
ท่ามกลางข่าวดีของฝ่ายที่สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติภาพ กรณีรัฐบาลมาเลเซียเคาะตั้ง “ผู้อำนวยความสะดวก” หรือ Facilitator คนใหม่ ทำให้มีสัญญาณชัดเกี่ยวกับความคืบหน้าของโต๊ะพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทย กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่สำหรับในมุมมองของคนที่เคยผ่านงานในพื้นที่ ทั้งงานความมั่นคงและงานด้านการพัฒนาอย่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ซึ่งเคยอยู่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ คลี่คลายคดีปล้นปืน และยังเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. กลับเห็นว่ายังไม่ใช่สัญญาณบวก เพราะกระบวนการสันติภาพยังมีความเปราะบางอย่างมาก และแนวทางการทำงานขององค์กรดับไฟใต้ของรัฐบาลก็ยังมีปัญหาในตัวเอง
พ.ต.อ.ทวี ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า การแต่งตั้งผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลมาเลเซีย แต่มีข้อสังเกตสำคัญคือ กระบวนการพูดคุยริเริ่มอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่ปี 2556 และก่อนหน้านั้นก็อาจมีการพูดคุยอย่างไม่เปิดเผย แต่สิ่งที่เห็นมาตลอดคือ ฝ่ายผู้อำนวยความสะดวกมาเลเซียและคณะพูดคุยฝ่ายไทยมีการเปลี่ยนตัวบุคคลอยู่เป็นประจำ แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือ “สถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง” ขณะที่ฝ่ายผู้เห็นต่างที่มาร่วมโต๊ะกลับยังคงเป็นกลุ่มเดิม
“อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด ถึงเวลาแล้วที่กระบวนการสันติภาพต้องทำเป็นโครงสร้างที่ถาวร ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นอยู่กับความรู้สึกหรือความต้องการว่าอยากจะเอาใครมาทำหน้าที่” พ.ต.อ.ทวี ระบุ

หัวหน้าพรรคประชาชาติ เสนอว่า รัฐบาลควรกลับมาทบทวนเชิงโครงสร้างและกรอบกฎหมายอย่างจริงจัง หากฝ่ายความมั่นคงสามารถออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯได้ รัฐบาลก็ควรพิจารณาออก “พ.ร.ก.สันติภาพ” ขึ้นมาเช่นกัน เพื่อเปิดพื้นที่และสร้างกลไกการพูดคุยที่มีการปรึกษาหารือกับภาคประชาชนอย่างแท้จริง
“วันนี้เป็นการนำคนถือปืนกับคนถือปืนมาคุยกัน ทั้งที่จริงๆ จะไม่ถามประชาชนไม่ได้ ทุกคนต้องได้เป็นเจ้าภาพ ต้องให้ประชาชนเป็นเจ้าภาพด้วย เช่น การแก้ไขกฎหมาย ศอ.บต. เพื่อปรับทิศทางการพัฒนา เพราะนับตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ยิ่ง ศอ.บต.ทำงานพัฒนา ความเหลื่อมล้ำกลับยิ่งสูงขึ้น ความยากจนยิ่งขยายตัว แม้จะมีงานฟื้นฟูเยียวยา แต่บางช่วงกลับเอา ศอ.บต.ไปอยู่ใต้โครงสร้าง กอ.รมน. (กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) ขณะที่ กอ.รมน. ก็ควรทำงานมวลชนมากกว่าทำหน้าที่คล้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จนกลายเป็นช่องว่างให้ปัญหายาเสพติดแพร่ระบาด”
@@ มุ่งยกระดับการศึกษา สร้างคนคุณภาพ ตัวชี้วัดสันติสุข

นอกจากข้อเสนอปรับโครงสร้างและภารกิจขององค์กรดับไฟใต้แล้ว พ.ต.อ.ทวี ยังให้ความสำคัญในมิติอื่นๆ โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะมองว่าจะเป็นการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน
โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.อ.ทวี ได้ไปพบและให้กำลังใจ นายแพทย์กิ๊ฟลัน ดอเลาะ ที่ปรึกษาโครงการเชนจ์ “ห้องเรียนพิเศษ” ที่พัฒนาการศึกษาในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนทำให้มีเด็กนักเรียนสอบติดโครงการ สอวน.จำนวนมากเป็นประวัติการณ์ แซงหน้าโรงเรียนชื่อดังในภาคใต้ ก้าวสู่ระดับหัวแถวของภูมิภาค
โครงการ สอวน. คือ โครงการของมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อคัดเลือกและพัฒนาศักยภาพนักเรียนไทยด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้ได้มาตรฐานสากล และเป็นเวทีคัดเลือกตัวแทนไปแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับชาติและระดับนานาชาติ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวในครั้งนั้นว่า มีความมุ่งมั่นและเจตจำนงที่จะยกระดับการศึกษา เพราะมีการตกลงในยุทธศาสตร์ชาติว่าในปี 2570 จะต้องยุติเหตุการณ์ความรุนแรง ยุติความขัดแย้ง เหตุการณ์จะสงบ คนอื่นอาจจะคิดไม่จริงจัง แต่ในฐานะพรรคประชาชาติเราจริงจังมาก เราจะใช้การศึกษานำการเมือง เพราะว่าเราต้องสร้างคุณภาพคน ให้เด็กเป็นตัวชี้วัดของสันติภาพหรือสันติสุข
@@ ฟื้นฟูอนุรักษ์ภาษามลายู - ยาวี คืนศักดิ์ศรีคนชายแดนใต้

ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน พ.ต.อ.ทวี ยังได้ไปร่วมงานการกุศลเพื่อระดมทุนของตาดีกา ที่มัสยิดยาแมะ ตายาฮูลู ในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อสนับสุนนการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียนตาดีกา
รวมถึงการเข้าพบ อุตาซแม แดวอ ปราชญ์ภาษามลายู ที่ จ.ปัตตานี เพื่อหารือแนวทางการฟื้นฟูและอนุรักษ์ภาษามลายูและอักษรยาวี ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่า ภาษามลายูไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสื่อสาร แต่คือศักดิ์ศรี จิตวิญญาณ และหัวใจสำคัญของกระบวนการสร้างความเข้าใจและความยุติธรรมอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
พ.ต.อ.ทวี มองว่า การคืนศักดิ์ศรีด้านภาษาและตัวอักษร จะเป็นตัวช่วยให้ความขัดแย้งและปัญหาความรู้สึกถูกกดทับของคนในพื้นที่ลดลงได้
@@ “เสธ.ปูด้วง” โต้ “กอ.รมน.-ศอ.บต.” ปรับแผนต่อเนื่อง

ด้าน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงข้อเสนอของ พ.ต.อ.ทวี ให้ปรับทิศทางการทำงานของ ศอ.บต. และ กอ.รมน. ไม่ให้ทำหน้าที่เหมือน รปภ.ว่า ทั้งสองหน่วยงานปรับแนวทางการทำงานอยู่ตลอด แต่ต้องเข้าใจว่าผู้ก่อเหตุจะลงมือเมื่อมีโอกาสและจังหวะ ซึ่งจากข้อมูลและรายงานที่ตนได้รับ พบว่าหน่วยงานมีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของ ศอ.บต. นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งดำเนินการตามแผนงานที่มีอยู่ โดยวันที่ 22 ต.ค. จะเชิญเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบมาหารือ พร้อมกำชับการดำเนินงานอีกครั้ง ทั้งนี้ เชื่อว่าทั้งสองหน่วยงานทำงานอย่างเต็มที่ โดยการตอบโต้เหตุการณ์ทำได้รวดเร็วและทันเวลามากขึ้น ขณะที่แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้เน้นย้ำกับกำลังพลถึงความสำคัญของการป้องกันเหตุและการปฏิบัติงานเชิงรุก ซึ่งหน่วยงานต้องเร่งดำเนินการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ แต่คงต้องใช้เวลา เนื่องจากปัญหานี้สะสมมานานหลายปี
@@ เร่ง สมช.จัดทำแผนเชิงรุกปี 69
เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า ขณะนี้กำลังเร่งผลักดันให้แผนงานที่เตรียมไว้เข้าถึงประชาชนในพื้นที่มากขึ้น โดย สมช.พยายามเปลี่ยนความไม่มั่นใจของประชาชนให้เป็นความเชื่อถือและความมั่นใจ พร้อมเร่งปรับแผนและจัดทำแผนเชิงรุกสำหรับปี 2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
สำหรับการประสานงานระหว่าง สมช. กอ.รมน. และ ศอ.บต. นั้น มีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยตนได้รับรายงานสถานการณ์ตลอดเวลา และโทรศัพท์ตรวจสอบความคืบหน้าเกือบทุกวัน วันละหลายครั้ง หากนายกรัฐมนตรีสอบถามถึงประเด็นที่ต้องปรับปรุง ก็สามารถติดต่อและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้โดยตรง
@@ ยอมรับปัญหายิ่งแก้มาก เพราะการเมืองชี้นำ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ลำบากใจหรือไม่กับการที่รัฐบาลกำลังสร้างความปรองดองในพื้นที่ภาคใต้ แต่ยังมีบางฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายการเมืองไปชี้นำ ทำให้ประชาชนสับสน เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า “นี่แหละคือเรื่องที่ยากพอสมควร ซึ่งถ้าจะบอกว่ายอม เราไม่ยอมอยู่แล้ว แต่การจะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ อธิบายยากมาก แต่เราเชื่อว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้น การพัฒนาลงไปมากขึ้น มันก็จะสะท้อนกลับขึ้นมา”
