
หากพิจารณาเพียงลักษณะทางกายภาพผ่านสายตาของคนนอกพื้นที่ “บ้านท่ากำชำ” อ.หนองจิก และ “บ้านคลองช้าง” อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อาจเป็นเพียงชุมชนชนบทสองแห่งในเขตพื้นที่สีแดงเข้มที่ปรากฏชื่อซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรายงานข่าวเหตุปะทะและความรุนแรงที่ชายแดนใต้ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา
ทว่าในมิติทางความมั่นคง พื้นที่ทั้งสองจุดนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบประปราย แต่คือ “โครงข่ายยุทธศาสตร์สมบูรณ์แบบ” ที่ถักทอด้วยภูมิศาสตร์การทหารและสายสัมพันธ์ทางสายเลือดมาอย่างเข้มข้นยาวนาน
สองหมู่บ้านนี้อยู่ในเขต จ.ปัตตานี และยังอยู่ใน “ยุทธศาสตร์ปัตตานี” ของกลุ่มขบวนการที่มีแนวคิดแบ่งแยกดินแดนด้วย โดยพื้นที่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ทำหน้าที่สอดประสานกันอย่างเป็นระบบ ตามสภาพชัยภูมิที่เอื้ออำนวยต่อการหลบหลีก ซุ่มซ่อน และการรบแบบกองโจร
“คลองช้าง” อยู่ตอนบน ตั้งอยู่บนที่ราบเชิงเขาติดเทือกเขาสันกาลาคีรี สภาพพื้นที่ปกคลุมด้วยสวนยางพาราหนาทึบและป่าละเมาะที่ขาดการถางเตียน ทำให้การตรวจการณ์ทางอากาศเกือบจะเป็นอัมพาต
ข้อมูลจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า พื้นที่นี้มีฐานพักพิงบนภูเขาสูงไม่ต่ำกว่า 15 จุด ซึ่งถูกใช้เป็นจุดพักคอย ฝึกกำลังพล และสะสมเสบียง
หัวใจสำคัญของคลองช้างคือ “ยุทธศาสตร์การถอยร่น” เมื่อมีการปิดล้อมตรวจค้นภายในหมู่บ้าน กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมักใช้เส้นทางสวนยางพาราหลังหมู่บ้านที่เชื่อมต่อกับไหล่เขา เพื่อถอนตัวขึ้นสู่เทือกเขาสันกาลาคีรี
หากถูกกดดันอย่างหนัก เส้นทางเดินเท้าตามตะเข็บรอยต่อจังหวัดจะถูกใช้งานทันที โดยสามารถเลาะเลี้ยวไปยัง อ.เทพา จ.สงขลา หรือตัดเข้าป่าลึกมุ่งหน้าสู่ อ.ยะหา จ.ยะลา ได้โดยไม่ต้องผ่านถนนสายหลักแม้แต่เส้นเดียว
ส่วน “ท่ากำชำ” อยู่ตอนล่าง ทำหน้าที่เป็นเส้นทางถอยร่นทางน้ำ เพราะมีลักษณะเป็นคาบสมุทรย่อยที่ซับซ้อนด้วยแนวป่าชายเลน และมี “คลองสายต่างๆ” เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ไหลลงสู่อ่าวไทย พื้นที่นี้คือจุดพรางตัวและเคลื่อนย้ายกำลังพลด้วยเรือเล็กที่ยากแก่การติดตาม
แม้ท่ากำชำจะมีทางเข้าหลักจากถนนเพชรเกษม หรือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 42 ซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง ถูกสังเกตการณ์ได้ง่าย แต่กลุ่มผู้ก่อเหตุก็ใช้ข้อเสียเปรียบนี้ให้เป็นประโยชน์ในการเป็น “จุดตรวจการณ์ล่วงหน้า” เพื่อเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ หากมีการประชิดตัว พวกเขาจะใช้ความชำนาญทางน้ำพรางตัวเข้าสู่ป่าโกงกางและออกสู่ทะเล
หรือใช้ถนนดินเลียบคลองเพื่อหลบเลี่ยง “ด่านเกาะหม้อแกง” ด่านใหญ่ที่สุดก่อนเข้าพื้นที่ชายแดนใต้ชั้นใน ก่อนถึงแยกดอนยาง และท่ากำชำยังสามารถข้ามฝั่งไปยังพื้นที่รอยต่อ จ.สงขลา ได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง อ.เทพา และ อ.จะนะ
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เส้นทางระหว่างคลองช้างและท่ากำชำเปรียบเสมือน “ระเบียงยุทธศาสตร์” ที่ใช้เคลื่อนย้ายกำลังพลและสิ่งของอย่างเป็นระบบ ยามเมื่อเจ้าหน้าที่กดดันจากพื้นที่ราบลุ่มท่ากำชำ กลุ่มผู้ก่อเหตุมักถอยร่นขึ้นไปกบดานบนเทือกเขาคลองช้าง
ในทางกลับกัน เมื่อถูกปิดล้อมบนเขา พวกเขาก็จะใช้เส้นทางรอยต่อข้ามฝั่งมากบดานในป่าโกงกางท่ากำชำ เพื่อหาทางออกสู่ทะเล
การเชื่อมต่อของ “ป่า-เขา-เมือง-ทะเล” เช่นนี้ ทำให้การกวาดล้างล้มเหลวบ่อยครั้ง เพราะผู้ก่อเหตุสามารถสลับพื้นที่กบดานได้อย่างคล่องตัว
@@ ลึกกว่า “กายภาพ” คือ “สายเลือด”

ข้อมูลจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (กอ.รมน. ภาค 4) ชี้ให้เห็นว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้พื้นที่นี้ยากต่อการแทรกซึม มิใช่เพียงสภาพภูมิประเทศ แต่คือ “โครงสร้างทางสังคมเชิงสายเลือด”
เจ้าหน้าที่ทหารระดับปฏิบัติการ ให้ข้อมูลว่า ผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เสียชีวิตในท่ากำชำ หลายรายมักมีถิ่นพำนักดั้งเดิมอยู่ที่หมู่ 4 บ้านคลองช้าง ความแน่นหนาของเครือญาติทำให้นักรบในขบวนการได้รับการปกป้องในฐานะ “ลูกหลาน” มากกว่า “ผู้กระทำผิด”
การสูญเสียชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า 20 ปี สถิติรวมกว่า 15-16 ราย กลายเป็น “บาดแผลร่วมของชุมชน” ที่ถูกนำไปหล่อเลี้ยงและปลูกฝังความเชื่อเรื่อง “การชาฮีด” ซึ่งหมายถึงการพลีชีพเพื่อศาสนา จนเกิดปรากฏการณ์มวลชนเครือญาติออกมาเคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญในพิธีศพ เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านอำนาจรัฐ
@@ เสียงจากทหาร “เขาเชื่อมโยงกันทั้งหมู่บ้าน”
“พื้นที่บ้านคลองช้างและท่ากำชำ มีลักษณะเฉพาะที่ทำให้กลุ่มผู้ก่อเหตุเข้าไปกบดานได้ง่าย เนื่องจากคนในพื้นที่เกือบทั้งหมู่บ้านมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการ” แหล่งข่าวซึ่งเป็นทหารระดับปฏิบัติการ และทำงานในพื้นที่มานาน ให้เหตุผล
“เอาตรงๆ นะ พื้นที่นี้ทั้งหมู่บ้านเลย พอเป็นแบบนี้คนนอกก็เข้ามาหลบง่าย แม้แต่คนที่อาสาเข้ามาช่วยเจรจาบางคน รวมถึงเจ้าของบ้าน ก็เคยถูกออกหมายจับมาแล้ว” เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
จากการตรวจสอบเชิงลึกยังพบว่า กลุ่มที่เคลื่อนไหวในพื้นที่นี้มีความเชื่อมโยงกันทางสายเลือดอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ผู้เสียชีวิตจากการปะทะล่าสุด มีพี่น้องฝาแฝดอีก 1 คน ซึ่งปัจจุบันมีหมายจับ และยังอยู่ระหว่างการหลบหนี กลุ่มนี้รับผิดชอบก่อเหตุในเขต อ.หนองจิก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี, ต.ลำพะยา จ.ยะลา และ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา
@@ บันทึกยุทธการบ้านคลองช้าง ปะทะยืดเยื้อ 5 วัน!

ย่านคลองช้าง-นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ และท่ากำชำ อ.หนองจิก มีบันทึกสถิติความรุนแรงสะสมมากกว่า 80 ครั้ง ทั้งการลอบวางระเบิด การซุ่มยิง และการทำลายสัญลักษณ์ของรัฐ เคยมียุทธการปิดล้อมใหญ่เกิดขึ้น 15-20 ครั้ง ซึ่งเกือบทุกครั้งมักจบลงด้วยการปะทะที่ยืดเยื้อ
ยุทธการบ้านคลองช้าง เมื่อ 27 ก.ค. – 1 ส.ค. 2567 คือ การปะทะที่กินเวลานานถึง 5 วัน เริ่มต้นจากการซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่ จนนำไปสู่การสูญเสียของ จ.ส.อ.ธนศักดิ์ บัวขาว แม้ฝ่ายรัฐจะพยายามใช้มาตรการเจรจาผ่านผู้นำท้องถิ่น แต่ก็ไร้ผล สุดท้ายจบลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรมผู้ก่อเหตุ 3 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “นายรอบี แวสะมะแอ” ลูกหลานคนสำคัญของบ้านคลองช้าง
เหตุการณ์ล่าสุด มี.ค.2569 การวิสามัญฆาตกรรม “นายมะสะกรี เลาะดีสม” ชาวบ้านคลองช้างที่ไปเสียชีวิตในพื้นที่ท่ากำชำ ยิ่งตอกย้ำภาพความเชื่อมโยงของสองหมู่บ้านนี้ และนำไปสู่ความตึงเครียดครั้งใหม่ในพื้นที่
@@ “ภูมิศาสตร์ - เครือญาติ” รบ 2 ระนาบต่อกรรัฐ
มิติของ “ท่ากำชำ-คลองช้าง” จึงมิใช่เพียงเรื่องราวของเหตุความไม่สงบรายวันที่เกิดขึ้นแล้วจบไป แต่มันคือการสู้รบในสองระนาบพร้อมกัน นั่นคือ “สงครามภูมิศาสตร์” ที่ฝ่ายขบวนการใช้ประโยชน์จากรอยต่อธรรมชาติอย่างสูงสุด และ “สงครามความคิด” ที่ใช้ความสูญเสียและสายสัมพันธ์เครือญาติเป็นเชื้อไฟในการต่อสู้
ตราบใดที่ระเบียงยุทธศาสตร์นี้ยังไม่ถูกทำลายด้วยความเข้าใจและการพัฒนาที่เท่าทันความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ แสงไฟแห่งความขัดแย้งในพื้นที่รอยต่อ “ป่า-เขา-ทะเล” แห่งนี้ ก็คงยากที่จะมอดดับลงในเร็ววัน
@@ ย้อนเหตุยิงปะทะ - วิสามัญฯ พื้นที่ยุทธศาสตร์ปัตตานี

“ทีมข่าวอิศรา” รวบรวมข้อมูลเหตุปะทะ ซึ่งจบลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรม ในพื้นที่ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก และ ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
วันที่ 16 ส.ค.2566 เจ้าหน้าที่ปิดล้อมยิงปะทะผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่บ้านเกาะหม้อแกง ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เกิดการยิงปะทะกัน เจ้าหน้าที่วิสามัญฯผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 2 ราย คือ
1.นายแวฮูเซ็ง ดือราเฮ็ง อายุ 37 ปี พร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก มีหมายจับคดีความมั่นคง 4 หมายจับ จากเหตุยิงทหารพราน ยิง อส.หญิง ยิงชาวบ้าน และปล้นร้านทอง
2.นายรอกิ สิดะ อายุ 32 ปี พร้อมของกลางอาวุธปืน 9 มม. 1 กระบอก มีหมายจับคดีความมั่นคง 3 หมาย จากเหตุวางเพลิงเซเว่นปั๊ม ปตท.หนองจิก วางระเบิดปั๊มบางจาก และวางระเบิดตำรวจ สภ.หนองจิก
วันที่ 4 ก.ค.2566 เจ้าหน้าที่ปิดล้อมยิงปะทะผู้ก่อเหตุรุนแรง ในพื้นที่บ้านควนลาแม (ติดกับบ้านคลองช้าง) ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี วิสามัญฯ ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต 1 ราย คือ นายสาการียา สาอิ อายุ 35 ปี พร้อมยึดอาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอกและปืนพกสั้น 1 กระบอก
พบมีหมายจับ 6 หมาย ก่อเหตุยิงชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ และปาระเบิดใส่สำนักงานการไฟฟ้า อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งในเหตุการณ์ปิดล้อมคนร้ายครั้งนั้น ทำให้นายอาหมะกอซี หะยีเลาะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 ต.นาเกตุ ถูกคนร้ายยิงจนเสียชีวิต
วันที่ 27 ก.ค.67 – 1 ส.ค.67 การปิดล้อมบ้านคลองช้าง ต.นาเกตุ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ที่เริ่มจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบังคับใช้กฎหมายเข้าตรวจสอบพื้นที่ แต่ถูกกองกำลังติดอาวุธยิงและปาระเบิดใส่ จากเหตุดังกล่าวทำให้ทหารเสียชีวิต 1 นาย คือ จ.ส.อ.ธนศักดิ์ บัวขาว และยังมีเจ้าหน้าที่บาดเจ็บ อีก 2 นาย คือ ร.ท.ธวัชชัย สุวรรณรัตน์ และ อส.ทพ.ณัฐพงศ์ ไชยวรรณ
หลังจากนั้นก็ยังมีการปิดล้อมและมีการปะทะกันเป็นระยะๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ทั้งเชิญผู้นำศาสนา ผู้นำท้องถิ่นมาช่วยเจรจาให้กลุ่มติดอาวุธที่ซ่อนตัวอยู่ ออกมามอบตัว แต่เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่า จึงได้มีการนำรถแบคโฮเข้าไปถางป่าเพื่อนำกำลังเข้ากระชับวงล้อมให้แคบลง
กระทั่งวันที่ 31 ก.ค.67 เจ้าหน้าที่ได้เปิดแผน “ยุทธการบ้านคลองช้าง” เพื่อกระชับพื้นที่ และยิงปะทะกับกลุ่มติดอาวุธ จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย คือ นายรอบี แวสะมะแอ ,นายอิสมาแอ จาและ และ นายต่วนอาเดล มานิ๊ พร้อมยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่อีก 4 กระบอก
