
ดีเดย์ฟื้นโต๊ะพูดคุยดับไฟใต้ มิ.ย.นี้ หลัง “วันนอร์” ถกทูตมาเลย์ เคาะไทม์ไลน์เบื้องต้น แง้มเป้าหมายดับไฟใต้ยุค “อนุทิน” ให้มันจบที่รุ่นเรา เปิด 3 จุดยืนฝ่ายความมั่นคง เรียกร้องหยุดทำร้ายเป้าหมายอ่อนแอ ไม่รับเงื่อนไขแยกดินแดน ด้านสมาชิกขบวนการต่อสู้กับรัฐ หวังพูดคุยอย่างมีศักดิ์ศรี เคารพความคิดต่าง และยอมรับการกำหนดชะตากรรมตนเอง
ความคืบหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเตรียมกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในเดือน มิ.ย.ที่จะถึงนี้ หลังหยุดชะงักไปนานกว่า 2 ปี โดยล่าสุดมีการหารือระดับสูงระหว่างทางการไทยกับมาเลเซีย ท่ามกลางการเตรียมพร้อมขั้นสูงสุดของฝ่ายความมั่นคง และเสียงสะท้อนจากคนในครอบครัวของกลุ่มขบวนการที่ต่อสู้กับรัฐ เรียกร้องความจริงใจในการแก้ปัญหา
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติ เปิดเผยถึงผลการหารือร่วมกับ ดาตุก (Datuk) วัน ไซดี วัน อับดุลลอฮ์ เอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและแสดงความยินดีในวาระเข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยสาระสำคัญคือการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกมิติ
นายวันมูหะมัดนอร์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลงานด้านการพัฒนาและการสร้างความเข้าใจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่า ความร่วมมือจากมาเลเซียในฐานะ “ผู้อำนวยความสะดวกการพูดคุยสันติสุข” ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุขฯ กับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ โดยได้มีการวางกรอบเวลาที่ชัดเจน คือ
- ต้นเดือน มิ.ย.จะเริ่มต้นการพูดคุยและเตรียมการในระดับเทคนิค
- ปลายเดือน มิ.ย. เปิดโต๊ะพุดคุยระดับเต็มคณะ (คณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้) ณ ประเทศมาเลเซีย
สำหรับการพูดคุยในรอบนี้ นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าการพูดคุยฯ คนใหม่ ซึ่งเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทย สะท้อนมุมมองว่า เป็นบุคคลที่คุ้นเคยและเคยประสานงานกับทางการมาเลเซียมาแล้ว จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพากระบวนการพูดคุยเจรจาให้มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม แม้โครงสร้างบุคคลจะเปลี่ยนไป แต่บริบทแวดล้อมในปัจจุบันเอื้อให้เกิดพัฒนาการที่ดีขึ้น
@@ เผยนโยบาย “อนุทิน” ไฟใต้ต้องจบที่รุ่นเรา
นายวันมูหะมัดนอร์ เน้นย้ำถึงนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า ต้องการให้กระบวนการพูดคุยบรรลุผลและเกิดสันติสุขขึ้นจริงภายในอายุของรัฐบาลชุดนี้ เพื่อยุติปัญหาความไม่สงบที่ยืดเยื้อมาเกือบ 20 ปี ซึ่งสร้างความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และงบประมาณแผ่นดินมหาศาล
นอกจากมิติด้านความมั่นคงแล้ว ไทยและมาเลเซียยังเตรียมยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการเกษตร ซึ่งในเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรของมาเลเซียจะเดินทางเข้าหารือส่วนตัวกับนายวันมูหะมัดนอร์ เนื่องจากมาเลเซียมีความสนใจในศักยภาพสินค้าเกษตรของไทย โดยมีแผนงานสำคัญ ได้แก่ การนำคณะนักธุรกิจด้านอาหารและเกษตรกรรม รวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องของมาเลเซีย ลงพื้นที่เจรจาเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
@@ การข่าวแจ้งเตือน “จ่อป่วน” เพิ่มอำนาจต่อรอง
ด้านความเคลื่อนไหวในพื้นที่ หน่วยงานความมั่นคงเตรียมยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เพื่อรับมือกับการพูดคุยในเดือน มิ.ย.
โดยนายทหารระดับสูงจากกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ยืนยันว่า กองทัพสนับสนุนกระบวนการสันติภาพอย่างเต็มที่ แต่งานด้านการข่าวได้แจ้งเตือนให้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและสถานที่ราชการ ป้องกันกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่อาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์เพื่อกดดันและสร้างอำนาจต่อรอง
@@ 3 จุดยืนฝ่ายมั่นคงไทย - หยุดทำร้าย “เป้าหมายอ่อน”
ฝ่ายความมั่นคงได้วางกรอบจุดยืนบนโต๊ะพูดคุยเจรจาไว้อย่างชัดเจน 3 ประการ คือ
1.ยึดกรอบรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
2.ไม่รับเงื่อนไขแบ่งแยกดินแดน หรืออาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน หรือละเมิดอำนาจอธิปไตยอย่างเด็ดขาด
3.ต้องบังคับใช้กฎหมายเฉียบขาด แม้อยู่ในห้วงการเจรจา การติดตามจับกุมบุคคลตามหมายจับจะดำเนินต่อไป เพื่อคุ้มครองประชาชนผู้บริสุทธิ์
“หากอีกฝ่ายมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ก็ต้องยุติการใช้ความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนแอและประชาชนผู้บริสุทธิ์” ตัวแทนฝ่ายความมั่นคงระบุ พร้อมย้ำถึงการดึงผู้นำศาสนาและภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม
@@ เสียงจากขบวนการ “เคารพความคิดต่าง - คุยอย่างมีศักดิ์ศรี”
ขณะเดียวกัน สมาชิกของกลุ่มขบวนการระดับปฏิบัติการที่เคลื่อนไหวต่อสู้กับรัฐ สะท้อนมุมมองต่อโต๊ะพูดคุยสันติสุขฯ รอบใหม่ว่า การพูดคุยเป็นหนทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องไม่ใช่เครื่องมือที่รัฐไทยใช้เพื่อซื้อเวลา หรือสร้างภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลก
“เราพร้อมเสมอสำหรับการพูดคุย แต่ต้องเป็นการพูดคุยที่อยู่บนพื้นฐานของการให้เกียรติและยอมรับในสิทธิ หน้าประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ของชาวปาตานี ไม่ใช่การเจรจาที่ออกแบบมาเพื่อบีบบังคับให้ยอมจำนน” สมาชิกของกลุ่มต่อสู้กับรัฐ ระบุ
สำหรับวาระที่กลุ่มขบวนการคาดหวังให้เกิดความชัดเจนจากเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล คือ ต้องลดปฏิบัติการทางทหาร, ทบทวนการปิดล้อม ตรวจค้น และการใช้กฎหมายพิเศษอย่างพร่ำเพรื่อ
“รัฐบาลไทยต้องพิสูจน์ว่า พวกเขามองเราเป็นคู่ขัดแย้งที่มีศักดิ์ศรี หรือมองเราเป็นเพียงอาชญากรที่ต้องถูกปราบปราม หากบนโต๊ะเจรจาพูดถึงสันติภาพ แต่ในพื้นที่ชาวบ้านยังคงหวาดกลัวกองกำลังติดอาวุธของรัฐ มีกำลังจัดตั้งเพื่อเก็บชาวบ้านอยู่ สันติสุขก็จะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา”
หนึ่งในสมาชิกของขบวนการต่อสู้กับรัฐ ย้ำทิ้งท้ายว่า รัฐต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางการเมืองให้ผู้ที่สนับสนุนแนวทางของผู้เห็นต่างจากรัฐ โดยคนกลุ่มนี้ต้องไม่ถูกคุกคามทางกฎหมาย และมีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง แม้เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง แต่ขบวนการมองว่าเป็นแก่นรากของปัญหาที่ต้องหารืออย่างตรงไปตรงมา
