
“รองฯเจ๋ง” นำทีม ศอ.บต. เยี่ยมคารวะแม่ทัพภาค 4 คนใหม่ เสนอ “แพ็กทีม” งานพัฒนาหนุนงานความมั่นคง โยงกระบวนการสันติภาพ ดูแลคุณภาพชีวิต “ผู้เห็นต่างฯ” ที่ปลดล็อกทางกฎหมาย ด้าน “บิ๊กคิ้ว” ย้ำใช้แนวทาง “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ดึงประชาชนมีส่วนร่วมแก้ปัญหา ขณะที่ ศอ.บต. ทุ่มงบ 203 ล้าน งัดยุทธการใช้บัณฑิตสร้างสันติสุขดับไฟใต้
วันอังคารที่ 6 ต.ค.69 นายชนธัญ แสงพุ่ม รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. นำคณะผู้บริหาร ประกอบด้วย ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ตลอดจนผู้อำนวยการกองและกลุ่มงาน เข้าคารวะและแสดงความยินดีต่อ พล.ท.ชาคริต อุจะรัตน ในโอกาสได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 พร้อมหารือแนวทางการบูรณาการงานระหว่างฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่

พล.ท.ชาคริต หรือ “บิ๊กคิ้ว” กล่าวว่า การพบปะแลกเปลี่ยนระหว่างหน่วยงานถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายพลเรือน และประชาชน โดยตนยังคงย้ำแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” ซึ่งไม่ได้หมายถึงพรรคการเมือง แต่คือการใช้กระบวนการสร้างความเข้าใจ การมีส่วนร่วม และการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทแก้ไขปัญหา เพราะบทเรียนในอดีตสะท้อนชัดเจนว่า ความสำเร็จเกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และประชาชน
“เราได้น้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงให้ความสำคัญกับการ ‘เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา’ มาเป็นหลักคิด การทำงานของภาครัฐไม่จำเป็นต้องอยู่เบื้องหน้าเสมอไป แต่ต้องเป็นผู้สนับสนุน สร้างโอกาส และความเข้มแข็งให้ประชาชนลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่ง ศอ.บต.ถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อสร้างความสุขให้ประชาชน หลังจากนี้จะนำจุดแข็งของแต่ละหน่วยงานมาขับเคลื่อนภารกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม” แม่ทัพภาคที่ 4 ระบุ

ขณะที่ นายชนธัญ หรือ “รองฯเจ๋ง” กล่าวว่า ศอ.บต. พร้อมสนับสนุนและทำงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 4 อย่างใกล้ชิด โดยเชื่อมั่นว่า “งานพัฒนา” คือกำลังสำคัญที่จะเข้าไปสนับสนุน “งานด้านความมั่นคง” เบื้องต้นได้มีข้อเสนอในการพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันในหลายมิติ โดยเฉพาะการนำงานพัฒนาเข้าไปสนับสนุนกลุ่มผู้ที่อยู่ในกระบวนการสร้างสันติภาพ รวมถึงผู้ที่ได้รับการปลดล็อกทางกฎหมายแล้ว
“การช่วยเหลือต้องครอบคลุมตั้งแต่วิถีชีวิต ที่อยู่อาศัย การประกอบอาชีพ การเกษตร และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ภายใต้หลักคิดที่ว่า ‘คนเปลี่ยน หมู่บ้านก็ต้องเปลี่ยน’ การดูแลจึงต้องไม่หยุดอยู่แค่ตัวบุคคล แต่ต้องสร้างความเข้มแข็งไปถึงครอบครัวและชุมชนโดยรอบด้วย”
@@ เพิ่มบทบาท “บัณฑิตอาสา” เชื่อมประสานชาวบ้านกับรัฐ

นอกจากนี้ ศอ.บต. เตรียมยกระดับบทบาท “บัณฑิตอาสา” ซึ่งเป็นบุคลากรที่ใกล้ชิดพื้นที่ ให้เป็นกลไกหลักในการประสานงานระหว่างประชาชน ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายพัฒนา เพื่อนำปัญหาข้อขัดแย้งระดับชุมชนเข้าสู่กระบวนการแก้ไข โดยเฉพาะความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์ วิถีชีวิต หรือความขัดแย้งจากโครงการของรัฐและปัญหาที่ดินทำกิน เช่น พื้นที่ลุ่มน้ำสายบุรี และพื้นที่เทือกเขาบูโด ซึ่งต้องใช้กระบวนการมีส่วนร่วมเข้าไปคลี่คลาย
นายชนธัญ ยังระบุถึงภารกิจสำคัญเร่งด่วนอีก 2 ประเด็น ได้แก่ การดูแลแรงงานไทยในประเทศมาเลเซีย โดยจะส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการคุ้มครองตามกฎหมายมาเลเซีย พร้อมพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้ชัดเจนขึ้น รวมถึงการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยในห้วงฤดูมรสุม
โดย ศอ.บต. จะใช้ฐานข้อมูลและเครือข่ายบัณฑิตอาสาในชุมชน เป็นตัวเชื่อมประสานกับจังหวัดและหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้สามารถระดมเครื่องมือและบุคลากรลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที
“เป้าหมายของ ศอ.บต. คือการ ‘แพ็กทีม’ ระหว่างฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายพัฒนา จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเมื่อเกิดปัญหา ภาครัฐพร้อมเข้าไปดูแลอย่างรวดเร็ว เป็นระบบ และไม่ทอดทิ้งประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่ความเชื่อมั่นและสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่” นายชนธัญ กล่าว
@@ ทุ่มงบ 203 ล้าน ปั้น “นักขับเคลื่อนสันติสุข” 2 พันอัตรา

วันเดียวกัน นายชนธัญ ยังเป็นประธานการประชุมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานของกองประสานและเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่พิเศษฯ และการดำเนินงาน “บัณฑิตอาสา” ประจำปีงบประมาณ 2570 โดยมี น.อ.จักรพงษ์ อภิมหาธรรม รักษาการที่ปรึกษาด้านการบูรณาการการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ นายธีรวิทย์ เฑียรฆโรจน์ อำนวยการกองประสานและเร่งรัดการพัฒนาพื้นที่พิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ที่ห้องประชุมปัญจเพชร อาคารที่ทำการ ศอ.บต. อำเภอเมืองยะลา
วาระสำคัญในการประชุม คือ การรื้อโครงสร้างและปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานของกลไก “บัณฑิตอาสา” ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองระดับปฏิบัติการที่ใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้มากที่สุด เพื่อให้ “บัณฑิตอาสา” หลุดพ้นจากการทำงานแบบรับคำสั่ง หรือทำเพียงรายงานข้อมูล เปลี่ยนไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น
นายชนธัญ เปิดเผยว่า ในปี 2570 ศอ.บต.จะปรับบทบาทบัณฑิตอาสาให้มีความชัดเจนและสอดรับกับสถานการณ์มากกว่าเดิม โดยยกระดับให้เป็น “นักขับเคลื่อนสันติสุข” ทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ เชื่อมโยงสถานการณ์ และเป็นโซ่ข้อกลางระหว่างภาครัฐกับประชาชนในชุมชน
“บัณฑิตอาสาจะไม่จำกัดบทบาทแค่การรายงานข้อมูลตามภารกิจอีกต่อไป แต่ต้องลงลึกถึงการวิเคราะห์พื้นที่ ค้นหาประเด็นปัญหา คลี่คลายความขัดแย้ง และสร้างพื้นที่ให้คนในชุมชนได้พูดคุยทำความเข้าใจร่วมกัน โดย ศอ.บต.ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) พัฒนาระบบฐานข้อมูล เพื่อนำข้อมูลจากระดับหมู่บ้านมาถอดบทเรียนและออกแบบการแก้ปัญหาให้ตรงจุด” นายชนธัญ ระบุ
สำหรับแผนงานบัณฑิตอาสาในปีงบประมาณ 2570 ได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 203 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจ้างและงบขับเคลื่อนกิจกรรม โดยมีกรอบอัตรากำลัง 2,233 อัตรา กระจายครอบคลุมพื้นที่ระดับหมู่บ้าน
@@ ลุยสร้าง “พื้นที่กลาง” ลดขัดแย้ง นำร่อง 2 อำเภอ 38 หมู่บ้าน

ภารกิจสำคัญคือ การสร้าง “พื้นที่กลาง” เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความไว้วางใจในชุมชน โดยจะเริ่มนำร่องใน 2 พื้นที่ ได้แก่ อ.กาบัง จ.ยะลา และ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รวม 38 หมู่บ้าน ซึ่งบัณฑิตอาสาจะต้องนำข้อมูลปัญหาที่เกิดขึ้นจริงมาวิเคราะห์ และร่วมกับชุมชนออกแบบพื้นที่กลางให้สอดคล้องกับบริบท โดยมีนักวิชาการจาก ม.อ.เป็นพี่เลี้ยง
นอกจากการปรับบทบาทแล้ว ศอ.บต. ยังได้วางกรอบการทำงานหลัก 4 ด้าน ได้แก่
1. พัฒนาศักยภาพและปรับ Mindset บัณฑิตอาสา
2. สร้างพื้นที่กลาง (นำร่อง 2 อำเภอ)
3. เปลี่ยนรูปแบบการติดตามงาน จากการตรวจโครงการ เป็นการ “นิเทศและติดตามตัวบัณฑิตอาสาโดยตรง” ครอบคลุมทั้ง 44 อำเภอ
4. การประชุมถอดบทเรียนเพื่อปรับปรุงแผน
@@ บัณฑิตอาสาต้องเป็น “ตา” และ “หู” ของพื้นที่

นอกจากนี้ ศอ.บต. จะทบทวนหลักเกณฑ์การประเมินผลการทำงานของบัณฑิตอาสาใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และจะนำระบบ Workflow มาใช้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม
“การขับเคลื่อนงานในปี 2570 เราเน้นย้ำคาถา ‘รู้พื้นที่ เข้าใจคน ใช้ข้อมูล แก้ปัญหาร่วมกับประชาชน’ บัณฑิตอาสาจะต้องเป็นทั้งตาและหูของพื้นที่ นำเสียงของชาวบ้านเข้าสู่นโยบาย และนำนโยบายรัฐไปสื่อสารให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นจริงในจังหวัดชายแดนภาคใต้” รักษาราชการแทนเลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวทิ้งท้าย
