
พยายาม “ฮึดอีกเฮือก” สำหรับ สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ และทีมทนายมุสลิม ตลอดจนคณะทำงานติดตามคดีของพรรคประชาชาติ เพื่อเร่งตรวจสอบกดดันความคืบหน้าและทิศทางของคดีสุดอุกอาจ ยิงถล่มรถผู้แทนราษฎร
เพราะตัว สส.ในฐานะผู้เสียหาย และทีมทนาย รวมถึงผู้ที่เกาะติดคดีมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เชื่อว่าปฏิบัติการสังหารจะมีผู้เกี่ยวข้องเฉพาะ “ทีมสังหาร 5 คน” และนายทหารเรือ 2 คนเป็นผู้สนับสนุนเท่านั้น
เนื่องจากยังมีข้อมูลความพยายามตัดตอนพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางคน บางฝ่าย โดยเฉพาะหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ หลักฐานการใช้โทรศัพท์ และหลักฐานเชิงประจักษ์จากพยานที่พบเห็น “ตัวละคร” เพิ่มเติมนอกเหนือจากกลุ่มที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว
ในขณะที่ฝ่ายตำรวจได้สรุปสำนวนการสอบสวนในส่วนของ “ทีมปฏิบัติการ 5 คน” ส่งให้อัยการไปแล้ว
และนับจนถึงขณะนี้ ผ่านมาเกือบ 3 เดือน แทบไม่มีการพูดถึง “กลุ่มผู้บงการ” ที่อยู่เหนือทีมปฏิบัติการ และทหาร 2 นายนี้เลย ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ใหญ่ระดับ “ยิง สส.” โดยใช้อาวุธสงคราม สมควรจะต้องมีผู้บงการระดับ “มาสเตอร์มายด์” แต่ข้อมูลส่วนนี้ขาดหายไปเลย
แหล่งข่าวจากชุดเกาะติดคดีของพรรคประชาชน และของ สส.กมลศักดิ์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ทีมงานได้เตรียมขยายผล หลังสืบทราบถึงเบาะแสของ “ตัวละครใหม่” ซึ่งมีส่วนสำคัญในคดี โดยมีข้อมูลพฤติการณ์ที่น่าสนใจ เป็นอดีตเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ ปัจจุบันปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นราธิวาส
“เป็นที่รับรู้กันในพื้นที่ว่า บุคคลผู้นี้เป็นคนสนิทของนักการเมืองระดับชาติรายหนึ่งใน จ.นราธิวาส อีกทั้งยังเป็นผู้กว้างขวางและกุมข้อมูลลึกเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นพยานปากสำคัญในคดี”
แหล่งข่าวบอกต่อว่า จากข้อมูลปรากฏชัดว่า อดีตเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่รายนี้ เคยไปร่วม “ดูลาดเลา” เพื่อวางแผนก่อเหตุร่วมกับกลุ่มทีมปฏิบัติการซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง
“ในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ มีการสืบสวนข้อมูลความเชื่อมโยง และตัวละครรายนี้ได้ให้ถ้อยคำแนวๆ ยอมรับว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้รายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับพฤติการณ์ต่างๆ ของบุคคลที่มีส่วนสำคัญในคดี ทั้งยังพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อคดีกับชุดสอบสวนด้วย แต่เมื่อมีการนัดหมายเพื่อพบปะพูดคุยในเชิงลึก กระบวนการทั้งหมดกลับถูก “สั่งเบรก” กลางคัน
“อุปสรรคสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ข้าราชการผู้มีอำนาจในนราธิวาส และนักการเมืองระดับชาติ ได้ออกคำสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ตัวละครใหม่รายนี้เดินทางเข้าพบกับตำรวจชุดคลี่คลายคดี” แหล่งข่าวระบุ
และว่าเรื่องที่เกิดขึ้นสร้างความประหลาดใจให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำคดีนี้ เพราะเท่ากับว่ามีความเคลื่อนไหวจากทั้งฝั่งราชการและการเมืองในนราธิวาส แสดงตัวออกหน้าเชิงขัดขวางไม่ให้คดีนี้มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ทั้งยังมีคำสั่งลับไม่ให้ข้าราชการทุกระดับยุ่งเกี่ยวหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคดีนี้ด้วย ทำให้เบื้องหลังของคดีมีความซับซ้อนอย่างมาก
@@ “แวยูแฮ - ทนายมุสลิม” ลุยร้องดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ มีการประชุมร่วมกันระหว่าง สส.กมลศักดิ์ กับ ทนายความมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมทั้งจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส โดยผลประชุมได้ข้อสรุปตรงกันว่า จะยื่นเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ รับคดีนี้เป็น “คดีพิเศษ”
สส.กมลศักดิ์ เผยว่า จริงๆ แล้วช่วงหลังเกิดเหตุประมาณหนึ่งสัปดาห์ ตนเคยยื่นหนังสือถึงดีเอสไอไปแล้ว ซึ่งทางดีเอสไอได้รับเรื่องไว้ในเบื้องต้น แต่ต่อมาเมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเห็นว่าตำรวจภูธรภาค 9 ได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้อยู่แล้ว ทางดีเอสไอจึงมีหนังสือตอบกลับมา แจ้งงดการสืบสวน
แต่ในการประชุมคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการเรียกตัวแทนดีเอสไอเข้าชี้แจง ซึ่งทางดีเอสไอระบุว่าเปิดช่องให้ผู้เสียหายสามารถยื่นเรื่องเข้ามาใหม่ได้
“ถือว่าดีเอสไอเปิดประตูให้เราไปยื่นเรื่องใหม่ได้ ซึ่งทีมทนายความจะจัดทำหนังสือยื่นต่อดีเอสไออีกครั้ง แต่เขาจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น ก็เป็นกระบวนการพิจารณาของทางดีเอสไอ” สส.กมลศักดิ์ ระบุ
