
วาทะนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ฮือฮาอย่างมากก่อนสิ้นสุดวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ก็คือ การขู่ย้ายข้าราชการเกียร์ว่างที่ชายแดนใต้
“ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี…”
“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู”
นายกฯอนุทิน พูดประเด็นนี้ในบริบทปัญหาภาคใต้ หลังจากเกิดเหตุยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แห่งพรรคประชาชาติ โดยทีมสังหารส่วนหนึ่งเป็นอดีตทหาร และใช้รถของทางราชการไปก่อเหตุ ส่วนปืนก็สงสัยว่าเป็นของราชการด้วยหรือไม่ เพราะไม่มีประวัติในทำเนียบคดีความมั่นคง
คำถามคือ ที่นายกฯขู่จะย้าย ท่านจะย้ายใคร หรือ พูดเท่ๆ เท่านั้น
OO เหตุผล OO
- ทหารในราชการ และอยู่ในสายบังคับบัญชา กอ.รมน. คือ “นาวาเอกที่ให้ยืมรถ” ถูกย้ายเข้าส่วนกลางกองทัพเรือไปแล้ว แต่ยังไม่มีการปลดออก หรือให้ออก เนื่องจากรอผลสอบทางวินัยอยู่
- ผู้ว่าฯนราธิวาส ในฐานะ ผอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส โดนตั้งกรรมการสอบเหมือนกัน แต่ความผิดหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าฯโดยตรง จะมีการย้ายหรือไม่
- ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 และผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งคุมงานฝ่ายตำรวจ ใช้เวลาไม่ถึง 20 วัน สามารถออกหมายจับและจับผู้ต้องหาทีมยิง สส.ได้เกือบครบตามหมายจับ ไม่น่าจะมีความบกพร่องจนต้องถูกย้าย
คำถาม คือ ยังเหลือใครที่ควรต้องย้าย?
- ล่าสุดมีสถานการณ์แทรกซ้อน ณ วันที่ 17 เมษายน สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ และสถาบันการศึกษาทางศาสนา ทั้งปอเนาะ ตาดีกา จะส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯอนุทิน ผ่านเลขาธิการ ศอ.บต. ให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 หลังออกมากล่าวหา “ปอเนาะ” และโรงเรียนสอนศาสนาว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะแนวคิดแยกดินแดน กลายเป็นต้นตอไฟใต้
- อีกด้านหนึ่ง สส.พรรคประชาชน จะยื่นหนังสือถึงนายกฯ ในฐานะ ผอ.รมน. ให้สอบสวนแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 กรณี “พูดปิดไมค์ ถ้าเป็นผมทำนะ…ไม่ปล่อยให้รอด” เพราะเป็นการสื่อถึงการใช้ความรุนแรงนอกกฎหมาย แม้เจตนาจะพูดเชิงเปรียบเทียบก็ตาม
- คำพูดเดียวกันนี้ ทำให้ถูกกระแสวิจารณ์และต่อต้านอย่างหนักในพื้นที่ชายแดนใต้ มีเสียงเรียกร้องให้ย้ายแม่ทัพท่านนี้ออกจากตำแหน่ง
OO แต่นายกฯจะกล้าย้ายหรือไม่ OO
- เพราะ พลโท นรธิป โพยนอก เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 26 (ตท.26)
- เพราะ พลโท นรธิป เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็น รอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง
- เพราะ พลโท นรธิป เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของ รมว.กลาโหม ผู้บังคับบัญชาของ ผบ.ทบ.อีกที
- แม้แต่มีเสียงค้านการส่ง “รองแม่ทัพอีสาน” ไปเป็น “แม่ทัพภาคใต้” ก็ไม่เคยใส่ใจ และไม่มีการโยกย้ายช่วงแต่งตั้งกลางปี เดือนเมษายน เหมือนที่เคยมีการย้ายในอดีตบางยุคบางสมัย
สถานการณ์ขณะนี้ ทุกฝ่ายจึงเชื่อว่าจะไม่มีการย้าย พลโท นรธิป เพราะจะเกษียณอายุราชการในปีนี้อยู่แล้ว และน่าจะอยู่ในตำแหน่งต่อจนถึงเกษียณอายุราชการ
@@ เปิดเบื้องลึกนายกฯปรับแผนล่องใต้ ผวา “ปิดห้องคุย”
การลงพื้นที่ชายแดนใต้ของนายกฯอนุทิน วันที่ 17 เมษายนนี้ ยังมีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง คือ การปรับเปลี่ยนกำหนดการ ไม่ไปเยี่ยมให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์ ที่บ้านในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส
มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายกฯอนุทิน อาจกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะเป็นการแจกกำหนดการสู่สาธารณะก่อนลงพื้นที่หลายวัน จนต้องปรับแผน
แต่สาเหตุที่ นายกฯอนุทิน เปลี่ยนกำหนดการ โดยไม่เดินทางไปเยี่ยม สส.กมลศักดิ์ ถึงที่บ้าน ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุยิงถล่ม ใน อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เท่าที่ “ทีมข่าว” ตรวจสอบได้ พบว่าเป็นเหตุผลทางการเมือง และการไม่ยอมให้ถูกสร้างภาพจำทางการเมือง เชื่อมโยงกับเหตุรุนแรง ยิง สส.ชายแดนใต้
- การพาตัวไปอยู่ตรงจุดเกิดเหตุ จะทำให้มีภาพติดอยู่กับ “ที่เกิดเหตุ” เช่น รอยกระสุน ซากรถที่โดนยิงจนพัง สุ่มเสี่ยงถูกนำไปทำเป็นภาพโจมตีทางสื่อสังคมออนไลน์ในภายหลัง โดยเฉพาะหากคดีไม่มีความคืบหน้าจนเป็นที่พอใจของสังคม
- มีข่าวว่า มีการเตรียมจัดสถานที่ให้ สส.กมลศักดิ์ ปิดห้องคุยกับนายกฯอนุทิน ทันทีที่ไปเยี่ยมถึงบ้าน จากนั้น สส.กมลศักดิ์ จะเล่าข้อมูลเชิงลึกทางคดีให้นายกฯฟัง เมื่อนายกฯออกมา เรื่องราวการพบปะจะถูกเผยแพร่เป็นข่าว และกลายเป็นแรงกดดันไปที่นายกฯ หากคดีไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรจะเป็น
- ข้อมูลที่ สส.กมลศักดิ์ จะให้กับนายกฯช่วงปิดห้องคุย และน่าจะมีข่าวหลุดรอดออกไป ก็คือ การปฏิบัติการของทีมสังหารที่อาจเชื่อมโยงกับบุคคลในแวดวงราชการ หรือผู้มีอิทธิพลเหนือหน่วยงานรัฐในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ล้วนมีความสุ่มเสี่ยงต่อนายกฯ หากมีข่าวออกไปแล้วไม่สามารถจัดการกับ “ผู้บงการ” หรือ “ผู้มีอิทธิพลตัวจริง” ได้
ข่าวแจ้งว่า ยุทธการ “ปิดห้องคุย” เป็นข้อเสนอของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ เพื่อกดดันนายกฯให้เร่งรัดเปิดตัวผู้บงการ และไล่จี้คดีให้ถึงที่สุด ซึ่งหากนายกฯเดินเข้าเกมนี้ จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ และเสี่ยงเสียภาพลักษณ์ทางการเมืองทันที
ทั้งหมดนี้คือสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้นายกฯอนุทิน ต้องเปลี่ยนแผน และจัดเวทีเยี่ยมให้กำลังใจ สส.กมลศักดิ์ ที่บ้านของ “อาจารย์วันนอร์” วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาชาติแทน ซึ่งปัจจุบัน อาจารย์วันนอร์ มีสถานะเป็นประธานที่ปรึกษานายกฯ จึงน่าจะทำให้ภาพการพบปะดูซอฟต์ลง และไม่เป็นผลร้ายกับนายกฯอนุทิน
@@ ผู้ว่านราฯ ส่งรอง ผอ.รมน.แจ้งดำเนินคดี “น.อ.ให้ยืมรถ”
วันพุธที่ 15 เม.ย.69 มีรายงานความเคลื่อนไหวสำคัญในพื้นที่ จ.นราธิวาส เกี่ยวโยงกับคดียิง สส. และการให้ยืมรถของทางราชการไปก่อเหตุ
โดย นายบุญช่วย หอมยามเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส (ผอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส) ได้มอบอำนาจให้ นาวาเอก ยุทธนา สระดี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนราธิวาส (ฝ่ายทหาร) เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส
ในการแจ้งความดังกล่าว เป็นการเอาผิดกับ นาวาเอก มนตรี โตประเสริฐ ในข้อหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ กรณีปล่อยปละละเลยให้มีการนำทรัพย์สินของทางราชการ (รถยนต์) ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จนเป็นเหตุให้ทรัพย์สินนั้นสูญหาย และมีข้อสงสัยว่า อาจมีความเชื่อมโยงกับคดีด้านความมั่นคงในพื้นที่
ทั้งนี้การร้องทุกข์กล่าวโทษครั้งนี้ ผอ.รมน.จังหวัดนราธิวาส ได้ส่งมอบพยานหลักฐานสำคัญ อาทิ บันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี และหนังสือมอบอำนาจ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีใน 2 มาตรา ตามประมวลกฎหมายอาญา คือ
- มาตรา 151 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
- มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โดยพฤติการณ์เบื้องต้นระบุว่า มีการใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตในการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ จนก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อหน่วยงาน และกระทบต่อความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ภายหลังการรับแจ้งความ พนักงานสอบสวน สภ.เมืองนราธิวาส ได้รับเรื่องและรวบรวมหลักฐานเข้าสู่สำนวนการสอบสวน ซึ่งหลังจากนี้จะมีการออกหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาให้ปากคำ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเส้นทางการนำรถยนต์ราชการออกไปใช้ และมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิด ก่อนจะสรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการหรือสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
