
"...ปัญหาที่ตามมา คือ คนผิดหวังจากพรรคที่เคยสนับสนุน (party dealignment) นั้น จะไม่เหมือนคนที่ไม่คิดเลือกใครมาก่อน (independents) ตรงที่คนผิดหวัง เขาจะไม่ย้ายไปเลือกพรรคใหม่ แต่จะเฉยเมยต่อการเมือง และก่อให้เกิดความซับซ้อนทางสังคม ในข้อที่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยวิธีการใช้แคมเปญแบ่งขั้วการเมือง (political polarization) แบบที่เคยทำมานั้น จะต้องเปลี่ยนแปลงไปประเด็นที่น่าคิด คือ คนผิดหวังดังกล่าว เขาจะหันหลังให้กับการเมืองไทย เช่น เขาจะเพิกเฉยต่อการเมืองไปเลย หรือจะสู้ต่อโดยหาทางใหม่ที่ดีกว่าเดิม เช่น เริ่มยอมรับความจริงว่าการเมืองไทยเป็นการเมืองที่ซับซ้อนและมีปัญหาเรื้อรังที่ยากต่อการแก้ไข ต้องใช้สติปัญญาและความรู้มากกว่าการคุยโว หลอกล่อและด่าทอกันทางโซเชี่ยลมีเดีย..."
การเลือกตั้งเที่ยวนี้ ได้ทดสอบทฤษฎีเลือกตั้งหลาย ๆ ทฤษฎี โดยเฉพาะในสนามกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นสนามที่มีความผันผวนในการเลือกตั้งสูง (high electoral volatility)
ประเด็นที่น่าจะต้องทดสอบทฤษฎีการเลือกตั้งมีอย่างน้อย 4 ประเด็น คือ
1. คนอกหักเขาจะไปพักที่ไหนกัน?
ในกรุงเทพฯ การเลือกตั้งปี 2566 “พรรคประชาชน” ได้ส.ส.เขตมากที่สุด 32 เขตจาก 33 เขต และมีผู้แสดงตนว่าสนับสนุนพรรคประชาชน (party identification) มากกว่าพรรคอื่น
แต่การเกิดปรากฏการณ์สงครามไทย-กัมพูชา สองครั้งในปี 2568 ที่ผ่านมา บั่นทอนคะแนนนิยมของพรรคประชาชนลงอย่างมาก โดยเฉพาะ “กระแสทหารมีไว้ทำไม” และ “ทหารไทยรบไปก็แพ้” ทิ่มเบ้าตาพรรคประชาชนอย่างจัง แม้พรรคประชาชนจะรณรงค์ว่าตนก็รักชาติและรักประชาชน โดยเฉพาะทหารชั้นผู้น้อย แต่ก็มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าคนของพรรคเคยวิจารณ์ทหารเอาไว้ในทางลบ จนดูเหมือนฟังไม่ขึ้น
อีกทั้งยังมีกระแสแก้รัฐธรรมนูญ และกฎหมายอาญามาตรา 112 และ “มีเรา ไม่มีเทา” เป็น “กระแสที่ไปไม่ได้” ในสายตาคนจำนวนไม่น้อย พรรคประชาชนเองก็ถูกกระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือกล่าวหา และตัดสินว่า “เทา” ไม่แพ้คนอื่น แม้แต่เงินตั้งพรรคอนาคตใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง”
ในทฤษฎีการเลือกตั้ง จึงเกิดปรากฏการณ์ที่ผู้สนับสนุนพรรคถอนตัว (party dealignment) ซึ่งมาจากสาเหตุสำคัญ คือ จุดยืนของพรรคเริ่มปรากฏชัดว่า “พรรคมีตัวตน” ที่แตกต่างไปจาก “ความเชื่อส่วนตัวของผู้สนับสนุน” นอกจากนั้น ยังมีปัญหาอุดมการณ์ที่พรรคไม่ได้แน่วแน่ เดี๋ยวแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง (structural problems) เช่น ปฏิรูปทหาร เดี๋ยวเล่นการตลาดการเมือง (political marketing) เช่น เปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนทหาร เดี๋ยวเล่นคำ เช่น “ว้าว! แฟ็คเตอร์” และขาดความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาล เช่น การทำ MOA ให้พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล
ปรากฏการณ์ถอนตัวของผู้สนับสนุนดังกล่าวนี้ ย่อมพิสูจน์ได้จากการเลือกตั้ง ส.ส.เขตในกรุงเทพฯ ถ้าพรรคประชาชนเสียที่นั่งส.ส.เขตในกรุงเทพฯ ถึงสิบเขต ก็จะส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังเขตในต่างจังหวัดเป็น 3-4 เท่าเป็นอย่างน้อย เพราะคะแนนเสียงของคนในเขตเมืองของต่างจังหวัดเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ของความนิยมในกรุงเทพฯ และหรือเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบกัน (imitation theory)
ขณะที่พรรคประชาชนกำลังถูกฝ่ายตรงกันข้าม รณรงค์โจมตีด้วยวิธีการหาเสียงเชิงลบ (negative campaigning) ซึ่งเป็นชะตากรรมที่พรรคต้องฝ่าฟัน เนื่องจากเป็นแรงสะท้อนกลับ (feedback) ที่พรรคประชาชนเคยตรวจสอบพรรคอื่นมาก่อน
ปัญหาที่ตามมา คือ คนผิดหวังจากพรรคที่เคยสนับสนุน (party dealignment) นั้น จะไม่เหมือนคนที่ไม่คิดเลือกใครมาก่อน (independents) ตรงที่คนผิดหวัง เขาจะไม่ย้ายไปเลือกพรรคใหม่ แต่จะเฉยเมยต่อการเมือง และก่อให้เกิดความซับซ้อนทางสังคม ในข้อที่ว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยวิธีการใช้แคมเปญแบ่งขั้วการเมือง (political polarization) แบบที่เคยทำมานั้น จะต้องเปลี่ยนแปลงไป
ประเด็นที่น่าคิด คือ คนผิดหวังดังกล่าว เขาจะหันหลังให้กับการเมืองไทย เช่น เขาจะเพิกเฉยต่อการเมืองไปเลย หรือจะสู้ต่อโดยหาทางใหม่ที่ดีกว่าเดิม เช่น เริ่มยอมรับความจริงว่าการเมืองไทยเป็นการเมืองที่ซับซ้อนและมีปัญหาเรื้อรังที่ยากต่อการแก้ไข ต้องใช้สติปัญญาและความรู้มากกว่าการคุยโว หลอกล่อและด่าทอกันทางโซเชี่ยลมีเดีย
ขณะนี้บางคนที่สนับสนุนพรรคเริ่มส่งสัญญาณออกมาแล้วว่า “ความฝันที่จะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองจะต้องมีต่อไป” แต่คงต่อท้ายให้ด้วยว่า “ด้วยวิธีการเดิมไม่ได้”
2. แฟนเก่าเขาจะกลับมาไหมหนอ?
“พรรคประชาธิปัตย์” เป็นพรรคที่เคยได้รับความนิยมในกรุงเทพฯ และภาคใต้ แต่ตอนหลังได้รับความนิยมน้อยลง ขณะนี้น่าจะมีความเชื่อว่าเมื่อ “คุณอภิสิทธิ์” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค จะรื้อฟื้นความทรงจำเก่า ๆ กลับมาได้บ้าง
ปรากฏการณ์นี้ในทฤษฎีการเลือกตั้ง เรียกว่า “การหันกลับมาสนับสนุนพรรคการเมือง” (party realignment) โดยทั่วไป ถ้าตัวแปรอย่างอื่นคงที่ คนจะหันกลับมาสนับสนุนพรรคการเมือง 2 แบบ คือ ฉับพลัน (sudden) กับค่อย ๆ เป็น (gradually) การหันกลับมาสนับสนุนแบบฉับพลัน จะใช้เวลา 1-4 ปี ส่วนแบบค่อย ๆ เป็นจะใช้เวลา 5-20 ปี สาเหตุสำคัญที่ทำให้ “แฟนเก่าที่ทิ้งเราไป แล้วเธอกลับใจกลับมา” คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านอุดมการณ์ที่สำคัญ (significant ideological shifts) และประเด็นปัญหาทางการเมือง ตัวอย่างเช่น ในสหรัฐอเมริกา ประเด็นสิทธิของ LGBTQ กับการทำแท้ง กลายเป็นประเด็นอุดมการณ์ที่ทำให้เกิดความสนับสนุนทางการเมืองแตกต่างกัน ทำให้พรรคการเมืองเดิมกลับมาได้รับความนิยมใหม่
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นั้น นอกจากภาวะผู้นำของคุณอภิสิทธิ์ แล้ว น่าคิดว่ามีประเด็นปัญหาทางการเมืองอะไรที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาได้บ้าง
แคมเปญของประชาธิปัตย์ดูเหมือนยังวกวน ๆ ไม่ว่า “การเมืองสุจริต” หรือ “คุณก็เป็นส.ส.ได้” หรือ “เลือกประชาธิปัตย์หายจน”
แคมเปญอันหลังนี้ไม่รู้ทีมยุทธศาสตร์พรรคคิดออกมาได้ยังไง เลือกประชาธิปัตย์แล้วหายจนอย่างไร ด้วยวิธีการ “กระจายอำนาจ” ที่ประชาธิปัตย์เคยโดดเด่นเรื่องแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ หรือวิธีการอื่นใด แคมเปญนี้ไม่รู้ผ่านการทดสอบมาแล้วหรือยัง หรือมีการทดสอบซ้ำหรือไม่ ทำไมเอาออกมาหาเสียงแบบกลวง ๆ
พรรคประชาธิปัตย์ท่าจะต้องมีนักรัฐศาสตร์/นักวิชาการด้านพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกับเขาบ้างเป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ฟังจากฝ่ายการตลาดอย่างเดียว หรือ “คุณอภิสิทธิ์” ปล่อยมือ
กระนั้นก็ตาม “ทฤษฎีโดมิโน” จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมาได้บ้าง ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะส.ส.เขตในกรุงเทพฯ ได้แน่ ๆ หนึ่งเขต จะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปสู่เขตอื่น และถ้าพรรคประชาธิปัตย์ชนะในกรุงเทพฯ ถึงสิบเขต จะชนะในเขตภาคใต้พอ ๆ กันหรือใกล้เคียง เพราะเป็นบารอมิเตอร์ (political science barometer) ของพรรคประชาธิปัตย์ตัวเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม คนอยากเห็นแผนงานทางการเมืองในระยะยาวของพรรคประชาธิปัตย์หลังเลือกตั้งมากกว่า เช่น การเปิดเวทีวิชาการในพรรค และการระดมความสนับสนุนทางการเมืองในอนาคต การขยาย “ความเก๋า” ไปสู่ “ความใหม่” ทางการเมือง ฯลฯ
3. สงครามจะเป็นคุณกับใคร?
สงครามไทยกับกัมพูชาสองครั้ง แม้ว่าเป็นสงครามจำกัดอาณาเขตการสู้รบ และดูเหมือนทหารไทยสามารถนำเกียรติภูมิมาสู่ประเทศชาติ และทำให้คนไทยรักกันมากขึ้น
คนไทยทั่วไปชื่นชมทหาร ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครอบครัวที่มีลูกหลานไปรบ ชาวบ้านตาดำ ๆ แถบชายแดน ผู้คนที่ให้กำลังใจทหาร บางคนพูดถึงสงครามและการสู้รบแล้วน้ำตาไหล ฯลฯ
การเลือกตั้งที่จะถึงย่อมมีผลกระทบทางบวกต่อพรรคที่สนับสนุนทหารจนได้รับชัยชนะอย่างไม่ต้องสงสัย ผลบวกย่อมตกอยู่กับพรรคฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุนทหารอย่างเข้มแข็ง และกระทรวงการต่างประเทศที่มีฝีมือ โดยเฉพาะทีมการสื่อสารของทหารทั้งฉับไวและเข้มแข็ง
คะแนนนิยมแถบชายแดนจึงเป็นคุณต่อพรรครัฐบาลมากกว่าพรรคฝ่ายค้าน ส่วนผลกระทบทางลบย่อมตกได้อยู่กับพรรคที่ไม่สนับสนุนทหาร
เห็นได้จากแคมเปญต่อต้านทหารทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญสันติภาพหรือการสงบศึกด้วยการเจรจา กลายเป็นแคมเปญที่ไร้เดียงสา (naïve campaign) และเป็นความผิดพลาดของยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคการเมืองบางพรรค
คนไทยรู้กันทั่วไปว่า ฮุน เซนและกัมพูชา เป็นรัฐที่ใกล้กับความเป็นอันธพาล (nearly a rogue state) ที่ยากที่จะคุยด้วย
คะแนนความนิยมในเขตเมืองของพรรคประชาชน จึงตกอย่างน่าใจหาย เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 ผลโพลในเขตเมือง พรรคประชาชน/พรรคก้าวหน้ามีคะแนนนำที่หนึ่งในเขตเมืองหลายเขต
แต่เที่ยวนี้โพลปิดในอีสานใต้ ทำไปสามรอบแล้ว คะแนนตกไปอยู่ที่สามหรือที่สี่ ได้ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ ห่างจากที่หนึ่ง 20-30% อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ถึงกระนั้น การเลือกตั้งระดับพื้นที่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้สมัครรับเลือก เครือข่ายระบบอุปถัมภ์และการแจกเงินล่วงหน้า รวมทั้งความนิยมเดิม
ตามโพลปิดในอีสานใต้ บางเขตพรรคภูมิใจไทย บางเขตพรรคเพื่อไทย บางเขตพรรคพลังประชารัฐ บางเขตเพื่อไทรวมพลัง หรือบางเขตพรรคกล้าธรรม ยังนำห่างเหมือนกัน
4. ทฤษฎีความผันผวนของการเลือกตั้งกำลังถูกทดสอบ
การเลือกตั้งที่จะถึง มีประเด็นทฤษฎีการเลือกตั้งที่สำคัญ คือ ทฤษฎีความผันผวนของการเลือกตั้ง
ทฤษฎีนี้ในประเทศไทยขณะนี้เชื่อว่า ความผันผวนของการเลือกตั้งของไทยมาจากการจงรักภักดีต่อพรรคเดิม (party partisanship) จึงทำให้พรรคการเมืองไทยและการเมืองไทยแบ่งขั้ว (political polarization) โดยฝ่ายหนึ่งอ้างตัวเองว่าเป็นฝ่ายก้าวหน้า (the progressive) หรือคนรุ่นใหม่ และตราหน้าฝ่ายอื่นว่าเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยม (the conservatives) หรือคนรุ่นเก่า
ที่ผ่านมา ขั้วการเมือง (political polarization) กับรอยแยกทางการเมืองและสังคม (political and social cleavages) ไปด้วยกัน การลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคราวที่ผ่านมาในปี 2566 จึงถูกเรียกว่า “การเลือกตั้งตามรอยแยกทางสังคม” (social cleavages elections)
เนื่องจากก่อนการเลือกตั้งคราวที่แล้ว มีรัฐประหารและการต่อต้านรัฐประหาร จนกระทั่งเกิดการเมืองของการต่อสู้เรียกร้อง (contentious politics) ของขบวนการนักศึกษา และพรรคประชาชน/ก้าวไกล นำมาใช้รณรงค์ในการเลือกตั้งเพื่อต่อต้านทหาร เช่น แคมเปญ “มีเรา ไม่มีลุง”
แต่การเลือกตั้งคราวนี้ เป็นไปได้อย่างมากว่า “การถอนความสนับสนุนจากพรรคต่อต้านทหาร” จะทำให้รอยแยกทางสังคมลดลง อีกนัยหนึ่งเหตุการณ์ “สงคราม” ทำให้คนเกิดความรู้สึกร่วมกันว่า “กัมพูชา” เป็นศัตรูร่วมกันของคนไทยที่อันตรายมากกว่าทหาร และทหารมีบทบาทสำคัญในการป้องกันประเทศ
หากเป็นไปตามสมมติฐานนี้ รอยแยกทางสังคมย่อมลดลงและการแบ่งขั้วทางการเมืองย่อมลดลง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทหารได้รับการยอมรับมากขึ้นและบ้านเมืองสงบลง การปฏิรูปการเมืองของไทยก็คงต้องมีต่อไป เพียงแต่ไม่ใช่การเดินขบวนเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันและต่อต้านทหารเหมือนที่ผ่านมา พรรคการเมืองไทยคงต้องหาวิธีการเปลี่ยนแปลงประเทศที่ทำให้คนไทยยอมรับกันมากกว่านี้
โดยเฉพาะต้องคิดถึงการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง (political stability) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกันอย่างจริงจัง พูดถึงคนจนและคนชนบทบ้าง พูดถึงการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำบ้าง รวมทั้งลดการสร้างภาพของการเป็นพรรคต่อต้านระบบเก่า (anti-establishment party) ล้มทุกอย่างไปทั้งหมด หยุดตั้งตัวเองเป็น “วีรชนเอกชน” ที่ “เก่งอยู่คนเดียว” เสียที
การอ้างความเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่หลงตัวเอง อาจกำลังเหยียดอายุ (ageism) ต่อ “ผู้สูงอายุ” ได้เช่นเดียวกัน
บทความโดย :
ทนายบ้าน ๆ

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา