
เหตุรุนแรงและการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อช่วงค่ำของวันเสาร์ 22 ส.ค.69 ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า นับได้ 50 กว่าจุด แต่หน่วยข่าวนับได้มากถึง 91 จุดนั้น
มี 5 เรื่องบังเอิญ (หรืออาจจะไม่บังเอิญ แต่จงใจก็ได้) ที่เมื่อนำมาพิจารณาร่วมด้วยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะยิ่งฉายภาพความด้อยประสิทธิภาพของรัฐในการแก้ไขปัญหาไฟใต้อย่างสิ้นเชิง ทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการในพื้นที่
1. วันที่ 22 ส.ค. เป็นวันครบรอบ 1 เดือน เหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส พอดี (เกิดเหตุ 22 ก.ค.)
เหตุโจมตีจุดตรวจ เป็นเหตุรุนแรงในระดับ “ร้ายแรงที่สุด” ของปีนี้ เพราะสูญเสียทหารพรานในคราวเดียวถึง 5 นาย
แต่ผ่านมา 1 เดือน ยังจับกุมใครไม่ได้ แถมฝ่ายตำรวจออกหมายจับผู้ต้องหาได้เพียง 2 คน ทั้งๆ ที่กล้องวงจรปิดจับภาพทีมปฏิบัติการ และระวังหลัง ได้มากกว่า 10 คน
ไม่อยากจะเอ่ยพาดพิง แต่มันก็จำเป็นต้องเอ่ยว่า หลังเกิดเหตุโจมตีจุดตรวจ นายทหาร ตท.26 ซึ่งดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพ และรัฐบาล ลงพื้นที่กันพร้อมหน้า และออกแอคชั่นไล่ล่า ข่มขู่ผ่านสื่อ
แต่ 1 เดือนแทบไม่มีความคืบหน้าอะไรอย่างเป็นรูปธรรมเลย หนำซ้ำมาเกิดเหตุรุนแรงระลอกใหม่ที่แม้จะก่อความสูญเสียชีวิตไม่เท่า แต่ส่งผลจากจิตวิทยาร้ายแรงยิ่งกว่า
นอกจากนั้น ห้วงเวลาที่เกิดเหตุ ยังใกล้เคียงกับวาระครบ 5 เดือน เหตุการณ์อุกอาจ ยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส ซึ่งเป็นคดีที่ฝ่ายความมั่นคงและตำรวจ ถูกสังคมตั้งคำถาม โดยเฉพาะการสาวไม่ถึงผู้บงการ และมีปัญหาเรื่องอาวุธปืน กับรถที่ใช้ก่อเหตุ เป็นของรัฐ แต่ไปอยู่ในมือคนร้ายได้อย่างไร
เหตุป่วนครั้งใหญ่ที่เพิ่งเกิด จึงทำให้ฝ่ายรัฐ ทั้งรัฐบาล และฝ่ายความมั่นคง ตอบคำถามยากยิ่งขึ้น
2. เป็นการก่อเหตุช่วงปลายปีงบประมาณ 2569 ใกล้จะเริ่มเข้าสู่ปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเป็นปีที่ฝ่ายรัฐ “ปักหมุด” ให้ไฟใต้ใกล้สงบ ต้องมีการส่งมอบภารกิจการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ จากการใช้กำลังทหารหลัก ส่งไม้ต่อให้กับ อส. ซึ่งเป็นกำลังของฝ่ายปกครอง พร้อมทยอยเลิกการใช้ “กฎหมายพิเศษ” เพื่อคืนความปกติให้กับพื้นที่
ก่อนหน้านี้ฝ่ายความมั่นคงออกมายอมรับแล้วว่า สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ไม่สามารถส่งมอบภารกิจได้ แปลว่า “เป้าหมายล้มเหลว” การเกิดเหตุรุนแรงขนาดใหญ่ในห้วงเวลาเช่นนี้ จึงยิ่งตอกย้ำความล้มเหลวของรัฐ
ในทางตรงกันข้าม การที่รัฐต้องคง “กำลังทหาร” เอาไว้ กลายเป็นการเพิ่มเป้าโจมตีอันชอบธรรมให้กับฝ่ายก่อความไม่สงบ เพราะเท่ากับเป็นการโจมตีผู้ที่ถืออาวุธด้วยกัน และยังเป็นฝ่ายทหาร
เช่นเดียวกับ “กฎหมายพิเศษ” ที่ยกเลิกไม่ได้ ก็จะยังคงเป็นเงื่อนไขที่ฝ่ายสิทธิมนุษยชนเรียกร้องกดดันฝ่ายรัฐต่อไป และสุ่มเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวง หรือทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อนานาชาติพยายามยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวมากกว่าเดิม
3. เป็นการเลือกจังหวะก่อเหตุช่วงใกล้ฤดูแต่งตั้งโยกย้ายทหาร ตำรวจ และผู้ว่าฯ
ที่ผ่านมา เฉพาะกรณีแม่ทัพภาคที่ 4 “ปลาผิดน้ำ” คือ พลโท นรธิป โพยนอก ตท.26 ซึ่งมาจากภาคอีสาน มานั่งบัญชาการดับไฟใต้ ก็โดนเสียงวิจารณ์หนักพอแรง กระทั่งก่อนเกิดเหตุใหญ่รอบนี้ก็มีข่าว “ย้ายค่อนข้างแน่” อยู่แล้ว
การเกิดเหตุป่วนทั่วสามจังหวัดส่งท้าย และถ้าท่านถูกย้ายจริงๆ ก็จะยิ่งตอกย้ำว่า กองทัพและรัฐบาลเลือกคนผิดมาทำหน้าที่ มารับงานสำคัญ จนสถานการณ์แย่กว่าเดิม
ขณะที่การโยกย้ายนายตำรวจ “โผนายพลใหญ่” ที่น่าจะมีความชัดเจนในสัปดาห์หน้านี้ มีข่าว ผบช.ภาค 9 พลตำรวจโท ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ตท.26 และ นรต.42 ได้อยู่ต่อเป็นปีที่ 4 (**ขอย้ำ ปีที่ 4) ทั้งๆ ที่สถานการณ์ล่อแหลมหนักหน่วงขนาดนี้ และในปีที่ผ่านๆ มา ก็เจอแต่เรื่องหนักๆ
เอาเฉพาะ “ชายชุดดำ” ที่ก่อใหญ่ๆ แล้วหายเข้ากลีบเมฆ ช่วง 2 ปีมานี้ ก็เกิดมาแล้ว 4 ครั้ง คือ ปิดเมืองโก-ลก โจมตีที่ว่าการอำเภอ และคาร์บอมบ์ เมื่อ 8 มี.ค.68, ปล้นร้านทองในห้างบิ๊กซี สุไหงโก-ลก ก่อเหตุต่อหน้ากล้องวงจรปิด กวาดทองไปจำนวนมหาศาล เมื่อ 6 ต.ค.68, เหตุโจมตีจุดตรวจบูเก๊ะซามี เสียทหารพราน 5 นาย เมื่อ 22 ก.ค.69 และเหตุล่าสุด ป่วนทั่วสามจังหวัด มีคาร์บอมบ์ เผา อบต.หลายแห่ง เมื่อ 22 ส.ค.69
หากท่านได้ต่อตั๋ว อยู่ใต้ต่ออีก 1 ปีจริงๆ ก็จะยิ่งถูกตั้งคำถาม แต่ถ้าโผพลิก ท่านถูกย้าย ก็จะกลายเป็นเข้าทางกลุ่มก่อความไม่สงบไปอีก
4. เป็นการก่อเหตุช่วงใกล้ประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.สงขลา วันที่ 31 ส.ค.ถึง 1 ก.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะมีการผลักดันโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ และท่าเรือเทพา จ.สงขลา ทั้งสองโครงการมีกระแสคัดค้านในพื้นที่
การก่อเหตุรุนแรงครั้งใหญ่ เป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือน และทำให้กระแสคัดค้าน ต่อต้าน เริ่มมีน้ำหนัก หากรัฐบาลเดินหน้า ก็สุ่มเสี่ยงเจอสถานการณ์ความขัดแย้ง และอาจมีความรุนแรงผสมโรง
แต่หากรัฐบาลยอมถอย พื้นที่นี้ก็จะไม่มีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ และการลงทุนระดับเมกะโปรเจคต่อไป
นอกจากนั้น ช่วงต้นเดือน ก.ย. จะมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2570 วาระ 2-3 แม้ในทางปฏิบัติ แทบจะเปลี่ยนแปลงงบประมาณอะไรไม่ได้แล้ว แต่การเลือกก่อเหตุช่วงเวลาแบบนี้ ก็สร้างกระแสวิจารณ์จากในพื้นที่ว่า เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อหวังงบประมาณหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่มีมาอย่างยาวนาน ว่า “รัฐเลี้ยงไข้” และปล่อยจอยไฟใต้ เพื่อหาประโยชน์จากงบประมาณ (อ่านแล้วอย่าเพิ่งตำหนิสื่อ เพราะชาวบ้านเขาคิดกันแบบนี้จริงๆ)

5. เป็นการก่อเหตุอีกครั้งหนึ่งที่มีเอกสาร “แจ้งเตือนล่วงหน้า” จากหน่วยข่าวอย่างชัดเจน ว่าจะเกิดเหตุรุนแรงรูปแบบต่างๆ ในวันที่ 22 ส.ค. แทบจะตรงกับคำเตือนทุกข้อความ แต่สุดท้ายก็ป้องกันอะไรไม่ได้
ยิ่งหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสมาประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ออกจากเคหสถานไล่หลัง ยิ่งกลายเป็นเหมือน “ตลกร้าย” เพราะแทนที่จะใช้กฎหมายพิเศษสกัดก่อน ตามการแจ้งเตือน กลับนำกฎหมายพิเศษมาล้อมคอกภายหลังจากเกิดเหตุแล้ว ทั้งๆ ที่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า
ที่ไล่เรียงมาทั้งหมด คงไม่ต้องสรุปอะไรมากไปกว่าพาดหัวที่จั่วเอาไว้ตอนต้นของบทความ ก็คือ รัฐล้มเหลวในภารกิจดับไฟใต้...อย่างแท้จริง!
