
“ชุมชนอยากให้เราอยู่ไหม?” เป็นคำถามบาดใจจาก “อุปถัมภ์ ศิริชัย” แห่ง “บริษัทศรีสมัย” ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งรายใหญ่ของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผู้ได้รับสิทธิบริหารจัดการแฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อ เซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 136 สาขา ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
คำถามนี้อาจไม่ต้องการคำตอบ แต่น่าจะเป็นการระบายความอัดอั้น หลังจากร้านเซเว่นฯ ถูกเผาซ้ำอีก 2 สาขาในสถานการณ์ป่วนใหญ่ 22-23 ส.ค.69 ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ร้ายรอบนี้ไม่ใช่แค่บุกเผา หรือแอบเข้าไปเผา แต่กลุ่มติดอาวุธไม่ต่ำกว่า 7- 8 คน ใช้อาวุธปืนสั้นและปืนยาวข่มขู่พนักงาน และประชาชนภายในร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาบางปู อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี จากนั้นจึงได้วางระเบิดจนทำให้เกิดเพลิงไหม้

แรงระเบิดสร้างความเสียหายอย่างหนัก เหตุเกิดในคืนวันที่ 22 ส.ค.69 ซึ่งเป็นคืนที่เกิดเหตุป่วนหลายจุดในพื้นที่ 27 อำเภอของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้
แต่ความเสียหายไม่ได้จบแค่วันนั้น เพราะในค่ำวันที่ 24 ส.ค.69 ถัดมาอีกเพียงวันเดียว กลุ่มติดอาวุธได้ออกมาก่อเหตุกับร้านสะดวกซื้อเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาลางา อ.มายอ จ.ปัตตานี ด้วยพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันกับที่ก่อเหตุกับเซเว่นฯ สาขาบางปู
อุปถัมภ์ ศิริชัย กรรมการบริษัท ศรีสมัย จำกัด สะท้อนความรู้สึกในฐานะคนในพื้นที่ที่ทำธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปี และผ่านเหตุการณ์ความไม่สงบมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา
“จุดประสงค์หลักของธุรกิจเราไม่ใช่หวังแค่ผลกำไร แต่คือการสร้างงาน สร้างอาชีพ และยกระดับเศรษฐกิจชุมชน” อุปถัมภ์ บอกถึงความตั้งใจ ก่อนจะบอกว่า แต่เหตุการณ์ที่สาขาบางปู ซึ่งถูกลอบวางเพลิงเป็นครั้งที่ 2 แล้ว ทำให้บริษัทต้องกลับมาตั้งคำถามตัวใหญ่ถึงจุดยืนของตนเอง

“พอโดนเข้า 2 รอบแล้ว เราก็ไม่แน่ใจว่า ท้องถิ่นบริเวณนี้อยากให้เราอยู่หรือเปล่า แปลว่าพื้นที่อาจจะไม่เหมาะสมก็ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้มันทำให้เรากลับมาทบทวนอีกหลายๆ ครั้งว่า การที่เราเข้ามาเพื่อช่วยพัฒนาชุมชน มันเป็นผลดีหรือผลเสียกับชุมชนมากกว่ากัน เราไม่ได้ตั้งใจจะมาทำร้ายชุมชน แต่เราต้องการที่จะมาพัฒนา”
อุปถัมภ์ ขยายความว่า เมื่อเศรษฐกิจเติบโต การจ้างงานจะเกิดขึ้น ชาวบ้านรอบข้างก็จะมีธุรกิจที่เติบโตตามไปด้วย แต่เมื่อเกิดเหตุรุนแรงซ้ำซาก จึงต้องกลับมาทบทวนว่าทิศทางที่ทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ และการตั้งร้านสะดวกซื้อกลายเป็นการสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับคนในพื้นที่หรือเปล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกับคนในชุมชนอย่างจริงจัง
เมื่อถูกถามถึงสถิติผลกระทบที่ธุรกิจในเครือได้รับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้บริหารจากศรีสมัย ระบุว่า ธุรกิจตกเป็นเป้าหมายในการทำลายภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง

“จำนวนสาขาในปัจจุบัน 136 สาขา ครอบคลุม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความเสียหายที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งขนาดเล็กและใหญ่กับธุรกิจในเครือ เกือบ 100 ครั้ง เป้าหมายแฝงของผู้ก่อเหตุ มุ่งเป้าทำลายภาพความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจในพื้นที่โดยตรง”
แม้จะเผชิญกับความสูญเสียและความท้อแท้ แต่อุปถัมภ์ยืนยันว่า ธุรกิจยังคงต้องเดินหน้าต่อไป โดยได้รับกำลังใจที่สำคัญจาก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งลงพื้นที่มาเยี่ยมให้กำลังใจทันที รวมถึงผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ และพี่น้องประชาชนที่เข้ามาให้กำลังใจ
แต่ฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ยอมแพ้ไม่ได้ คือพนักงานและครอบครัวที่ต้องพึ่งพาบริษัท

“เราเป็นคนพื้นที่ เราเติบโตมากับในพื้นที่ เรารักแผ่นดินบ้านเกิดเรา ถ้าเราไม่ช่วยแล้วมันก็ไม่มีใครช่วย เรายังต้องทำต่อไป เรามีน้องๆ พนักงานที่เราต้องดูแล ถ้าคูณด้วยจำนวนครอบครัวที่เขาต้องดูแลด้วย ผมว่าร่วมๆ หมื่นคนได้ที่จะต้องรับผิดชอบ”
ท้ายที่สุด อุปถัมภ์ ย้ำว่า ทางออกของเรื่องนี้คือการจับเข่าคุยกันระหว่างภาคธุรกิจและชุมชน เพื่อหาข้อตกลงร่วมกันที่จะทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้บนพื้นฐานของความปลอดภัย
“เราเชื่อมั่นว่า 3 จังหวัดดีมากกว่านี้ได้ ถ้าเราทุกคนร่วมมือช่วยกัน”
