
เหตุบึ้ม “นิคมฮาลาลปัตตานี” เจ้าหน้าที่หวั่นแผนลวงคนร้าย ใช้เวลาประเมินสถานการณ์ บินโดรนตรวจสอบถึง 4 วัน ก่อนนำกำลังเข้าเคลียร์ พบวางระเบิด 10 ลูกใน 3 อาคาร ตูมสนั่น 3 ลูกใน 2 ตึก กู้ระเบิดด้าน - ทำลายทิ้งได้อีก 2 ลูก เป็นบึ้มแสวงเครื่องซุกกล่องเหล็ก ใช้ “ดิจิทัลไทม์เคาท์ดาวน์” ตั้งเวลาสั่งระเบิดทำงาน
ความคืบหน้าเหตุคนร้ายไม่ทราบกลุ่มลอบวางระเบิดบริเวณอาคารศูนย์บริการเบ็ดเสร็จครบวงจร (One Stop Service) ภายในนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ปัตตานี ตั้งอยู่พื้นที่ บ้านท่าสู หมู่ 3 ต.บ้านน้ำบ่อ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี จนอาคารได้รับความเสียหายอย่างหนัก เหตุเกิดในคืนวันศุกร์ที่ 15 พ.ค.69 ที่ผ่านมานั้น
ล่าสุดเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานความมั่นคงชายแดนใต้ เปิดเผยว่า เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. เจ้าหน้าที่กำลังผสมจังหวัดปัตตานีพร้อมด้วยหน่วยทำลายวัตถุระเบิดอโณทัย (EOD), ชุดสุนัขทหารอโณทัย, ชุดปฏิบัติการทำลายวัตถุระเบิด ตชด.444, เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน 10 (พฐ.10) และเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมวางแผน ณ กองบังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 42 (บก.ฉก.ทพ.42) เพื่อเตรียมการและกำหนดมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดก่อนเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ
ต่อมาในเวลา 10.00 น.วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้เริ่มปฏิบัติการเข้าเคลียร์พื้นที่ โดยในขั้นต้นได้ใช้กำลัง 3 ฝ่ายปิดกั้นพื้นที่โดยรอบ และส่งอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) บินสำรวจมุมสูง เพื่อประเมินสถานการณ์ทางกายภาพ จากนั้นจึงให้ชุดสุนัขทหารอโณทัย และชุดอีโอดีอโณทัย เข้าเดินเท้าตรวจสอบเส้นทางและพื้นที่บริเวณรอบอาคารโดยละเอียด เพื่อป้องกันการวางระเบิดลวงโจมตีเจ้าหน้าที่ชุดตรวจที่เกิดเหตุ
จากการตรวจสอบภายในอาคารอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่อีโอดี พบว่า คนร้ายได้นำระเบิดแสวงเครื่องไปซุกซ่อนเพื่อหวังทำลายอาคาร 3 หลัง รวมทั้งสิ้น 10 ลูก โดยแยกเป็น
อาคารที่ 1 ตรวจพบระเบิดจำนวน 1 ลูก (ทำงานแล้ว)
อาคารที่ 2 ตรวจพบระเบิดจำนวน 2 ลูก (ทำงานแล้ว)
อาคารที่ 3 ตรวจพบระเบิดถึง 7 ลูก
ในจำนวนระเบิดทั้งหมดที่พบในอาคารที่ 3 มีระเบิดที่ยังไม่ทำงาน (ระเบิดด้าน) จำนวน 2 ลูก เจ้าหน้าที่อีโอดีจึงได้ทำการเก็บกู้และนิรภัยวัตถุระเบิดดังกล่าว ก่อนนำออกไปทำลายในพื้นที่ปลอดภัย

จากการตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของระเบิดแสวงเครื่องดังกล่าว บรรจุอยู่ในกล่องเหล็ก มี 2 ขนาด คือ ขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร สูง 60 เซนติเมตร และขนาดกว้าง 15 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร โดยมีระบบจุดระเบิดด้วยการตั้งเวลาแบบตัวเลขถอยหลังดิจิทัล สะท้อนถึงการเตรียมการและเลือกใช้เทคโนโลยีที่แม่นยำของกลุ่มผู้ก่อเหตุ
ต่อมาเวลา 12.30 น. เจ้าหน้าที่ พฐ.10 ร่วมกับ ฉก.ทพ.42 และตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวน สภ.ปะนาเระ ได้เข้าจัดเก็บและรวบรวมวัตถุพยานในจุดเกิดเหตุเพื่อนำไปตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยสามารถจัดเก็บวัตถุพยานหลักฐานสำคัญได้จำนวน 10 รายการ ประกอบด้วย
- เหล็กเส้นตัดท่อน ขนาด 6 มิลลิเมตร และ 8 มิลลิเมตร (ใช้เป็นสะเก็ดระเบิด) จำนวนหนึ่ง
- ดินระเบิดแอมโมเนียไนเตรทผสมน้ำมันเชื้อเพลิง (ANFO) จำนวนหนึ่ง
- กล่องเหล็กสี่เหลี่ยม
- ชิ้นส่วนแผงวงจรตัวจุดระเบิดแบบดิจิทัลไทม์เคาท์ดาวน์
- เชื้อประทุระเบิด
- หลอดปากกาเคมี
- หลอดวิตามินซี
- ชิ้นส่วนยางในรถจักรยานยนต์
- ปลั๊กไฟตัวเมีย
- สายไฟ จำนวน 1 ม้วน
โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและกองพิสูจน์หลักฐาน จะได้นำวัตถุพยานทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการตรวจดีเอ็นเอ (DNA) และลายนิ้วมือแฝง เพื่อตรวจหาสารบบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เคยมีประวัติเคลื่อนไหวในพื้นที่ และจะเร่งสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ว่า จำนวนระเบิดที่มากผิดปกติซึ่งคนร้ายใช้ถึง 10 ลูกในจุดเดียว และมี 2 ลูกไม่ทำงาน ถือเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ ไม่ใช่แค่การสร้างสถานการณ์ป่วนเมืองรายวัน แต่เป็นการมุ่งหวังให้เกิดความเสียหายเชิงโครงสร้างขั้นรุนแรง
โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุมีการพัฒนาทางเทคนิค ไม่ได้ใช้ระบบตั้งเวลาง่ายๆ แบบนาฬิกาหรือโทรศัพท์มือถือที่คุ้นเคย การใช้ระบบดิจิทัลเคาท์ดาวน์ช่วยให้สามารถกำหนดเวลาระเบิดพร้อมๆ กันได้อย่างแม่นยำ และหลีกเลี่ยงการถูกตัดสัญญาณคลื่นความถี่จากเจ้าหน้าที่ด้วย
รวมถึงยังมีการทิ้งระเบิดลวง เพราะพบระเบิดด้านถึง 2 ลูก โดยไม่ได้เกิดจากการประกอบไม่ดี แต่เป็นความจงใจ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทิ้งระยะเวลาถึง 4 วัน (เกิดเหตุวันที่ 15 เข้าตรวจวันที่ 19 พ.ค.) และระวังตัวมาก เพราะตระหนักดีว่าคนร้ายอาจตั้งหน่วงเวลาไว้ หรือจงใจวางระเบิดซ้อนเพื่อดักสังหารเจ้าหน้าที่อีโอดี และสุนัขทหารที่เข้าตรวจพิสูจน์หลักฐาน
“จากประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้น จึงต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องทิ้งระยะเวลาประเมินสถานการณ์ บินโดรนตรวจมุมสูงเพื่อหาความผิดปกติก่อน ใช้สุนัขทหารดมกลิ่นนำทางเจ้าหน้าที่อีโอดี และการวางแผนแบบบูรณาการ 3 ฝ่าย (ทหาร ตำรวจ ปกครอง) อย่างเป็นระบบ ทำให้ลดความสูญเสียของกำลังพลได้อย่างดีเยี่ยม” แหล่งข่าวระบุ
