
"...ในกรณีความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ทรัมป์แสดงบทบาทในฐานะ “ตำรวจโลก” ผู้รักษากติกา ส่งสัญญาณเชิงศีลธรรมว่าการใช้กำลังต่อประเทศขนาดเล็กเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ท่าทีเช่นนี้ทำให้ไทย ซึ่งมีศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่สูงกว่ากัมพูชา ถูกจัดวางให้เป็นฝ่ายที่ต้องถูกตั้งคำถามด้วยสายตาคลางแคลงจากชาวโลกโดยปริยาย ขณะที่กัมพูชาถูกมองในฐานะ “ประเทศเล็ก” ที่ถูกรังแก ควรได้รับความช่วยเหลือและคุ้มครอง โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายบริบทอื่นใดเพิ่มเติม..."
ในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ คำว่า “การรุกราน” แทบจะไม่เคยมีความหมายชัดเจนตายตัว หากแต่แปรผันตามว่าใครเป็นผู้กระทำ และใครเป็นผู้มีอำนาจนิยามความหมายของมัน สิ่งที่ถูกประณามว่าเป็นอาชญากรรมเมื่อกระทำโดยบางประเทศ อาจถูกอธิบายว่าเป็นความจำเป็นด้านยุทธศาสตร์ทางความมั่นคง เมื่อผู้กระทำคือมหาอำนาจ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่ความผิดพลาดเฉพาะหน้า หากแต่เป็นลักษณะเชิงโครงสร้างของระเบียบโลกที่อำนาจมักมาก่อนหลักการ และผู้มีอำนาจก็มีสิทธิเลือกว่าจะใช้หรือไม่ใช้หลักการนั้นกับใคร
กรณีท่าทีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ต่อความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา เมื่อนำมาวางเคียงกับความพยายามผลักดันแนวคิดการครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนของราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ ถึงแม้เดนมาร์กจะปฏิเสธและประท้วงอย่างแข็งขัน แต่ทรัมป์ก็ยังดื้อดึงเสนอความคิดที่จะผนวกเอากรีนแลนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ ให้ได้ สิ่งนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบอีกครั้งหนึ่งที่สะท้อนความย้อนแย้งเชิงหลักการของการเมืองมหาอำนาจได้อย่างชัดเจน ทั้งสองกรณีถูกอธิบายด้วยถ้อยคำเรื่อง “ความมั่นคง” เหมือนกัน แต่ถูกประเมินด้วยมาตรฐานที่แตกต่างกัน
ในกรณีความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ทรัมป์แสดงบทบาทในฐานะ “ตำรวจโลก” ผู้รักษากติกา ส่งสัญญาณเชิงศีลธรรมว่าการใช้กำลังต่อประเทศขนาดเล็กเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ท่าทีเช่นนี้ทำให้ไทย ซึ่งมีศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจที่สูงกว่ากัมพูชา ถูกจัดวางให้เป็นฝ่ายที่ต้องถูกตั้งคำถามด้วยสายตาคลางแคลงจากชาวโลกโดยปริยาย ขณะที่กัมพูชาถูกมองในฐานะ “ประเทศเล็ก” ที่ถูกรังแก ควรได้รับความช่วยเหลือและคุ้มครอง โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายบริบทอื่นใดเพิ่มเติม
ปัญหาอยู่ตรงที่ตรรกะเช่นนี้มิใช่หลักกฎหมายระหว่างประเทศ หากแต่เป็นการเมืองของเรื่องเล่า ในกติกาสากล ไม่มีข้อบัญญัติใดระบุว่าประเทศที่ใหญ่กว่าจะผิดมากกว่า หรือประเทศที่เล็กกว่าจะถูกเสมอไป การตัดสินว่าการกระทำใดเข้าข่ายการรุกราน ต้องยึดข้อเท็จจริงว่าใครเป็นฝ่ายเริ่มใช้กำลัง ใครล่วงละเมิดอธิปไตย และการกระทำนั้นมีความจำเป็นที่ได้สัดส่วนหรือไม่ การลดทอนข้อพิพาทให้เหลือเพียงสมการ “ใหญ่ผิด เล็กถูก” จึงเป็นการแทนที่หลักนิติธรรมด้วยอารมณ์ทางศีลธรรมที่เลือกใช้ตามสถานการณ์
สิ่งที่ทำให้ท่าทีของสหรัฐฯ ไม่น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น คือการเลือกมองข้อเท็จจริงอย่างไม่ครบถ้วน วอชิงตันเลือกจับจ้องการตอบโต้ของไทยทั้งที่ชัดเจนว่าอยู่ในกรอบของ “ความจำเป็น” และ “ตามสัดส่วน” ที่เหมาะสม เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติจากการยั่วยุก่อกวนของกัมพูชาที่กระทำมาอย่างต่อเนื่อง แม้การครอบครองผืนแผ่นดินไทยที่ครั้งหนึ่งไทยเคยยอมให้อยู่อาศัยเมื่อประชาชนชาวกัมพูชาหลายแสนคน หนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนในชาติเดียวกันของเขมรแดง แล้วประสงค์จะยึดครองอย่างถาวร
ทรัมป์ละเลยกระทั่งบริบทสำคัญในปัจจุบันที่ว่า กัมพูชาได้กลายเป็นประเทศที่ฟูมฟักเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนไทยและอีกหลาย ๆ ประเทศเป็นวงกว้าง ปัญหานี้มิใช่เหตุเฉพาะหน้า หากแต่เป็นภัยคุกคามที่ดำรงอยู่อย่างยาวนาน อันส่งผลต่อความมั่นคงของไทยโดยตรง ทั้งในมิติความปลอดภัย เศรษฐกิจ และศักดิ์ศรีของรัฐ
ภายใต้บริบทดังกล่าว การตอบโต้ของไทยที่ดำเนินไปอย่างระมัดระวัง และพยายามหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้ง แม้กระทั่งการยอม “หยุดยิง” ในครั้งก่อน ที่สร้างสันติภาพ “จอมปลอม” อันจับต้องไม่ได้ ที่กลายเป็นการ “พักรบ” เพื่อให้กัมพูชาได้มีโอกาสฟื้นตัว ปรับกำลังพล และจัดหาอาวุธใหม่ ๆ เข้ามาเสริมแสนยานุภาพทางทหารมากขึ้นเพื่อความพร้อมในการทำสงครามครั้งต่อไป แต่ภาพสะท้อนจากสหรัฐฯ กลับเป็นการตักเตือนไทยฝ่ายเดียว โดยไม่เอ่ยถึงพฤติกรรมของกัมพูชาที่เป็นต้นเหตุ
ความเงียบต่อฝ่ายหนึ่ง และเข้มงวดกับอีกฝ่ายหนึ่ง จึงไม่ใช่ความเป็นกลาง หากแต่เป็นการเลือกข้างอย่างอคติผ่านการเลือกใช้ข้อเท็จจริง
เมื่อวางกรณีนี้เทียบเคียงกับท่าทีของทรัมป์ต่อกรีนแลนด์ ที่ประกาศออกมาว่าต้องการได้มาเพื่อเป็นที่ตั้งฐานทัพของตน ภาพของสองมาตรฐานยิ่งเด่นชัด การอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงเพื่อครอบครองดินแดนที่สงบสุขของผู้อื่น ถูกอธิบายว่าเป็นยุทธศาสตร์ที่จำเป็นและสมเหตุสมผล ขณะที่การปกป้องอธิปไตยของไทยในบริบทที่ถูกภัยคุกคามจริง กลับถูกตั้งคำถามว่าเป็นการรุกราน กติกาสากลในที่นี้จึงทำหน้าที่ไม่ใช่เป็นหลักการกลาง หากแต่เป็นเครื่องมือที่ผู้มีอำนาจหยิบมาใช้ หรือวางลงตามความเหมาะสมของตนเอง
ความปรารถนาของทรัมป์ที่มีต่อกรีนแลนด์ มิได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางภูมิศาสตร์อย่างผิวเผิน แต่คือการประกาศกร้าวว่า “อำนาจอธิปไตย” ของประเทศอื่นนั้นมีมูลค่าที่สามารถซื้อขายได้หากมหาอำนาจต้องการ ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่น้ำแข็งขั้วโลกละลาย กรีนแลนด์กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งในเชิงการทหารและขุมทรัพย์ทรัพยากรที่ยังไม่ได้สำรวจ การอ้างเรื่องความมั่นคงจึงเป็นเพียงฉากบังหน้าของการจัดสรรผลประโยชน์ในระเบียบโลกใหม่ ซึ่งมหาอำนาจพร้อมจะละทิ้งหลักการการไม่แทรกแซงดินแดนที่ตนเองเคยพร่ำสอนผู้อื่น เพียงเพื่อรักษาความได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างจีนหรือรัสเซียในแถบอาร์กติก
ความย้อนแย้งเช่นนี้มิใช่เรื่องใหม่ หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา รูปแบบการใช้มาตรฐานสองชั้นปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่การรุกรานประเทศที่ถูกมองว่าเป็นภัยต่อผลประโยชน์ของตน ไปจนถึงการสนับสนุนรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรม ตราบใดที่รัฐบาลเหล่านั้นยืนอยู่ในค่ายเดียวกับวอชิงตัน ในขณะที่แสดงพฤติกรรมเลวร้ายเช่นนั้น วอชิงตันก็ส่งออกวาทกรรมที่ใช้สื่อสารกับประชาคมโลก ที่หรูหราอบอวลไปด้วยคำว่าด้วย “เสรีภาพ ภราดรภาพ ประชาธิปไตย และคุณค่าของโลกเสรี”
ช่องว่างระหว่างคำพูดกับการกระทำนี้ไม่ใช่ความบังเอิญ หากแต่เป็นผลของโครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศที่เปิดทางให้บางประเทศได้ทำหน้าที่พร้อมกัน ทั้งในฐานะผู้กล่าวหา ผู้พิพากษา และผู้ยกเว้นตนเองจากผลของคำตัดสิน ในโครงสร้างเช่นนี้ บทบาท “ตำรวจโลก” มิได้หมายถึงความเป็นกลาง หากแต่หมายถึงอำนาจในการเลือกว่าจะบังคับใช้กติกากับใคร และจะไม่ใช้กับใคร
สิ่งสำคัญคือ ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากตัวทรัมป์เพียงลำพัง ทรัมป์อาจเป็นเพียงตัวอย่างของผู้นำที่พูดตรงและไม่อำพราง แต่รูปแบบการเมืองเช่นนี้ดำรงอยู่ก่อนหน้าเขา และจะดำรงอยู่ต่อไปแม้ตัวบุคคลจะเปลี่ยนแปลง การเมืองมหาอำนาจมีลักษณะค่อนข้างถาวรในการมองกติกาโลกว่าเป็น “เครื่องมือ” มากกว่าจะเป็น “พันธสัญญา” ที่ผูกมัดตนเอง
สำหรับประเทศขนาดกลางและเล็ก บทเรียนจากกรณีนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากต้องรับมือกับแรงกดดันของคู่ขัดแย้งโดยตรงแล้ว ยังต้องเผชิญกับ “ความยุติธรรมแบบคัดเลือก” ของมหาอำนาจบนเวทีโลก ประเทศเหล่านี้จึงไม่อาจพึ่งพาเพียงหลักการบนกระดาษ หากแต่ต้องเข้าใจพลวัตของอำนาจ เรื่องเล่า และผลประโยชน์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำว่า “ความมั่นคง”
ในระเบียบโลกเช่นนี้ ประเทศขนาดกลางและเล็กอาจไม่สามารถเปลี่ยนกติกาได้ แต่จำเป็นต้องอยู่กับกติกา ความท้าทายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการป้องกันอธิปไตยจากคู่ขัดแย้งโดยตรง หากแต่คือการไม่หลงเชื่อวาทกรรมความยุติธรรมของมหาอำนาจอย่างไร้เงื่อนไข เพราะในโลกที่ผู้มีอำนาจเป็นทั้งผู้กำหนดบทและผู้ยกเว้นตนเองจากบทนั้นได้ การเอาชีวิตรอดของประเทศขนาดกลางและเล็ก ย่อมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องมองโลกอย่างไม่ไร้เดียงสา และยอมรับว่า “หลักการ” มักถูกใช้เป็นภาษา แต่ “ผลประโยชน์” คือภาษาที่แท้จริง และตราบใดที่โลกยังไม่มีกลไกบังคับใช้หลักการที่เป็นธรรมและเท่าเทียม การเมืองระหว่างประเทศนั้น ความจริงมิได้ชนะด้วยความถูกต้องเสมอไป หากแต่ถูกทำให้ขึ้นอยู่กับว่าใครมีอำนาจมากพอจะอธิบายความจริงเพื่อขยายความเท็จให้โลกเชื่อมากกว่ากัน
รศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร
สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยรังสิต

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา