
ในห้วงเวลาของการฟื้นโต๊ะพูดคุยดับไฟใต้กับกลุ่ม BRN เช่นนี้ “ทีมข่าวอิศรา” พาไปเปิดทัศนะอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยยุค “ลุงตู่” เพื่อตรวจสอบข้อเสนอแนะและความห่วงใย เพื่อให้ชายแดนใต้กลับมาสุขสงบเสียที
อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยรายนี้คือ พล.อ.อักษรา เกิดผล ซึ่งปกติเป็นคนพูดน้อย และเป็นข่าวน้อยมาก แต่หนนี้เปิดใจกับ “ทีมข่าว” หลายเรื่องด้วยกัน แถมฟันธงอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นเหล่านี้
- นโยบายดับไฟใต้ฉบับใหม่ ปี 68-70 ตั้งเป้าเหตุรุนแรงลดลง 100% ในปีสุดท้าย เป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นไปไม่ได้
- บอกสัจธรรม “เมื่อโจรไม่เลิกทำ เหตุย่อมไม่ลด”
- เรียกร้องรัฐบาล หน่วยงานความมั่นคง และคณะพูดคุยชุดใหม่ เลิกเดินตามกรอบต่างชาติ JCPB-PDPIF ที่สุ่มเสี่ยงนำไปสู่การปกครองพิเศษ
- เสนอทางรอดเดียวชายแดนใต้ ต้องผลักดัน “พื้นที่ปลอดภัย” เชิงรุกทั่ว 37 อำเภอ เพื่อดึงมวลชนกลับคืน
@@ นโยบายดับไฟใต้ฉบับ สมช. เดินตามโจร?
พล.อ.อักษรา เริ่มต้นด้วยการสะท้อนมุมมองต่อทิศทางการแก้ปัญหาผ่านนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับใหม่ พ.ศ. 2568-2570 ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่าย
“นโยบายฉบับปี 2568-2570 ของ สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) แทบไม่ต่างจากฉบับเดิม (ปี 65-67) เป็นเพียงการ ‘สลับที่ไปมา’ ของเนื้อหาในนโยบาย ยิ่งไปกว่านั้นตัวชี้วัดที่ตั้งเป้าให้เหตุความรุนแรงลดลงร้อยละ 100 ภายในปี 2570 ถือเป็นจุดอ่อนสำคัญทางยุทธศาสตร์”
“บนหลักความจริงที่ว่า เหตุเกิดจากโจร ถ้าโจรไม่ทำก็ไม่มีเหตุ เจ้าหน้าที่ไม่ได้เป็นคนทำอยู่แล้ว แต่รัฐกลับไปเอาตัวชี้วัดที่ผู้ร้ายเป็นคนกำหนด... ทำไมไม่เอาจำนวน ‘พื้นที่ปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น’ เป็นตัวชี้วัดแทน เพราะนั่นคือสิ่งที่เราสร้างเองได้” พล.อ.อักษรา ตั้งคำถาม
@@ งบแซงหน้านโยบาย แล้วเมื่อไรจะเป็นจริง
อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังชี้ให้เห็นความล้มเหลวในเชิงการบริหารจัดการว่า นโยบายฉบับนี้ออกล่าช้ากว่างบประมาณประจำปี หมายถึงงบประมาณแซงหน้านโยบาย ทำให้ต่อให้นโยบายเขียนไว้ดีอย่างไร ก็ไม่มีงบประมาณรองรับในการปฏิบัติจริงอยู่ดี
@@ สอนมวยคณะพูดคุยฯ สร้างภูมิคุ้มกันฝั่งเรา
ส่วนการพูดคุยสันติสุขรอบใหม่ พล.อ.อักษรา ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรงของตนเอง
“เราไม่จำเป็นต้องไปกังวลกับปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจริงใจของอีกฝ่าย หรือคำถามที่ว่าผู้ที่มาร่วมโต๊ะ จริงๆ แล้วเป็นตัวจริงหรือตัวปลอม”
“เราไม่ต้องห่วง เพราะเขาพร้อมจะเปลี่ยนคนมาคุยกับเราเสมอ คนที่คุยกับอดีตเลขาฯ ภราดร (พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร หัวหน้าคณะพูดคุยสันติภาพฯคนแรก เมื่อปี 2556) ก็คนละคนกับที่มาคุยกับผม พอ ฮัสซัน ตอยิบ คุย (แกนนำ BRN ที่เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายผู้เห็นต่างฯ ที่คุยกับ พล.ท.ภราดร) เขาก็ปลดไป แล้วส่ง คุณมะสุกรี ฮารี มา (หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ยุคที่คุยกับ พล.อ.อักษรา) พอมาตอนนี้ก็เป็น คุณอณัส อับดุลเราะห์มาน ดังนั้นสิ่งสำคัญไม่ใช่ฝั่งนู้น แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ฝั่งเราเอง”
@@ เลิกเดินตามกรอบตะวันตก หยุดเพ้อปกครองตนเอง
พล.อ.อักษรา ยังแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงต่อการที่คณะพูดคุยฯ ชุดปัจจุบันไปยอมรับกรอบ JCPB (Joint Comprehensive Plan Towards Peace) และ PDPIF (Peace Dialogue Process Implementation Framework) ซึ่งพัฒนามาจาก JCPP หรือ แผนปฏิบัติการร่วมเพื่อสร้างสันติสุขแบบองค์รวม
“กรอบเหล่านี้ถูกคิดขึ้นโดยองค์กรต่างชาติ (ที่เบอร์ลิน มีทั้งไปพูดคุย และประชุม) ซึ่งอาจใช้ได้ผลในไอร์แลนด์เหนือ หรือติมอร์เลสเต แต่ใช้ไม่ได้ผลกับบริบทของปัตตานี”
พล.อ.อักษรา เตือนว่า กรอบข้อตกลงเหล่านั้นระบุเงื่อนไขไว้ถึง 5 ข้อ ซึ่งสุ่มเสี่ยงและลามไปถึงการรุกคืบอธิปไตยทางอ้อมของไทย ทั้งเรื่องอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ การตั้งศาลชารีอะฮ์ และการบังคับใช้ภาษามลายูถิ่น ซึ่งเป็นเรื่อง “เพ้อไปเรื่อย” ในเรื่องรูปแบบการปกครองพิเศษ ทั้งที่ในความเป็นจริง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังมีข้อจำกัดขั้นวิกฤต คือเป็นพื้นที่ที่ “จนที่สุดและมีการศึกษาต่ำที่สุด” เมื่อจัดอันดับใน 77 จังหวัดของประเทศไทย
@@ เลิกตั้งรับ หันประกาศพื้นที่ปลอดภัย 37 อำเภอ
พล.อ.อักษรา เสนอทางออกว่า สิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุดในปัจจุบัน คือ การปฏิวัติแนวคิดของฝ่ายความมั่นคง จากเดิมที่ทำงานเชิงรับเหมือนตำรวจ รอให้เกิดเหตุ แสวงหาข่าว จับกุม แล้วจบด้วยการวิสามัญฯ และการแห่ศพ ซึ่งเป็นวงจรไม่รู้จบ ต้องเปลี่ยนมาเป็นการ “ปฏิบัติการเชิงรุก” ด้วยการประกาศพื้นที่ปลอดภัย
“การประกาศกฎหมายความมั่นคง มีแต่สร้างความหวาดระแวง สงสัยใคร ปิดล้อมใคร ไม่ได้สร้างความร่วมมือ แต่พื้นที่ปลอดภัยจะทำให้ผู้ก่อเหตุหมดเสรีในการปฏิบัติการ ผมอยากถามว่า แม่ทัพกล้าประกาศกฎหมายความมั่นคง แต่ทำไมไม่กล้าประกาศให้ทั้ง 37 อำเภอเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน มันน่าแปลกใจไหม”
อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยฯ ทิ้งท้ายด้วยการสะท้อนภาพความล้มเหลวของอำนาจรัฐในปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างกรณีสมาคมสถาบันปอเนาะ ตาดีกา รวมตัวขับไล่แม่ทัพภาคที่ 4 หรือเหตุการณ์ยิง สส.นราธิวาส ซึ่งสะท้อนชัดว่า ตัวชี้วัดที่รัฐตั้งเป้าให้ประชาชนเชื่อมั่นในอำนาจรัฐไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในปี 2570 นั้น แทบไม่มีทางเป็นไปได้จริงในสถานการณ์ปัจจุบัน
หากผู้ใหญ่ในกองทัพและรัฐบาลยังคงเดินหลงทิศตามเกมของขบวนการและกรอบของต่างชาติเช่นนี้!
