป็นส่วนตัวแล้ว ส่งเสริมให้ผู้อื่นทำกันให้เต็มแผ่นดิน อย่างเช่น มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัย น่าจะตั้ง ศูนย์ความรู้ (Knowledge Center) บริหารโดยคนที่มีฉันทะทางนี้ ดูว่าประชาชนเขาสื่อสารกันเรื่องอะไรบ้าง จำนวนมากจะไม่ใช่ความรู้ที่เป็นความจริง เกิดโทษกับตัวเองและผู้อื่น ศูนย์ความรู้ควรใช้การสื่อสารอย่างมีเสน่ห์โดนใจผู้คน เข้าแทรกแซงช่วยเหลือ ประสารอาจทำเป็นโครงการสื่อสารสร้างสรรค์ ชื่ออะไรสักอย่าง หาพรรคพวกสัก 5-6 คน ขอทุนสนับสนุน แล้วทำการส่งเสริมการสื่อสารเพื่อให้คนไทยรู้ความจริงอย่างทั่วถึง
จะดีไหม ?
รัก
ประเวศ วะสี
คำว่า “ถ้าประสารมีฉันทะในทางนี้อย่างที่เห็น จะทำงานเชิงยุทธศาสตร์ ก็จะได้ผลใหญ่ขึ้น คือ นอกจากจะทำเป็นส่วนตัวแล้ว ส่งเสริมให้ผู้อื่นทำกันให้เต็มแผ่นดิน”
ผู้เขียนไม่รอช้า ได้พูดคุยกับเพื่อนมิตร คอเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนหารือว่า จะร่วมกันทำอย่างไรดี
อีกไม่ถึง 2 เดือนต่อมา อ.ประเวศ มีจดหมายตามมาอีกฉบับหนึ่ง ลงวันที่ 7 กค. 64

7 ก.ค. 2564
ประสารที่รัก
ผมอ่านบทความที่ประสารเขียนลงไทยโพสต์แล้ว อดเขียนมาถึงไม่ได้ ทั้งเรื่อง ดร.สมบัติ จิตต์หมวด และเรื่องอาจารย์คึกฤทธิ์ ไปพบประธานเหมา เป็นเรื่องเล่า (Story Telling) พอดีมีบทความพูดถึงความสำคัญของ Story Telling ลงใน Bangkok Post ฉบับ 4 ก.ค. วันชาติอเมริกัน โดย David Brooks เขาพูดถึงความแตกร้าวในสังคมอเมริกัน จะ Knitting (ถักทอ) ได้อย่างไร เขาว่าการใช้เหตุผลไม่ได้ผล แต่ Story Telling นั้น powerful มากกว่า พอดีมาตรงกับเรื่องที่ประสารกำลังจะทำ
“โครงการสื่อสารถักทอพลังบวกบนแผ่นดินไทย”
จดหมายฉบับนี้ อาจารย์ เขียนให้เห็นภาพอนาคตว่า การทำเป็นโครงการ เป็นการเล่าเรื่องดีๆ สู่สาธารณะ เพื่อขยายผลเป็นการถักทอ “ความดีเต็มแผ่นดิน” ที่จะเป็นคุณูปการมหาศาล โดยอาจารย์ยินดีเป็นที่ปรึกษาของโครงการให้
ในวันนั้น 8 มิถุนายน 2564 ณ ห้องประชุมรูปวงกลม มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ ลาดพร้าว จึงเกิดการหารือวงเล็ก 8 คน โดย อ. ประเวศ วะสี นั่งหัวโต๊ะ ผู้เขียนและคุณประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สื่อมวลชนอาวุโส เพื่อนและน้อง ได้นั่งหารือกันอย่างเอาจริงเอาจัง
อ.ประเวศ วะสี กรุณาเขียนร่างโครงการด้วยตนเอง นำมาพิจารณาร่วมกัน วงประชุมตกผลึกความคิดเป็นโครงการ “สื่อสารถักทอพลังบวกบนแผ่นดินไทย” (Thailand Positive Communication Project)
มีข้อคิดร่วมกันว่า เรื่องดีๆ ในเมืองไทยเกิดขึ้นทุกวัน เกิดขึ้นเต็มแผ่นดิน แต่กลับจมหายไปกับกระแสหลักของการสื่อสารทางลบ ที่ตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ที่จดจำเรื่องร้ายได้ดีกว่าเรื่องดี
การสื่อสารสาธารณะ ด้วยเทคโนโลยีใหม่หลายช่องทาง ทันสมัย กว้างขวาง และรวดเร็ว จะทำให้สามารถแพร่ข่าวสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นการหยิบยกเอาเรื่องดีๆ มาแพร่กระจายในวงกว้าง จะเป็นแรงบันดาลใจทางบวก ต่อกันและกัน น้อมนำให้การทำความดีเป็นพฤติกรรมด้านหลักทางสังคม ก็จะทำให้ทั่วทั้งสังคมดีไปด้วยกัน
ในที่นี้ต้องการพลังร่วมของสื่อวิทยุ สื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และสื่ออื่นๆ ที่จะต้องร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันแพร่กระจาย อย่างรู้จักเลือกสรร มีความถี่ มีศิลปะในการนำเสนอ
จึงต้องการพลังของคนทำงานจริงจัง ประสานเครือข่ายที่จะเป็นพลังร่วม และต้อนรับความร่วมมือจากสื่อทุกประเภท
หากสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ โดยใช้เวลาสัก 3 ปีต่อเนื่อง พลังแห่งความดีจะประกายแสงไปทั่วประเทศไทย เป็นพลังทางบวกที่จะมีบทบาทเหนือพลังทางลบที่ทำร้ายสังคมไทยอยู่ในทุกวันนี้
การประชุมในวันนั้น มีข้อยุติที่งดงาม เหลือเพียงขั้นลงมือปฏิบัติ ซึ่งด้วยข้อจำกัดบางประการ ทำให้การเผยแพร่พลังบวกในสังคมไทยยังไม่อาจประสานพลังร่วมให้มีทิศทางไปทางเดียวกันได้ จึงยังเป็นเรื่องของต่างคนต่างทำแบบปัจเจกบุคคล
แต่แนวคิดในเชิงหลักการ (Conceptual Design) ยังไม่หายไปไหน
ในวันนี้ บุคคลคณะหนึ่งได้เห็นคุณค่า และอาสาที่จะเข้าร่วมกันขับเคลื่อน พลังแห่งความดีงาม ซึ่งเป็นเนื้อ นาบุญ อันอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วในแผ่นดินไทยให้กระจายกลิ่นหอมทวนลมไปทั่ว ไม่ใช่เพียงเพื่อ ทำให้ปรารถนาของ อ. ประเวศ วะสีปรากฏเป็นจริงเท่านั้น แต่เป็นการทำบุญกฐินสามัคคีร่วมกัน ท่ามกลางความเลวร้ายทั้งการทุจริต สแกมเมอร์ อาชญากรรม การพนันและปัจจัยเลวร้ายนานาประการที่มนุษย์จำพวกหนึ่ง กำลังส่งต่อให้ลูกหลานคนไทยในอนาคตอันไม่ไกลจากนี้
บทความโดย :
ประสาร มฤคพิทักษ์


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา