
“ขอท้าให้ทำ ภายในเดือน ก.ค.นี้ มาวัดกัน มาพิสูจน์กัน ใครจริง ใครเล่นตลก ขอให้เอามาวาง 10 กระบอก จะได้ไปต่อได้ ถ้าทำไม่ได้ ไม่ทำ ไม่กล้า ก็ถือว่านี่เป็นการเเสดงตลกคาเฟ่โบราณ เเละไม่ต้องมาเล่นโชว์อีก”
นี่คือข้อเสนอจาก พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ต่อความเคลื่อนไหวที่มีข่าว “ชายลึกลับ” อ้างตัวเป็นผู้บัญชาการฝ่ายทหารของ BRN ในพื้นที่นราธิวาส พร้อมพาลูกน้องวางปืน และคืนปืนที่ปล้นไป ในปี 2570 หากรัฐบาลยอมถอนทหารหลักออกจากพื้นที่
อ่านประกอบ : ชายลึกลับอ้างคุมนักรบ BRN นราฯ พร้อมวางปืนแลกถอนทหาร

การออกมาประกาศเรื่องอ่อนไหวแบบนี้ผ่านสื่อ ในขณะที่ BRN วางสถานะของตนเป็น “องค์กรลับ” ที่ต่อสู้กับรัฐไทย ทำให้สรุปยากว่า ชายคนนี้เป็น “ตัวจริง” ที่มีศักยภาพทำได้ตามที่ประกาศ หรือเป็น “ตัวปลอม” ที่ออกมาสร้างข่าว เล่นตลก หรือไม่ก็หยั่งเชิง
งานนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สงวนท่าทีอย่างยิ่ง โดยรองโฆษก พล.อ.เอกวริทธิ์ ชอบชูผล เรียกร้องให้กลุ่มที่ต้องการพูดคุยเจรจา เสนอตัว เสนอเงื่อนไขเข้ามาในช่องทางที่รัฐเปิดไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่ไปพูดผ่านสื่อ
แต่สำหรับ พล.อ.นิพัทธ์ กลับมองตรงกันข้าม บอกว่าน่าจะฉวยจังหวะนี้ รับการประสาน และวัดใจกันไปเลยว่า “ชายลึกลับ” ทำได้จริงหรือไม่ โดยยังไม่ต้องถึงขั้นตกลงถอนทหาร แต่ให้ลองนำปืนมาวางให้ดูก่อน เพื่อพิสูจน์ว่ามีจริง เป็นของจริง

พล.อ.นิพัทธ์ ขยายความกับ “ทีมข่าวอิศรา” ว่า ข้อเสนอของ “ชายลึกลับ” ถือว่าน่าสนใจ และไม่ควรมองข้าม เนื่องจากเป็น “อาเจะห์โมเดล” ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในกระบวนการสันติภาพอาเจะห์ เพื่อยุติความขัดแย้งและการต่อสู้เพื่อแยกดินแดนของอาเจะห์กับอินโดนีเซีย
อ่านประกอบ : กอ.รมน.ไม่รับนัด “ชายอ้าง BRN” ยื่นเงื่อนไขวางปืนแลกถอนทหาร
ความเห็นของ พล.อ.นิพัทธ์ ต้องบอกว่าไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากเขาจะเป็นอดีตปลัดกระทรวงกลาโหมแล้ว เขายังเป็นอดีตแกนนำคณะพูดคุยสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชุดแรกที่คุยกับ “BRN” แบบเปิดเผย บนโต๊ะ เมื่อปี 2556 ในรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดยการพูดคุยในครั้งนั้นมีมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก และมี พล.อ.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช.ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายไทย

ที่สำคัญ พล.อ.นิพัทธ์ ยังมีบทบาทสำคัญเป็นผู้สังเกตการณ์ “กระบวนการส่งคืนปืน” ของนักรบอาเจะห์ ในกระบวนการสันติภาพที่ทำกับรัฐบาลอินโดนีเซียในอดีตด้วย โดยบทบาทของ พล.อ.นิพัทธ์ หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ได้รับการยอมรับอย่างมากจากอินโดนีเซีย เคยเข้าพบประธานาธิบดี และมีเครือข่ายกว้างขวางในแดนอิเหนา
“เงื่อนไขที่มีการหยิบยกมาอ้างในลักษณะนี้ มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่จังหวัดอาเจะห์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งในอดีตผมเคยเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสังเกตการณ์การส่งคืนอาวุธเพื่อแลกกับสันติภาพ”
“ข้อเสนอตรงนี้ เป็นการเลียนแบบมาจากรูปแบบของอาเจะห์โมเดล ในอินโดนีเซีย ซึ่งตอนนั้นขบวนการแบ่งแยกดินแดนมีการแสดงตัวตนอย่างชัดเจนเรียบร้อย ว่าจะนำอาวุธปืนมาคืนทั้งหมดจำนวน 840 กระบอก ซึ่งต้องเป็นปืนที่ใช้การได้จริง มีคณะกรรมการร่วมมาตรวจนับและตรวจสอบสภาพ ไม่ใช่ปืนพลาสติก หรือการนำซากปืนเก่ามาส่งมอบ”

อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม อธิบายต่อถึงขั้นตอนปฏิบัติในกรณีของอาเจะห์ ว่า การส่งมอบอาวุธที่อาเจะห์แบ่งออกเป็น 4 ครั้ง ระยะเวลา 4 เดือน หรือเดือนละ 1 ครั้ง โดยฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบจะไม่เปิดเผยล่วงหน้าว่าจะนำอาวุธไปกองไว้ที่จุดใด
“ยอมรับว่าที่อาเจะห์เขาทำได้จริง เช่น ฝ่ายเขาจะส่งข้อความมาบอกตอนตี 3 ว่าจะนำอาวุธไปวางไว้ที่พิกัดนี้ หรือหน้าโรงเรียนนี้ พอเจ้าหน้าที่รับทราบตอนตี 3 ก็เตรียมตัวเดินทางไปถึงพื้นที่ตอน 6 โมง หรือ 7 โมงเช้า ก็จะพบอาวุธถูกนำมากองไว้ให้ตรวจนับ ตามเงื่อนไขคือ ฝ่ายเขาเอาอาวุธมาส่งมอบ 1 รอบ ฝ่ายรัฐบาลก็ถอนทหารออก 10,000 นาย ทำควบคู่กันไป แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ ‘ต้องมีการแสดงตัวตน’ ที่ชัดเจนก่อน”
เมื่อถามเปรียบเทียบกรณีชายปริศนาที่อ้างตัวว่าควบคุมนักรบ BRN นราธิวาส พล.อ.นิพัทธ์ ให้ความเห็นว่า ในเมื่อมีข้อเสนอส่งมา ฝ่ายความมั่นคงหรือรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้ในการ “ท้าพิสูจน์” เพื่อคัดกรองว่าเป็นตัวจริง หรือแค่กระบวนการปั่นกระแส
“รัฐบาลควรแถลงรับข้อเสนออย่างเป็นทางการผ่านสื่อมวลชน สมมติกำหนดเดดไลน์เป็นวันที่ 30 กรกฎาคม ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยให้ฝ่ายที่อ้างตนส่งมอบอาวุธในพิกัดทางลับ ไม่ต้องบอกล่วงหน้า ขอทดสอบความจริงใจในล็อตแรกจำนวน 20 กระบอกก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นอาวุธที่ใช้งานได้จริงหรือไม่”

“หากสามารถทำตามบททดสอบแรกได้จริง ดีลนี้ก็พร้อมที่จะเดินหน้าต่อ แต่หากทำไม่ได้ ก็ไม่ควรให้ราคา เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มผลประโยชน์”
เขาย้ำว่า “ประเด็นหลักคือต้องท้าพิสูจน์ ลองกันสักครั้งหนึ่ง เอาปืนมาวางให้ดู 20 กระบอกก่อน ถ้าทำได้ตรงนี้ ถือว่าดีลนี้เดินต่อได้ แต่ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ อย่ามาโม้… เพราะเรื่องพวกนี้มีกระบวนการเล่นตลกกันมา 22 ปีแล้ว แต่ที่อาเจะห์ อินโดนีเซีย มันเกิดขึ้นและสำเร็จได้จริงเพราะเขาทำจริง เอาปืนมาวาง-ถอนทหาร ขอท้าให้พิสูจน์เรื่องนี้ได้เลย” พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวในที่สุด
พร้อมกันนี้ “บิ๊กแป๊ะ” ยังได้ส่งภาพประวัติศาสตร์การไปร่วมสังเกตการณ์กระบวนการตรวจสอบอาวุธปืนที่ “ขบวนการอาเจะห์เสรี” หรือ กลุ่ม GAM นำมาคืน เพื่อแลกกับการถอนทหารอินโดนีเซีย ตามข้อตกลงสันติภาพด้วย
ขอบคุณ : กราฟฟิกบางส่วนจากรายการ “ข่าวข้นคนข่าว” เนชั่นทีวี
