
เหตุการณ์ร้ายที่เกิดกับครอบครัวของ ดาบตำรวจ อดุลย์ หะยีสุหลง ที่ถูกคนร้ายประกบยิงหน้าโรงเรียน จนภรรยาที่เป็นครูเสียชีวิตขณะกอดลูกน้อยที่เป็นเพียงทารก เป็นเรื่องที่ไม่มีใครยอมรับได้
รวมถึงครอบครัวของตำรวจและทหารพรานที่ต้องสูญเสียตจากการลอบสังหารโดยสมาชิกกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา
สำหรับคนที่ติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในภาคใต้มาอย่างต่อเนื่องแล้ว จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่ากังวลในบางแง่มุม เพราะเป็นเสมือนสัญญาณของการยกระดับความรุนแรงในอีกแบบ อันทำให้เกิดคำถามในการรับมือของฝ่ายรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับของฝ่ายการเมือง
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งข้อสังเกตและมีข้อเสนอที่น่าสนใจหลายประการในส่วนของการดำเนินงานของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ในภารกิจดับไฟใต้
1.สถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมา ส่งสัญญาณถึงแนวโน้มที่มีความรุนแรงมากขึ้น และการก่อเหตุเริ่มมีความถี่มากขึ้น แม้จะมีปัญหาแทรกซ้อนบางประการ เช่น กรณีการลอบสังหาร สส. ในพื้นที่ แต่ปัญหาแทรกซ้อนก็ไม่ใช่เรื่องของการก่อความไม่สงบโดยตรง
2.ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลโดยนายกฯ อนุทิน เริ่มส่งสัญญาณถึงการเริ่มงานภาคใต้ ด้วยการจัดใน 3 ส่วนคือ
- คณะกรรมการผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้
- คณะพูดคุยสันติสุข
- ประธานที่ปรึกษานายกฯ เรื่องภาคใต้ และตัวประธานนี้ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาพิเศษของคณะผู้แทนพิเศษด้วย ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น “อนุทินโมเดล” ในการแก้ปัญหาภาคใต้
3.คณะผู้แทนพิเศษมี นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะ ส่วนคณะพูดคุยมี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองเป็นหัวหน้าคณะ สำหรับประธานที่ปรึกษาและที่ปรึกษาพิเศษคือ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา
4.เหตุความรุนแรงครั้งนี้ เสมือนหนึ่งเป็นดัง “การรับน้อง” ต่อการจัดระบบงานใหม่ของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ซึ่งต้องยอมรับว่า เหตุรุนแรงดังกล่าวท้าทายต่อการจัดองค์กรและตัวบุคคลของรัฐบาลครั้งนี้อย่างมาก และเป็นที่จับตาดูว่า ระบบงานใหม่ของ “อนุทินโมเดล” จะดำเนินการต่ออย่างไร
5.สำหรับขบวนก่อความไม่สงบอย่าง BRN การก่อเหตุความรุนแรงยังคงเป็นทิศทางหลัก โดยเฉพาะการมุ่งสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับรัฐไทย โดยพวกเขาไม่มีความจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านอื่น เพราะความรุนแรงได้ถูกสร้างให้เป็นความชอบธรรมในตัวเอง โดยมีแนวร่วมและกลุ่ม NGO ทั้งภายในและภายนอกคอยปกป้องการใช้ความรุนแรงของ BRN มาโดยตลอด
6.การใช้ความรุนแรงยังเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึง “กระบวนการบ่มเพาะความรุนแรงในพื้นที่” ยังเดินหน้าไม่หยุด เพื่อดึงสมาชิกที่เป็นคนรุ่นใหม่เข้าสู่ความนิยม “ลัทธิสุดโต่ง” (Extremism) กระบวนการนี้เกิดขึ้นเพื่อรองรับต่อการหาสมาชิกใหม่ ดังปรากฏให้เห็นจากการชุมนุมของคนมุสลิมรุ่นใหม่ในบางสถานที่ ซึ่งไม่ใช่การชุมนุมเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของชาวปาเลสไตน์ในสงครามกาซ่าเท่านั้น
7.การใช้ความรุนแรงเช่นนี้ เป็น “ปฏิบัติการยั่วรัฐ” ที่ต้องการให้รัฐไทยกลายเป็น “สายเหยี่ยว” ที่หันไปสู่ “นโยบายนิยมความรุนแรง” โดยใช้การปราบปรามเป็นมาตรการหลัก
8.ฝ่าย BRN ต้องการให้เกิดภาพการปราบปรามของฝ่ายรัฐ เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณาในเวทีสากล โดยมีองค์กร NGO ทั้งในและนอกประเทศที่เป็นแนวร่วมและพร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการเคลื่อนไหว
9.ความพยายามในการจัดระบบงานภาคใต้ใหม่ ทั้งในเชิงองค์กรและตัวบุคคล จึงเสมือนกับการสร้าง “3 เสาคอนกรีต” ของระบบงานรัฐบาล แต่การดำเนินงานทั้งหมดในภาคใต้น่าจะขึ้นอยู่กับคณะผู้แทนพิเศษฯ ที่จะควบคุมทิศทางนโยบาย โดยมีอาจารย์วันนอร์เป็นที่ปรึกษาพิเศษใหญ่
10.คณะผู้แทนพิเศษฯ ดูมีอำนาจมาก แต่ก็เป็นการจัดแบบ “รัฐราชการ” ที่เอาคนที่มีตำแหน่งราชการมารวมกัน ซึ่งไม่ชัดเจนว่า ใครจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพราะองค์ประกอบส่วนหนึ่งมาจากระบบราชการ และมีหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดเข้ามารวมอยู่ด้วย
11.รองนายกฯ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นเบอร์ 1 ของคณะผู้แทนพิเศษ เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศด้วย คำถามคือ นายสีหศักดิ์จะทำงานได้จริงเพียงใด เพราะงานของ กต. (กระทรวงการต่างประเทศ) ในปัจจุบันน่าจะมีมาก และคนจาก กต. จะมีความคุ้นเคยกับปัญหาภาคใต้มากน้อยเพียงใด
12.การจัดตำแหน่งยังมีความแปลก เพราะฝ่ายเลขาของคณะผู้แทนพิเศษในครั้งนี้ ไม่ใช่ สมช. แต่มีการนำเอารองเสธฯ ทหารเข้ามาเป็นเลขาฯ จึงทำให้เกิดคำถามในเชิงตำแหน่งว่า การมาดำรงตำแหน่งของรองเสธฯ ทหารในครั้งนี้ มีวาระในเรื่องของ “ปัญหากำลังพล” เข้ามาเป็นประเด็นด้วยหรือไม่ เนื่องจากมีข่าวลือในทางการเมืองว่า รองเสธฯทหารท่านนี้อาจย้ายไปเป็นเลขา สมช. (เลขา สมช. คนปัจจุบันจะเกษียณอายุราชการในปี 2570 ไม่ใช่ในปี 2569)
13.ในทางปฏิบัติ น่าสนใจว่า คณะผู้แทนพิเศษจะทำอะไรได้บ้าง เพราะในโครงสร้าง มีรัฐมนตรีกลาโหม เป็นรองอันดับ 1 และเลขา สมช. เป็นรองอันดับ 2 และคณะนี้จะช่วยกำกับและผลักดันนโยบายของรัฐบาลในภาคใต้ได้เพียงใด หรือจะกลายเป็นเพียง อีกหนึ่ง “กลไกราชการ” ในภาคใต้
14.สำหรับองค์ประกอบของคณะพูดคุย คงต้องติดตามว่า จะมีใครเข้ามาเป็นองค์ประกอบในเชิงตัวบุคคลบ้าง และคณะนี้สามารถดำเนินการให้เกิดผลจริงได้มากน้อยเพียงใด
15.ยังมีคำถามต่อเนื่องจากปัญหาที่มีมาตั้งแต่ยุครัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ว่า คณะพูดคุยในฝ่ายของรัฐบาลไทยยังยึดเอากรอบ “JCPP” ที่มีการแอบทำกันระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทย BRN และ NGO ยุโรป หรือไม่ หรือจะแก้เกี้ยวในแบบคณะพูดคุยชุดที่แล้วที่ประกาศว่า ได้ปรับปรุง JCPP ใหม่ จนทำให้คณะพูดคุยชุดที่แล้วกลายเป็น “จำอวดปักษ์ใต้” (แต่นายกฯ ก็ใจดีกับทหารเสมอ ด้วยการย้ายหัวหน้าคณะพูดคุยคนที่แล้ว ไปเป็นประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วม หรือ “JBC” ทั้งที่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายทหาร)
16.การพูดคุย (การเจรจาฯ) ระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยและผู้แทน BRN ในอนาคต จะยังต้องไปพึ่ง NGO ยุโรปอีกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาในชื่อ “Berlin Initiative” หรือ “Geneva Call” ล้วนดำเนินการโดยตัวกลางจากยุโรป โดยมี สมช. ไทย เป็นผู้รับงานมาขับเคลื่อนต่อ
17.น่าสนใจติดตามในอีกส่วนว่า บทบาทและข้อเสนอของอาจารย์วันนอร์ในเรื่องภาคใต้คืออะไร
18.คำถามสุดท้ายคือ ใน “อนุทินโมเดล” นี้ อะไรคือ “ยุทธศาสตร์ภาคใต้” ของนายกฯ อนุทิน ?
