"...ประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในส่วนของไทยคือ ข้อกำหนดที่ระบุให้พลเรือนบริเวณชายแดนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ตนอยู่เดิมโดยไม่มีการขัดขวางจากฝ่ายทหาร อาจเป็นข้ออ้างให้ฝ่ายเขมรยุยงให้คนของตนเดินทางกลับสู่พื้นที่ที่เคยอาศัยอย่างไม่ถูกต้องในดินแดนไทย อย่างไรก็ดีจากข้อเท็จจริงที่ฝ่ายทหารไทยสามารถยึดครองพื้นที่ที่เคยเป็นปัญหาคืนมาเกือบ 100% และมีการวางรั้วลวดหนามไว้หมดแล้วก็ช่วยให้มั่นใจในระดับหนึ่งว่าเราจะปกป้องพื้นที่เหล่านี้ไว้ได้..."
ผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ระหว่างไทย-เขมร ที่จบลงด้วยการร่วมลงนามในแถลงการณ์ ร่วม16 ข้อ โดยรมว.กห.ของสองประเทศ เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 นับว่าเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยมีการหยุดยิงและยุติการโจมตีกันในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. 2568 และกำหนดห้วงเวลาพิสูจน์ความจริงใจในการปฏิบัติตามความตกลงไว้ 72 ชม. (ถึงเวลา 12.00 วันที่ 30 ธ.ค. 2568) ซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไทยก็พร้อมจะปล่อยตัวเชลยศึกเขมรทั้ง 18 คน
@ภาพรวม
โดยรวมก็ถือว่าข้อตกลง 16 ข้อในแถลงการณ์ฯ บรรจุสาระสำคัญที่ฝ่ายไทยผลักดันครบถ้วน โดยเฉพาะการกำหนดให้คงกำลังทหารไว้ในพื้นที่ที่ยึดครองในปัจจุบัน ห้ามมีการเคลื่อนย้ายกำลังพล/ยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม รวมถึงการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด
ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในส่วนของไทยคือ ข้อกำหนดที่ระบุให้พลเรือนบริเวณชายแดนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ตนอยู่เดิมโดยไม่มีการขัดขวางจากฝ่ายทหาร อาจเป็นข้ออ้างให้ฝ่ายเขมรยุยงให้คนของตนเดินทางกลับสู่พื้นที่ที่เคยอาศัยอย่างไม่ถูกต้องในดินแดนไทย อย่างไรก็ดีจากข้อเท็จจริงที่ฝ่ายทหารไทยสามารถยึดครองพื้นที่ที่เคยเป็นปัญหาคืนมาเกือบ 100% และมีการวางรั้วลวดหนามไว้หมดแล้วก็ช่วยให้มั่นใจในระดับหนึ่งว่าเราจะปกป้องพื้นที่เหล่านี้ไว้ได้
@เหตุการณ์สำคัญที่สร้างข้อกังวลในห้วงทดสอบความจริงใจ 72 ช.ม.แรก
• ยังปรากฎเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดเพิ่มเติมในการลาดตระเวณ แต่ก็เชื่อกันว่าเป็นระเบิดที่ฝ่ายเขมรลอบวางไว้ก่อนความตกลงครั้งนี้ ซึ่งย้ำความสำคัญเร่งด่วนในการร่วมกันเก็บกู้อย่างเป็นระบบตามความตกลงในโอกาสแรก
• เขมรยังคงใช้ฝูงโดรนในการลาดตระเวณในพื้นที่ล่อแหลม โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ที่ทหารไทยสามารถยึดคืนมาได้ใหม่ๆ จึงต้องเร่งหารือในรายละเอียดกันให้ชัดเจนว่าขอบเขตการใช้โดรนทำได้แค่ไหน/อย่างไร จึงจะไม่เป็นการยั่วยุอีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งนี้ ตามข้อเท็จจริงในส่วนของไทยก็มีความจำเป็นในการใช้โดรนเพื่อตรวจการณ์และเก็บหลักฐานในการละเมิดความตกลงเช่นเดียวกัน
• จากการที่มีเครื่องบินลำเลียงจากเบรารุสและจีนเดินทางไปยังกรุงพนมเปญหลังการลงนามแถลงการณ์ฯ เพียง 1 วันทำให้เป็นที่หวั่นเกรงกันว่าเขมรอาจพยายามสั่งสมอาวุธเพิ่มเติมเพื่อการโจมตีรอบใหม่ ซึ่งฝ่ายจีนชี้แจงเป็นทางการแล้วว่า เครื่องบินดังกล่าวของตนเป็นส่วนหนึ่งของการจัดส่งความช่วยเหลือมนุษยธรรมมูลค่า 20 ล้านหยวน (100 ล้านบาท) เพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ในช่วงฟื้นฟูสันติภาพกับไทย ส่วนเครื่องบินจากเบรารุสนั้น ยังคงเป็นเที่ยวบินปริศนาที่รัฐบาลไทย (โดย กต.และกห.) ต้องเร่งหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ต่อไป
ข้อสังเกตเรื่องนี้คือ การจัดหาอาวุธเพิ่มเติมหลังจากที่ถูกใช้ไปจำนวนมากเป็นแนวทางปฏิบัติโดยปรกติทางทหาร ซึ่งฝ่ายไทยก็ต้องทำเช่นเดียวกัน แต่ที่ผ่านมาการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นเรื่องที่ทำแบบไม่เปิดเผย แต่เที่ยวบินจาก
เบรารุสครั้งนี้มีลักษณะจงใจให้เกิดข้อสงสัยแบบโจ่งแจ้ง จึงน่าจะมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง
@บทบาทของจีนในฐานะคนกลางไกล่เกลี่ย
การที่รมว.กต.ไทยและเขมรเดินทางไปพบกับรมว.กต.จีน หลังการลงนามแถลงการณ์ ร่วม 1 วัน เป็นส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจีนประสงค์ให้การหยุดยิงครั้งนี้เป็นไปอย่างถาวร ไม่เหมือนกับความตกลงที่ประธานาธิบดีทรัมป์ร่วมเป็นสักขีพยานเมื่อปลายเดือนต.ค. เพื่อเป็นการยืนยันว่า ผู้มีอิทธิพลที่แท้จริงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือใคร
ค่อนข้างชัดเจนว่าอนาคตของความตกลงหยุดยิงครั้งนี้จะยั่งยืนแค่ขึ้นอยู่กับบทบาทของจีน และข้อเสนอที่ให้ไทยและเขมร ซึ่งในส่วนของเขมรจะเป็นความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ส่วนไทยนั้นคงต้องดูความชัดเจนอีกพักหนึ่งว่าจีนเสนออะไรให้เรา ซึ่งหากเป็นพันธสัญญาว่าจะไม่มีการส่งอาวุธให้เขมรในห้วงเวลาหนึ่ง ก็น่าจะเป็นเครื่องสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าเขมรคงไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะเปิดการปะทะครั้งใหญ่ และจะยิ่งดีมากหากการระงับส่งอาวุธนี้ครอบคลุมถึงความร่วมมือป้องกันการลักลอบส่งอาวุธจีนจากประเทศที่สามด้วย
@บทบาทและท่าทีของสหรัฐฯ
จนถึงปัจจุบันท่าทีสหรัฐฯก็เป็นเพียงแสดงความยินดีที่สองฝ่ายหยุดยิง แต่ไม่ได้มีความเห็นเป็นทางการอะไรในบทบาทจีนที่อาจจะทำให้ไทยลำบากใจ ทั้งนี้ อาจสืบเนื่องมาจากสหรัฐฯ ไม่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ดังนั้น อะไรที่ทำให้ความตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ อ้างความเป็นผู้ริเริ่มไว้คงอยู่ต่อไปก็ถือเป็นผลประโยชน์ร่วม (win-win)
และในภาพใหญ่ของความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ที่ยังมีความเปราะบางอยู่มาก อะไรที่ยอมได้ก็คงไม่เอามาเป็นเรื่อง ที่สำคัญคือ ยุทธศาสตร์ความมั่นคงใหม่ของทรัมป์ (US Security Strategy 2025) มีแนวโน้มจะกลับไปสู่ระเบียบโลกดั่งเดิมที่มีการแบ่งเขตอิทธิพลระหว่างมหาอำนาจ (sphere of influence) อย่างชัดเจนไม่ก้าวก่ายกัน โดยสหรัฐฯ ประกาศเอาลาติน อเมริกาเป็นเขตอิทธิพลของตน เห็นได้จากการใช้มาตรการทางทหารเพื่อเปลี่ยนแปลงผู้นำเวเนซุเอล่า ขณะที่จีนและรัสเซียไม่มีท่าทีขัดค้านอะไร ดังนั้น จึงน่าสนใจยิ่งว่า ในบริบทของการจัดสรรเขตอิทธิพลของมหาอำนาจสหรัฐฯ ยอมรับว่าพื้นที่ทางบกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (mainland South East Asia) เป็นพื้นที่ภายใต้อิทธิพลของจีนหรือยัง? โดยพื้นที่ทางทะเล โดยเฉพาะทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออกยังคงต้องแข่งขันกันเข้มข้นต่อไป
บทความ โดย
เจษฎา กตเวทิน
30 ธ.ค. 2568

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา