
การใช้สื่อสังคมออนไลน์นำเสนอเรื่องราวที่อาจก่อความขัดแย้งบานปลายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะใช้สื่อออนไลน์แพลตฟอร์มต่างๆ อย่างเป็นระบบและเป็นขบวนการ เพื่อหวังผลทางจิตวิทยาด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งถูกเรียกกันว่า “IO” หรือ Information Operation แปลว่า “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร” ในระยะหลังพบเห็นบ่อยขึ้นจนเกือบจะเป็นเรื่องธรรมดา และเป็นส่วนหนึ่งของสงครามความไม่สงบที่ปลายด้ามขวานไปแล้ว
เห็นได้จากการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นทั้งข้อเท็จจริง และที่บิดเบือน เพื่อโจมตีอีกฝ่าย โดยใช้เพจปลอมหรือแอคเคาท์ที่ไม่มีตัวตน ที่เรียกว่า “แอคหลุม”
ยิ่งปัจจุบันมีเครื่องมือล้ำสมัยอย่าง “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ในการสร้างภาพ คลิปวีดีโอ หรือเสียงพูด คำพูดต่างๆ ทั้งแบบเห็นหน้าและมาแต่เสียง ยิ่งทำให้ขบวนการสร้างข่าวเท็จขยายวงกว้างจนยากจะควบคุม
แน่นอนว่าฝ่ายต่อต้านรัฐที่ใช้วิธีการนอกกฎหมายอยู่แล้ว ย่อมนำเทคโนโลยีและช่องทางเหล่านี้มาสร้างผลร้าย ป้ายสีรัฐแบบง่ายดาย และไม่ต้องกังวลใดๆ เพราะเป้าหมายคือการละเมิดกฎหมาย และไม่คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น
แต่ในขณะเดียวกัน หากหน่วยงานรัฐจะหยิบวิธีการแบบเดียวกันมาใช้บ้าง จะมีเส้นแบ่งในเรื่องของความเหมาะสม เหมาะควร และจรรยาบรรณ หรือจริยธรรมอย่างไร โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้เป็นฝ่ายกระทำผิดกฎหมาย หรือ สร้างข่าวปลอมเสียเอง
@@ ฉก.นราฯ งัด AI แต่งภาพระเบิดหนักกว่าของจริง เติมใบปลิว-ป้ายโจมตี BRN

ตัวอย่างล่าสุดที่ฮือฮาไม่น้อย คือ การนำเสนอภาพข่าวและข้อมูลของเหตุการณ์ลอบวางระเบิดรถยนต์หุ้มเกราะของเจ้าหน้าที่ทหารพราน หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 33 (ฉก.ทพ.33) บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 410 (ยะลา - เบตง) บริเวณพื้นที่ หมู่ 4 บ้านตาเนาะปูเต๊ะ ต.ตาเนาะปูเต๊ะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อช่วงสายของวันจันทร์ที่ 20 เม.ย.69 ทำให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจากแรงอัดระเบิดมากถึง 7 นาย โดย 2 ใน 7 เป็นทหารพรานหญิง
อ่านประกอบ : บึ้มรถหุ้มเกราะ จนท.เจ็บ 7 ที่บันนังสตา ทหารพรานหญิงโดนด้วย!
เหตุการณ์นี้มีการนำเสนอข่าวและภาพข่าวในหลายสื่อ แม้กระทั่งสื่อสังคมออนไลน์ของฝ่ายความมั่นคงเอง อย่างเพจเฟซบุ๊กของ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า” ก็นำเสนอภาพข่าวจากเหตุที่เกิดขึ้นจริง พร้อมถ้อยคำประณามหรือตำหนิพฤติกรรมที่สร้างความเดือดร้อนกับพี่น้องประชาชน
โดยในส่วนของภาพและเนื้อหาข้อมูลที่นำเสนอ เป็นภาพจริงและข้อมูลจริงจากสถานที่เกิดเหตุ แต่มีการใส่ข้อความเชิงตำหนิหรือประณามการก่อเหตุ ประกอบไปในภาพและเนื้อหาข้อมูล ซึ่งยังถือเป็นกรณีปกติของการรายงานข่าวและข้อมูลเหตุการณ์ในปัจจุบัน
แต่ “ทีมข่าว” ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า เพจเฟซบุ๊กของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส (ฉก.นราธิวาส) มีการนำเสนอภาพเหตุการณ์เดียวกัน แต่เป็นภาพที่ผ่านการตกแต่งเพิ่มเติมรายละเอียดโดย AI มีรายละเอียดสำคัญที่แตกต่างจากภาพจริง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน ได้แก่

1.หลุมระเบิดและความเสียหายจากระเบิดบนผิวถนน ถูกแต่งเติมให้ดูร้ายแรงกว่าภาพจริงของเหตุการณ์
2.มีกระดาษสีขาว ลักษณะเหมือนใบปลิว ถูกทิ้งเกลื่อน เขียนคำว่า “BRN ทำลาย”
3.บริเวณใกล้ๆ หลุมระเบิด มีป้ายเขียนข้อความ พิงไว้กับเสาจราจรริมถนนว่า “ถนนเส้นนี้สร้างโดยรัฐบาล กลุ่ม BRN มาทิ้งระเบิดเพื่อทำลาย”
4.เพิ่มป้ายแจ้งข้อมูลทางหลวงขนาดใหญ่ สีเขียว เขียนข้อความทำนองว่า “ถนนนี้สร้างจาก...” แล้วข้อความก็ขาดหายไป เหมือนป้ายถูกทำลายเพราะแรงระเบิด คาดว่าต้องการสื่อว่า “ถนนนี้สร้างจากภาษีประชาชน”
5.ที่มุมล่างด้านขวาของภาพ มีสัญลักษณ์ของ “โมเดล AI” ค่ายหนึ่ง เพื่อแจ้งว่าภาพนี้สร้างโดย AI แต่สัญลักษณ์มีขนาดเล็ก และสีจางมาก หากไม่สังเกตดีๆ จะมองไม่เห็น
@@ โพสต์ข้อความบรรยายซ้ำ ประณาม BRN ขัดขวางการพัฒนา - เข่นฆ่าชีวิต

นอกจากนั้น ในเพจเฟซบุ๊กของ ฉก.นราธิวาส ยังเขียนข้อความในโพสต์เดียวกันด้วยว่า “รัฐมุ่งสร้างถนนเพื่อสะดวกในการสัญจร แต่กลุ่มขบวนการ BRN ระเบิดทำลาย
ภาครัฐมุ่งพัฒนาสร้างถนนเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น สามารถสัญจรพาลูกหลานไปเรียนหนังสือ หาเลี้ยงครอบครัว เพื่อนำความเจริญสู่ความสงบสุข และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
กลับมาที่ BRN ก็ยังก่อเหตุระเบิดถนน สร้างความเดือดร้อน ไม่สนใจความปลอดภัยของประชาชน ไม่สนใจการพัฒนา หวังทำลายชีวิต แสดงพฤติกรรมเดิมๆ นอกจากเข่นฆ่าชีวิตแล้ว ยังทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านอีกด้วย”
ทั้งยังมีติดแฮชแท็กในตอนท้าย
#นี้หรือสิ่งที่กลุ่มขบวนการมอบให้กับชาวบ้านในพื้นที่? (เหตุคนร้ายระเบิดหน้าโรงเรียน ที่บันนังสตา ยะลา)
#รัฐพัฒนาBRNทำลาย #หยุดเถอะความรุนแรง #สันติสุขแดนใต้
และปิดท้ายด้วยแฮชแท็ก #หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส
@@ มุ่งผลความมั่นคง ระวังเครดิตดิ่งลง - ความเชื่อถือลด
จากภาพที่สร้างโดย AI และเนื้อหาในโพสต์ดังกล่าว ชัดเจนว่า หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสต้องการตอกย้ำให้ประชาชนเห็นถึงการกระทำความรุนแรงของกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ก่อความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน
แต่การโพสต์ภาพบนเพจทางการของหน่วยเฉพาะกิจ ซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ และมีการแต่งเติมให้แตกต่างจากเหตุการณ์จริง ทั้งยังมีเนื้อหาสร้างความเข้าใจในแบบที่เจ้าของโพสต์ต้องการ คล้ายๆ กับเพจไอโอ ได้ถูกตั้งคำถามว่า เป็นวิธีการที่ถูกต้อง เหมาะสมหรือไม่
โดยเฉพาะความน่าเชื่อถือของเพจเฟซบุ๊กของหน่วยเฉพาะกิจ ซึ่งควรเป็นการนำเสนอข้อมูลจริง ถูกต้อง ตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ไม่สร้างความสับสนว่า ภาพหรือข้อมูลไหนจริง ภาพหรือข้อมูลไหนที่ทำโดย AI เพราะเพจเฟซบุ๊กของหน่วยเฉพาะกิจยังต้องทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ ไปยังพี่น้องประชาชนด้วย

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร นักวิชาการที่ศึกษาเรื่องการก่อการร้าย ก่อความไม่สงบ และโลนวูล์ฟ มองถึงเรื่องนี้ในมิติของความเหมาะสมว่า “ก้ำกึ่งมาก”
ก่อนจะขยายความว่า ความน่ากังวลคือสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการสื่อสารเพื่อความมั่นคงกับการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
โดยเฉพาะหลังเกิดกรณีการแถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4
“ในกรณีการสื่อสารเพื่อความมั่นคงนั้น แน่นอนว่าการตีแผ่ความจริงเรื่องการสร้างความรุนแรงและผลกระทบที่เกิดตามมา เป็นสิ่งหนึ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจสถานการณ์ และไม่ตกเป็นเครื่องมือของการยั่วยุ แต่ในทางตรงกันข้าม การสื่อสารเพื่อความเชื่อมั่นต้องเป็นการทำให้ความจริงปรากฏและมีความโปร่งใสในการนำเสนอข้อเท็จจริงด้วยเช่นเดียวกัน”
“การใช้ภาพ AI แบบนี้จึงทำให้เป็นประเด็นพร่ามัวหรือไม่ชัดเจนว่า หัวเลี้ยวหัวต่อของการสื่อสาร โดยเฉพาะภาพความรุนแรงจะดำเนินไปในทิศทางไหนกันแน่”
“เพราะหากภาพ AI แบบนี้ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อแล้ว โอกาสสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวทางการแก้ไขปัญหา จะลดลงเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่า ประสิทธิภาพการสื่อสารเพื่อความมั่นคงจะถดถอยตามมา”
รศ.ดร.ฐิติวุฒิ เสนอทิ้งท้ายว่า การใช้เทคโนโลยีในสงครามกลางเมือง หรือสงครามความไม่สงบ นอกจากจะ “ใช้ได้” แล้ว ยังต้อง “ใช้เป็น” ด้วย
ด้านแหล่งข่าวซึ่งเป็นนักวิชาการด้านความมั่นคง กล่าวทำนองเดียวกันว่า การใช้ AI ดัดแปลงภาพแบบนี้ และนำเสนอในช่องทางที่เป็นทางการของหน่วยงานความมั่นคง จะทำให้คนไม่เชื่อข้อมูล เพราะมองว่า เป็นการปรุงแต่งของ AI ทั้งหมด โดยจะลามไปถึงข้อมูลอื่นๆ ที่หน่วยราชการเผยแพร่ด้วย
“ผมคิดว่าคนฝ่ายเราคิดน้อยไปหน่อย และไม่รับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาเลย” แหล่งข่าวระบุ
@@ กอ.รมน.โต้ข่าวปลอม แม่ทัพสั่งยุบโรงเรียนเจ้าปัญหา

อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายความมั่นคง โดยกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ก็ถูกเผยแพร่ข้อความข่าวปลอมโจมตีใส่ร้ายเช่นกัน
โดยมีการเผยแพร่ข้อความและภาพในสื่อสังคมออนไลน์ อ้างว่าแม่ทัพภาคที่ 4 มีคำสั่งให้ยุบโรงเรียนที่มีปัญหาทั้งหมด พร้อมประกาศกฎอัยการศึกใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการใช้ถ้อยคำในลักษณะรุนแรง
ล่าสุด พันเอก เอกวริทธิ์ ชอบชูผล รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. แถลงว่า ข้อมูลที่เผยแพร่เป็นข่าวปลอม หรือ Fake News เพราะแม่ทัพไม่มีคำสั่งหรือแนวนโยบายในลักษณะที่ปรากฏแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ทั้งนี้ การดำเนินงานของหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยึดหลักกฎหมาย นิติรัฐ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษา ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของประชาชนทุกภาคส่วนอย่างเท่าเทียม
ฉะนั้นการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนในลักษณะดังกล่าว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด สร้างความตื่นตระหนก และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนในพื้นที่
จึงขอความร่วมมือประชาชนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนการแชร์ข้อมูลต่างๆ และให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานทางราชการหรือสื่อที่เป็นทางการเท่านั้น หากพบการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จในลักษณะสร้างความเสียหาย เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
