
ความเคลื่อนไหวของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ อดีต รมว.ยุติธรรม ในยามนี้ ถูกจับตาแทบทุกฝีก้าว
เพราะทุกจังหวะก้าวทางการเมือง สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่หยุดหย่อน
ไม่ว่าจะเป็นการออกมาเปิดโปง “ไอ้โม่งโกงน้ำมัน” ตัวจริง ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้ราคาจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศพุ่งสูงอย่างไม่เป็นธรรม ตามด้วยค่าไฟที่คนไทยต้องจ่ายแพงให้ “เสือนอนกิน” มาเนิ่นนาน
และล่าสุดกับการออกมาเปิดโปง “รถ กอ.รมน.” ถูกใช้เป็นพาหนะยิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ แห่งนราธิวาส ลูกพรรคของตนเอง
ปฏิบัติการดับเครื่องชนในประเด็น “รถ กอ.รมน.” ทำให้คดีอุกฉกรรจ์ที่กระทำต่อผู้แทนราษฎรซึ่งทำท่าจะเงียบไป ถูกปลุกขึ้นมาอยู่บนหน้าสื่ออีกครั้ง
และหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ก็ต้องออกมาแถลงชี้แจงความคืบหน้าในการคลี่คลายคดีอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.69 แล้วก็เปิดให้เห็นแง่มุมความบกพร่องของคดี จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ล่าสุด วันเสาร์ที่ 11 เม.ย.69 พ.ต.อ.ทวี ลงพื้นที่นราธิวาสอีกรอบ โดยมีกำหนดการพักค้างคืนเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี โดยเฉพาะการล่าตัว “ผู้บงการ” มารับโทษตามกฎหมายให้ได้
@@ ผู้การนราฯลุยสอบเพิ่ม “แวยูแฮ” แง้มข้อมูลโยงผู้บงการ
และความคืบหน้าก็มีจริงๆ ทันทีที่ พ.ต.อ.ทวี ลงพื้นที่ด้วยตนเอง เพราะ พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) ได้นำทีมพนักงานสอบสวนเข้าสอบปากคำ สส.กมลศักดิ์ เพิ่มเติม พร้อมแจ้งเรื่องพยานหลักฐานและข้อมูลใหม่ที่สืบทราบมา
ชุดคลี่คลายคดีมีความคืบหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงจากกลุ่มมือปืนไปยังตัวผู้บงการ หรือผู้จ้างวานใช้ให้กระทำความผิดได้ ซึ่งถือเป็นจุดแตกหักสำคัญของคดีที่สังคมกำลังให้ความสนใจ
@@ “กมลศักดิ์” เผยยังจับมือปืนไม่ได้ ชาวบ้านขอไม่ให้ออกงาน
ด้าน สส.กมลศักดิ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนภายหลังหารือร่วมกับหัวหน้าพรรคประชาชาติและทีมสอบสวนของตำรวจว่า ขอขอบคุณ พ.ต.อ.ทวี ที่ห่วงใยและลงมาติดตามคดีด้วยตัวเอง ซึ่งวันนี้เป็นการสรุปข้อมูลจากการแถลงข่าวในสภา และท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้
“เรามาสรุปเรื่องทั้งหมดว่ายังมีอะไรที่เป็นข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการหาตัวผู้บงการให้ได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งรัดจับกุมมือปืนอีก 2 คนที่มีหมายจับอยู่แล้ว เรามาหารือกันว่ามีมูลเหตุอะไรอีกนอกเหนือจากที่ปรากฏเป็นข่าว” นายกมลศักดิ์ ระบุ
สส.นราธิวาส ซึ่งมีบทบาทอย่างมากในฐานะ “ทนายมุสลิม” ยังได้สะท้อนความรู้สึกของประชาชนในพื้นที่ว่า ตราบใดที่ยังจับผู้บงการหรือมือปืนไม่ได้ ชาวบ้านก็ยังมีความกังวล เพราะโอกาสที่จะได้รับความเป็นธรรม และความปลอดภัยในพื้นที่จะยังไม่เกิดขึ้น
“ถ้าตัวแทนของเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือไม่สามารถหาตัวคนที่ใช้จ้างวานยุยงสนับสนุนได้ เขาก็ไม่สบายใจ ชาวบ้านยังเป็นห่วง ไม่อยากให้ผมออกงานตอนนี้ ช่วงนี้มีงานมหกรรมตาดีกาเยอะมากที่เชิญผมไปเป็นประธาน แต่ทุกคนบอกว่า ‘อย่าเพิ่งออกไปไหน’ นี่คือความรู้สึกของพี่น้องประชาชน”
@@ หวังตำรวจสร้างความกระจ่าง “ปมสังหาร”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงข้อสรุปจากการพูดคุยในวันนี้ นายกมลศักดิ์ ยอมรับว่า มีความคืบหน้าในระดับที่น่าพอใจ
“ก็มีความคืบหน้าพอสมควร แต่เรายังให้โอกาสชุดคลี่คลายคดีได้ทำงาน ผมเน้นย้ำมาตลอดว่าไม่อยากกล่าวหาใครโดยขาดพยานหลักฐาน โดยเฉพาะในทางกฎหมาย แต่คิดว่าหลังจากนี้คงได้รับความกระจ่างมากกว่าที่ผ่านมา” นายกมลศักดิ์ กล่าว
@@ เข้าพื้นที่พัทลุง ส่อหาข่าวผู้บงการ-เชื่อมโยงคดี
เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนลงพื้นที่นราธิวาส พ.ต.อ.ทวี เดินทางไปที่วัดท่าสำเภาใต้ ต.ชัยบุรี อ.เมืองพัทลุง จ.พัทลุง เพื่อเป็นประธานในพิธีสวดพระอภิธรรมศพ และร่วมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของ นายจำนัล เหมือนดำ อดีตรองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งถึงแก่อนิจกรรม
การลงพื้นที่ จ.พัทลุง มีบางฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า พ.ต.อ.ทวี อาจไม่ได้ไปเพื่อเป็นประธานงานศพอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับคดียิง สส.กมลศักดิ์ ด้วย หนึ่งในผู้ร่วมขบวนการก่อเหตุลอบยิง มีส่วนเชื่อมโยงกับบุคคลในพื้นที่ จ.พัทลุง
มีรายงานว่า พัทลุงเป็นบ้านหรือแหล่งพำนักอีกแห่งหนึ่งของหนึ่งในทีมผู้ต้องหาคดียิง สส.กมลศักดิ์ ซึ่งถูกควบคุมตัวแล้ว โดยการลงพื้นที่รอบนี้ของ พ.ต.อ.ทวี มีการเปรยกับคนใกล้ชิดว่า จะพยายามกดดันและเร่งรัดความคืบหน้าให้มีการติดตามจับกุม “ผู้บงการสังหาร” ให้ได้
@@ 4 เหตุผล “ทวี” มั่นใจมีผู้บงการ-ลงขันยิง
โดยสาเหตุที่ พ.ต.อ.ทวี มั่นใจว่า การยิงถล่ม สส.กมลศักดิ์ ไม่ใช่คดีอาชญากรรมทั่วไป และน่าจะมีการจ้างวางสังหาร โดยอาจมาจากคนกลุ่มเดียวหรือคนหลายกลุ่มลงขันกัน ก็เพราะ
1. สส.กมลศักดิ์ ไม่เคยรู้จักหรือขัดแย้งกับทีมผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมในฐานะมือสังหารเลย
2. ทีมสังหารทีมนี้ เป็น “ทีมผสม” มีคนในพื้นที่กับนอกพื้นที่ร่วมปฏิบัติการ จึงถือเป็นการ “รวมทีม” เพื่อปฏิบัติภารกิจ ไม่ใช่การตัดสินใจก่อเหตุอย่างปัจจุบันทันด่วน
3. มีการวางแผนมาอย่างดี ใช้บุคคลที่สามารถยืมรถของทางราชการมาก่อเหตุได้ เพื่ออำพรางและตัดความเป็นไปได้ในการติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่ เพราะเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ย่อมไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าใช้รถของทางราชการไปก่อเหตุอุกฉกรรจ์เช่นนี้ ยกเวันคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงราชการรู้เห็นด้วยเท่านั้น
4. มีการให้ข่าวจากข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ว่า มูลเหตุการลอบยิงอาจจะมาจากความขัดแย้งทางการเมือง หรือเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพล
@@ ทีมคลี่คลายคดีหนักใจ ยังจับมือปืนไม่ได้
อย่างไรก็ดี มีข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากแหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดีว่า การที่ยังไม่ได้ตัวมือปืน ซึ่งน่าจะมีถึง 2 คน และยังเป็นอดีตทหารด้วย ทำให้คณะทำงานมีความกังวลว่า อาจมีปัญหาในการพิสูจน์ความผิด และแจกแจงแผนประทุษกรรมในชั้นศาล
เนื่องจากคดีนี้ หากทีมปฏิบัติการลงมือแล้วประสบความสำเร็จ คือเป้าหมายเสียชีวิต จะมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่เมื่อเป้าหมายไม่เสียชีวิต ทำให้มีความผิดฐานพยายามฆ่า ซึ่งตัวการต้องรับโทษสองในสาม ก็ยังเป็นอัตราโทษที่สูงอยู่ ฉะนั้นการสำนวนการสอบสวนและการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลจะต้องปราศจากข้อสงสัย
โดยปกติคดีลอบสังหารบุคคล สำนวนคดีจะมีน้ำหนักเมื่อได้ตัวมือปืน และติดตามอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุได้ เพราะจะสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงและแผนประทุษกรรมได้ทั้งหมด โดยมีหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันอย่างหนักแน่น แต่หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป เช่น จับมือปืนไม่ได้ หรือไม่ได้ปืนของกลาง ผู้ต้องหาที่เหลือก็จะมีช่องทางต่อสู้ได้มากขึ้น และอาจไม่ยอมรับสารภาพ ทำให้พนักงานสอบสวนต้องหาหลักฐานหรือพยานแวดล้อมให้มากพอเพื่อยืนยันการกระทำความผิด ซึ่งจะเป็นเรื่องยากมาก
โดยเฉพาะการสาวให้ถึงตัวผู้บงการ หรือผู้ใช้ ผู้จ้างวาน เพราะโดยมากจะมีการตัดตอน หรือ คัตเอาต์ ไม่ให้มีหลักฐานสาวไปถึงอยู่แล้ว ฉะนั้นการจะมีหลักฐานมัดตัวผู้บงการได้ ส่วนใหญ่ต้องอาศัยคำรับสารภาพหรือคำซัดทอดจากมือปืน คนรับงาน หรือคนชี้เป้าเท่านั้น
เหตุนี้เองหากตามจับมือปืนไม่ได้ การต่อจิ๊กซอว์พฤติการณ์การกระทำความผิด อาจขาดข้อมูลสำคัญไป จนส่งผลกระทบกับภาพรวมของคดีได้
@@ นายกฯส่งสัญญาณ หลังสงกรานต์ล่องใต้ไล่บี้คดี
มีรายงานด้วยว่า หลังจาก สส.พรรคประชาชาติ มีการนำประเด็นลอบสังหาร สส.กมลศักดิ์ ไปอภิปรายในสภา และแถลงที่อาคารรัฐสภา เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งมีสถานะเป็น ผอ.รมน. (ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร) โดยตำแหน่ง ส่งสัญญาณให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะ กอ.รมน. จริงจังกับคดีนี้ เนื่องจากมีการนำรถในราชการของ กอ.รมน.ไปใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุและหลบหนีนั้น
ปรากฏว่าล่าสุดมีการยืนยันจากคนในรัฐบาลแล้วว่า นายกฯอนุทิน จะลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงปลายสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งรัดคดี และจะถือโอกาสตรวจเยี่ยมหน่วย และมอบนโยบายดับไฟใต้ในฐานะ รมว.มหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลกองอาสารักษาดินแดน หรือ อส.ด้วย เพราะ อส.เป็นกำลังหลักของฝ่ายปกครองในการดูแลความปลอดภัยพื้นที่ และมีแผนรับช่วงต่อการดูแลพื้นที่จากทหาร ในปีงบประมาณ 2570
