
คดียิง สส.กมลศักดิ์ เดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในวันนี้ (5 พ.ค.69) คือเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาของ ทหารเรือนาวิกโยธิน ชั้นสัญญาบัตร 2 นาย ที่ถูก สส.กมลศักดิ์ แจ้งความว่ามีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับคดี
จุดเปลี่ยนในครั้งนี้ มีทั้งข้อดี และข้อสุ่มเสี่ยง กล่าวคือ
1.จำนวนผู้ต้องหาที่ร่วมปฏิบัติการ หรือรู้เห็นกับการสังหาร สส.กมลศักดิ์ มีมากกว่า 5 คนที่เป็นทีมมือปืน จนถึงขณะนี้นับรวมได้ 7 คน โดยมีทหารเรือ 2 นายเพิ่มเข้ามา
2.ข้อหาของทหารเรือทั้งสอง ชัดเจนว่า คือ “สนับสนุนให้ผู้อื่นพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน”
3.สรุปก็คือ ทหารเรือทั้งสองนายอยู่ในฐานะ “ผู้สนับสนุน” ไม่ใช่ “ตัวการร่วม” ในลักษณะ “แบ่งหน้าที่กันทำ”
- โทษสูงสุดที่ทั้งคู่จะได้รับ หากผิดจริง คือ 2 ใน 3 ส่วนของโทษที่กำหนดสำหรับความผิดพยายามฆ่า
- ขณะที่ความผิดฐานพยายามฆ่า หากผิดจริง ก็จะรับโทษในอัตรา 2 ใน 3 ส่วนของโทษในข้อหาฆ่าผู้อื่นอีกที
4.หากพยานหลักฐานในคดีหลัก คือ กลุ่มผู้ต้องหา 5 คนที่โดนข้อหา “พยายามฆ่า” มีส่วนหนึ่งส่วนใด หรือหลายๆ ประเด็นไม่รัดกุม โอกาสที่จะเอาผิดผู้ต้องหาในส่วนที่เป็น “ผู้สนับสนุน” คือ ทหารเรือทั้ง 2 นาย จะยากขึ้นตามไปด้วย
- โดยเฉพาะข้อมูลโทรศัพท์ 10 หมายเลขที่มีการตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับทีมสังหาร แต่กลับมีนายตำรวจระดับสูงบางรายอ้างว่า ข้อมูลนี้ไม่มีอยู่จริง เพราะทีมปฏิบัติการที่อยู่ในรถ “ปิดมือถือ”
- ข้อมูลส่วนนี้หากกลายเป็นข้อสงสัยในการพิจารณาคดีในชั้นศาล อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีอย่างร้ายแรงได้เลย
5.หากตำรวจสรุปสำนวนพร้อมความเห็น “สมควรสั่งฟ้อง” ไปที่อัยการตามนี้ ก็แปลว่าปฏิบัติการสังหาร สส.กมลศักดิ์ “ไม่มีผู้บงการ” ใช่หรือไม่ หรือในที่สุดแล้ว “หาตัวผู้บงการไม่ได้” ใช่หรือไม่
- เป็นไปได้อย่างไรที่การลอบสังหาร สส. และเป็น สส.พรรคร่วมรัฐบาลด้วย สามารถดำเนินการได้โดยคนเพียงกลุ่มเดียว ไม่มีผู้บงการ สั่งการ แต่สามารถจัดหาอาวุธสงครามร้ายแรงมาก่อเหตุได้ และยังยืมรถของทางราชการไปดัดแปลง ติดฟิล์มดำ เปลี่ยนป้ายทะเบียนปลอม แล้วนำไปใช้ยิงถล่ม สส. หนำซ้ำยังนำรถไปชำแหละทิ้งทำลายหลักฐานได้อีกด้วย
โดยการปฏิบัติการตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ติดด่านตรวจเจ้าหน้าที่เลย...แม้แต่ด่านเดียว!
