
สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือ พว. จับมือเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ชู “Active Learning - GPAS 5 Steps” สู้ความเหลื่อมล้ำการศึกษาชายแดนใต้ โดยเฉพาะวิกฤตการอ่านของเด็กในพื้นที่ หวังจุดประกายดับไฟความรุนแรง ด้วยแสงสว่างแห่งปัญญา
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในรากเหง้าสำคัญที่หลายฝ่ายมองเห็นตรงกันคือ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” นอกเหนือจากความแตกต่างทางภาษา ศาสนา และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ จนนำไปสู่แรงกดทับทางวัฒนธรรม
ล่าสุดสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือ พว. ได้จับมือกับเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามชายแดนใต้ นำร่องใช้นวัตกรรม “Active Learning” หวังพลิกโฉมการศึกษา สร้างเกราะป้องกันทางปัญญาให้เยาวชน และใช้การศึกษาเป็นกุญแจสำคัญในการดับไฟใต้
โดย พว.กับ เครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู เพื่อนำกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ หรือ GPAS 5 Steps มาใช้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ดร.ภิญญา รัตนวรชาติ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ปัจจุบันเยาวชนใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 70% เรียนอยู่ในระบบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ซึ่งมีมากกว่า 300 แห่ง ฉะนั้นการนำ Active Learning เข้ามาใช้ในระบบการเรีนยการสอน จะช่วยอุดช่องโหว่ โดยเฉพาะปัญหาการเรียนรู้ “ภาษาไทย” ของเด็กที่ใช้ “ภาษามลายูถิ่น” เป็นภาษาแม่
“เราตั้งเป้าว่าภายใน 3 ปี จะเห็นโฉมหน้าใหม่ของการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ นอกจากโรงเรียนเอกชนกว่า 300 แห่งแล้ว ทางคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนยังเตรียมขยายผลไปยังสถาบันปอเนาะอีกกว่า 300 แห่ง และศูนย์ตาดีกากว่า 2,162 ศูนย์ ซึ่งหมายถึงสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทางศาสนาและจริยธรรมในชุมชนมุสลิม เพื่อเปลี่ยนมายด์เซ็ตการสอนของครูทั้งระบบด้วย” ดร.ภิญญา ระบุ

ด้าน ดร.อับดุลฮาฟิซ หิเล ประธานเครือข่ายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม กล่าวว่า แม้พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย จะมีพรมแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีคุณภาพการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แต่คุณภาพการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้กลับยังรั้งท้ายของประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นความหวังครั้งใหญ่ โดยเฉพาะผลการประเมินที่พบว่า เด็กในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามราวๆ 1 ใน 3 มีปัญหาการอ่านภาษาไทย
ดร.อับดุลฮาฟิซ บอกด้วยว่า จริงๆ แล้วความหลากหลายทางภาษาคือ “กำไรและอัตลักษณ์” ไม่ควรมองเป็นอุปสรรค ฉะนั้นหากปรับการเรียนการสอนให้ถูกต้อง โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps จะสามารถยกระดับการเรียนการสอนทั้งภาควิชาการและศาสนาส ให้ผู้เรียนได้เรียนอย่างสนุกและมีส่วนร่วมมากขึ้นได้จริง

ขณะที่ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ หรือ พว. เจ้าของนวัตกรรม GPAS 5 Steps กล่าวว่า สาเหตุที่เด็กไทย ไม่ว่าจะพื้นที่ใดของประเทศ “อ่านไม่ออก - เขียนไม่ได้” เกิดจากการเรียนการสอนระบบเดิมที่บังคับให้เด็กท่องจำก่อนเข้าใจความหมาย แต่ GPAS 5 Steps จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน
สำหรับ GPAS 5 Steps คือ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ เพื่อจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง หรือ Active Learning ซึ่งช่วยพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก

กระบวนการนี้มี 5 ขั้นตอน คือ
1. Gathering ขั้นรวบรวมและเลือกข้อมูล - นักเรียนจะค้นหา รวบรวม และเลือกข้อมูลความรู้ที่จำเป็นจากแหล่งต่างๆ
2. Processing ขั้นจัดกระทำข้อมูล - นักเรียนนำข้อมูลมาวิเคราะห์ จัดกลุ่ม และเรียบเรียงให้เป็นระบบเพื่อให้เข้าใจง่าย
3. Applying 1 ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้ - นักเรียนจะนำความรู้ที่จัดระบบแล้วมาลองปฏิบัติ ทดลอง หรือสรุปเป็นองค์ความรู้ด้วยตนเอง
4. Applying 2 ขั้นสื่อสารและนำไปใช้ - นักเรียนนำเสนอผลงาน สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ หรือนำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน
5. Self-Regulating ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า - นักเรียนสะท้อนความคิด ประเมินการทำงานของตนเอง และต่อยอดพัฒนาให้มีคุณค่ามากขึ้นหรือสร้างเป็นนวัตกรรม

ดร.ศักดิ์สิน บอกด้วยว่า การนำ GPAS 5 Steps มาใช้ นอกจากจะทำให้คะแนน PISA และ O-NET สูงขึ้นโดยไม่ต้องกวดวิชาแล้ว ยังตอบโจทย์สำคัญเรื่อง “ความมั่นคง” ที่สังคมมักตั้งคำถามกับสถาบันการศึกษาทางศาสนาในพื้นที่ด้วย เพราะนี่คือภูมิคุ้มกันทางปัญญา
“เมื่อเด็กมีแบบแผนในสมอง เขาจะมีเกราะคุ้มกัน จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ หรือถูกชักจูงไปในทางที่ผิด เพราะวิเคราะห์ได้เองว่าอะไรกระทบคนอื่น อะไรผิดหลักศาสนา การสอนให้เด็กคิดเป็น คือการแก้ปัญหาได้ลึกถึงรากเหง้าอย่างแท้จริง” ดร.ศักดิ์สิน กล่าว
