
ภาพถ่ายสะเทือนวงการการเมืองสงขลาที่ทำเอาหลายคนอ้าปากค้าง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ม.ค.69
เป็นภาพ นายเดชอิศม์ ขาวทอง หรือ “นายกชาย” อดีต รมช.มหาดไทย ปรากฏตัวในเสื้อพรรคกล้าธรรม ยืนเคียงข้าง นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว หรือ “สส.กฤต” อดีต สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
และหากใครได้ดูคลิป จะพบว่ามีบางจังหวะถึงขั้นจับไม้จับมืออย่างมีมิตรภาพและซาบซึ้ง
นี่คือต้นเหตุที่ทำให้คอการเมืองแดนใต้อ้าปากค้าง เพราะในอดีต คนทั้งคู่เคยอยู่คนละฟากฝั่งทางการเมือง และมีปมขัดแย้งรุนแรงถึงขั้น “ไม่เผาผีกัน” ทั้งจากบทบาทรัฐบาลกับฝ่ายค้าน และการแข่งขันกันในสนามเลือกตั้งสงขลา
แม้จะอยู่คนละเขต แต่ “นายกชาย” คืออดีตรองหัวหน้าพรรคภาคใต้ และอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งต้องจัดหนักทุกเขต จึงมีเหตุให้ขัดแย้งกัน
รอยร้าวของ “สองคน สองคม” ฝังรากลึกจนไม่มีใครคิดว่าจะถอนออกมาได้ โดยเฉพาะเมื่อ “นายกชาย” ปฏิเสธเข้าพรรคกล้าธรรม ช่วงที่โบกมือลาประชาธิปัตย์ยุค “ผลัดใบเก่า” ถึงขั้นที่ตัวเองตัดสินใจเว้นวรรคการเมือง
ทั้งๆ ที่ตัวเองเกือบไม่มีที่ไป เนื่องจากตลาดการเมืองใหญ่อย่าง “ภูมิใจไทย” ก็เคยเปิดศึกเขากระโดงเอาไว้ เมื่อครั้งนั่งเป็น รมช.มหาดไทย ภายใต้รหัส “มท.3”

จังหวะการเมืองที่เข้าบ้านน้ำเงินก็ไม่ได้ อยู่บ้านเก่าต่อก็ไม่ดี จึงมีชายคาเดียวที่ยังเหลือ คือ “บ้านสีเขียว - กล้าธรรม” แต่ก็มี นายชนนพัฒฐ์ เป็นเหมือนยักษ์เฝ้าประตูอยู่
ปัญหาของคนทั้งคู่ร้ายแรงถึงขั้นที่ นายชนนพัฒฐ์ เคยประกาศจะฟ้องนายเดชอิศม์ จากคำให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่เขต 4 จ.สงขลา ในฐานะ มท.3 ที่พาดพิงถึงคดีเก่าซึ่งยังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม โดยมีการกล่าวอ้างว่ามีการวิ่งเต้นคดีด้วยเงินระดับ 100–200 ล้านบาท
คำพูดของ “นายกชาย” ถูกมองว่าเป็นการก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรม และทำให้ฝ่ายนายชนนพัฒฐ์เสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง เพราะในทางปฏิบัติจะยังไม่ปรากฏว่ามีคดีขึ้นสู่ศาลก็ตาม
ช่วงที่ “นายกชาย” กำลังเคว้งคว้าง ปรากฏว่า “เสธ.หิ” ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 25 ของ “ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า” เปิดตัวเปิดหน้าเข้าเคลียร์ปัญหาของ “เสือสงขลาสองตัวที่อยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้”
แต่เชื่อหรือไม่ ระดับ “เสธ.หิ” ยังเคลียร์ไม่ลง แถมลูกชายคนโตของ “นายกชาย” อย่าง “สิงโต” ก็ดับข่าวลือเข้ากล้าธรรม โดยประกาศขอสังกัดประชาธิปัตย์ต่อไป ยิ่งทำให้เส้นทางระหว่าง “นายกชาย” กับ “กล้าธรรม” และยิ่งกับ “สส.กฤต ชนนพัฒฐ์” ยิ่งเป็นเส้นขนาน

สุดท้าย “นายกชาย” ตัดสินใจส่งลูกชายอีก 2 คนลงสมัคร สส.ในสีเสื้อกล้าธรรมแทน ทุกฝ่ายก็เชื่อว่า “ดีที่สุดคงได้แค่นี้”
แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ หลายคนถึงขั้นขยี้ตาตัวเอง เพราะการเมืองไทยไม่เคยมีมิตรแท้และศัตรูถาวรจริงๆ เมื่อปรากฏภาพการสวมเสื้อกล้าธรรมของนายกชาย และการ “หย่าศึก” กับนายชนนพัฒฐ์
งานนี้ว่ากันว่า “นายกชาย” ตัดสินใจกลืนเลือด ก้าวข้ามอารมณ์ส่วนตัว แต่มองยุทธศาสตร์การเมืองที่ใหญ่กว่า หวังเปิดเกมใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมประกาศให้ทุกฝ่ายเห็นว่า ความขัดแย้งเดิมไม่มีผลอีกต่อไป ทุกอย่างปิดฉากลงได้ หากเป้าหมายใหญ่คือการเลือกตั้ง
เกมใหม่นี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัว “นายกชาย” เพราะเจ้าตัวเว้นวรรคชัดเจน แต่ได้ส่งไม้ต่อ ในลักษณะ “การสืบอำนาจทางการเมืองของตระกูลขาวทอง” โดยมี “สส.น้ำหอม” สุภาพร กำเนิดผล ภรรยาคนสวย ถอยออกมาเป็นหัวคะแนนหลัก เว้นวรรคไม่ลง สส.รอบนี้เหมือนสามี แต่เปิดทางให้ลูกชาย 3 คน และเลขาฯคู่ใจ 1 คน ลงสนามการเมืองใหญ่ ภายใต้ 2 พรรคการเมืองแทน

กล่าวคือ ฝั่งประชาธิปัตย์ ยังคงมี “สส.สิงโต” ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง จองพื้นที่เขต 9 และหวังรักษาฐานที่่มั่นอย่างมั่นคง โดยยืนยันชัดเจนกับบิดาว่าขออยู่ค่ายเดิม “พระแม่ธรณีบีบมวยผม” และด้วยฐานคะแนนเดิมที่แข็งแรง ทำให้เขตนี้ถูกประเมินว่าเข้าวินอีกสมัยแบบไม่เหนื่อยนัก
ขณะที่ฝั่งกล้าธรรม “นายกชาย” ต้องการรักษาฐานอำนาจเดิมในสงขลา จึงส่งคนใกล้ชิดลงชิมลางการเมืองระดับชาติ

เขต 2 ส่ง นายมานพ เพ็งชุม หรือ “เลขาฯปาล์ม” ลงสนาม แต่ต้องเผชิญคู่แข่งสายแข็งอย่าง จูรี นุ่มแก้ว, ศาสตรา ศรีปาน และหมอสุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ทำให้ถูกมองว่าเป้าหมายหลักอาจเป็นเพียงการเปิดตัว มากกว่าหวังชัยชนะ ยกเว้น 3 คนตัดคะแนนกันเองจนตกหมด แล้ว “เลขาฯปาล์ม” หยิบชิ้นปลามัน

เขต 5 เป็นอีกสนามที่น่าจับตา เพราะเป็นพื้นที่ของ “นายกชาย” เอง โดยเขาตัดสินใจส่ง “สจ.เสือ” วงศ์วชร ขาวทอง ลงชิงชัย ด้วยฐานเดิมที่ “นายกชาย” แผ่รากเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ประกอบกับคู่แข่งอย่าง นายปรีชา สุขเกษม จากประชาธิปัตย์ แม้เป็นที่รู้จักแต่เครือข่ายยังไม่แข็งแรงนัก ทำให้เขตนี้ถูกมองว่า “นอนมา” สำหรับฝั่งขาวทอง

ขณะเดียวกัน เขต 6 อีกพื้นที่หนึ่ง กลายเป็นบทพิสูจน์ที่หินที่สุด เมื่อ นายบารมี ขาวทอง หรือ “มังกร” ลูกชายฝาแฝดวัยเพียง 25 ปี ลงชิมลางการเมืองครั้งแรก โดยมี “นายแม่” น้ำหอม สุภาพร ถอยออกมาเป็นหัวคะแนนเบอร์ใหญ่เต็มตัว แต่ต้องเจอศึกหนักจาก อนุกูล พฤษานุศักดิ์ หรือ “โบ๊ต” ที่ย้ายค่ายไปภูมิใจไทย ภายใต้เงาของแม่ทัพใหญ่ “โกเกี้ยะ” พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กับ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า การที่ นายเดชอิศม์ ต้องยอม “สงบศึก” กับ นายชนนพัฒฐ์ ไม่ใช่เพราะมิตรภาพ หากเป็นยุทธศาสตร์เพื่อรวมกำลังรับศึกเลือกตั้งใหญ่ เป้าหมายชัดคือการกวาด สส.เข้ามือ และดันลูกชายทั้ง 3 คนเข้าสภาให้ได้ในรอบนี้
สุดท้าย เกมนี้จึงเข้าทำนองการเมืองคลาสสิก “รวมกันเราอยู่ แยกหมู่เราตาย” เพราะสงขลาคือสนามที่เดิมพันด้วยอำนาจของทั้งตระกูลขาวทองอย่างแท้จริง
