
คดียิงถล่มรถ สส.กมลศักดิ์ ไร้เงา “แม่ทัพ – ผู้ว่านราฯ” ร่วมแถลงความคืบหน้า มีแต่ผู้การสืบฯ ยันผู้ต้องหาทั้ง 5 มีหลักฐานเอาผิดแน่นหนา ดิ้นไม่หลุดแน่ แต่ยอมรับยังไม่เปิดปากซัดทอดผู้บงการ พบ “สมพร - อดีตนาวิกฯ” เคยโดนคดีจ้างวานฆ่าปี 57 แต่ศาลยกฟ้อง ส่วนกรณียืมรถหลวงไปยิงผู้แทนฯ เป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว ยังไม่ชัดคนในหน่วยเกี่ยวข้องคดี ด้าน กอ.รมน.ภาค 4 ยันไม่ปกป้อง ลั่นคนให้ยืมมีโทษทั้งวินัยและอาญา
เมื่อเวลา 13.30 น.วันจันทร์ที่ 6 เม.ย.69 ณ ห้องประชุมยะลารวมใจ ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จังหวัดยะลา ได้มีการจัดแถลงข่าวคดีสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นำโดย พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 (ผบช.ภ.9) ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบ.กกล.ตร.จชต.) พร้อมด้วย นายก้องสกุล จันทราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, นายนันทพงศ์ สุวรรณรัตน์ รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.), พล.ต.เฉลิมพงค์ คงบัว เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ลธ.รมน. ภาค 4 สน.) และ พล.ต.ต.ชุมพล ศักดิ์สุรีย์มงคล ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบก.สส.จชต.)
เป็นที่น่าสังเกตว่า การแถลงครั้งนี้ ไม่มี พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้บังคับบัญชาระดับสูงสุดของพื้นที่ และผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เจ้าของพื้นที่เกิดเหตุ และในฐานะ ผอ.รมน.นราธิวาส มาร่วมแถลงด้วย ทั้งๆ ที่เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง โดยเฉพาะการหยิบยืมรถของ กอ.รมน.นราธิวาส ไปใช้เป็นพาหนะยิง สส.
@@ ผู้ต้องหายังปิดปาก - ไม่ซัดทอดผู้บงการ

พล.ต.ท.ปิยะวัฒน์ กล่าวเป็นคนแรกว่า พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ตัดประเด็นใดทิ้ง ทั้งเรื่องบทบาทความเป็นนักการเมือง พฤติการณ์การเป็นทนายความที่เคยให้ความช่วยเหลือทางคดีกับบางคนบางกลุ่ม หรือแม้แต่เรื่องส่วนตัว
“ถ้าจะบอกว่าไม่เกี่ยวกับความเป็นนักการเมือง มันก็ตอบลำบาก แต่ทั้งหมดอยู่ที่พยานหลักฐานสนับสนุน เรายืนยันว่ามูลฐานความผิดพยายามฆ่านั้น มีหมายจับชัดเจน แต่ที่เหนือจากนั้น (ผู้บงการ) ยังอยู่ในกระบวนการ เพราะผู้ต้องหายังไม่ให้การในวันนี้ ขอเวลาอีกนิดข้อเท็จจริงจะปรากฏ” ผบช.ภ.9 ระบุ
@@ แบ่งทีมเฝ้าจุด-สะกดรอย-ถล่มยิง-นำรถไปซ่อน
ด้าน พล.ต.ต.ชุมพล ให้รายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการสืบสวน จนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา 5 ราย และการขยายผลถึงเบื้องหลังการวางแผนอย่างเป็นระบบ
โดยจากการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน โดยแบ่งหน้าที่กันทำอย่างชัดเจน ตั้งแต่ส่วนการเฝ้าจุด การจัดหาอาวุธ และการทำลายหลักฐาน ทีมดูต้นทางไปเฝ้าเป้าหมายที่สนามบินหาดใหญ่ตั้งแต่เวลา 15.00 น. โดยสันนิษฐานว่า สส. จะเดินทางกลับพื้นที่ในช่วงเทศกาลฮารีรายอ เมื่อพบเป้าหมายจึงส่งสัญญาณให้ทีมสะกดรอยติดตามรถของ สส. กลับมาจนถึงพื้นที่เป้าหมาย
“ทีมยิงจอดรถรออยู่ที่บริเวณใกล้กับบ้านของ สส. ห่างออกไปประมาณ 3-4 กิโลเมตร เมื่อรถของ สส. เดินทางมาถึง ทีมคนร้ายได้ขับรถแซงและวนกลับมาดูอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ก่อนจะสลับตัวให้คนขับรถที่ดูต้นทางจากหาดใหญ่มารับหน้าที่ขับรถให้กับมือปืน เพื่อทำการลอบยิง และหลังก่อเหตุกลุ่มคนร้ายได้นำรถที่ใช้ในการกระทำความผิดไปทิ้งไว้ในพื้นที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ก่อนจะมีการรื้อชิ้นส่วนรถ (ชำแหละ) เพื่อหวังทำลายหลักฐานไม่ให้เจ้าหน้าที่ติดตามได้”
@@ ไม่หวั่นปากแข็ง - หลักฐานมัดแน่น 100%

พล.ต.ต.ชุมพล ยืนยันว่า แม้ผู้ต้องหาบางรายจะยังให้การปฏิเสธ แต่ชุดสืบสวนมีหลักฐานที่แน่นหนามาก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงพยานหลักฐาน กล้องวงจรปิด ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่สนามบินไปจนถึงจุดทิ้งรถ รวมถึงอาวุธปืนซึ่งตำรวจตรวจยึดปืนที่ใช้ก่อเหตุและปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุ ผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเป็นกระบอกเดียวกัน พยานวัตถุ การพิสูจน์ทราบซากรถที่ถูกชำแหละในพื้นที่ อ.ตากใบ ทั้งหมดครบถ้วนสมบูรณ์
“หลักฐานพวกนี้ยืนยันได้ว่าคนกลุ่มนี้กระทำความผิด หลักฐานแน่นหนา 100 เปอร์เซ็นต์” พล.ต.ต.ชุมพล ระบุ
@@ “สมพร - อดีตนาวิกฯ” เคยโดนคดีจ้างวานฆ่า
สำหรับการออกหมายจับผู้ต้องหา 5 ราย ปัจจุบันควบคุมตัวได้แล้ว 3 ราย และอยู่ระหว่างหลบหนีอีก 2 ราย (รวมมือปืน) โดยตัวละครสำคัญที่เจ้าหน้าที่จับตาคือ นายสมพร ลังเดช ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ประสานงานและจัดหาอาวุธปืน
จากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังพบว่า นายสมพร เคยถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2557 ในข้อหาจ้างวานฆ่าผู้อื่น และอำพรางศพ ในพื้นที่รังสิต จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ชานกรุงเทพฯ แต่ในคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว
สำหรับในคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ ครั้งนี้ นายสมพรยังคงให้การปฏิเสธ ทำให้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า “ผู้บงการ” ที่อยู่เบื้องหลังจริงๆ คือใคร
@@ ให้ยืมรถเป็นสัมพันธ์ส่วนตัว ยังไม่ชัดโยงคนในราชการ
ส่วนประเด็นที่น่าสนใจและถูกตั้งคำถามอย่างมาก คือ “รถยนต์” ที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งเป็นรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า แบบสี่ประตู สีขาว มีรายงานว่าเป็นรถที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานความมั่นคง คือเป็นรถในราชการของ กอ.รมน.นราธิวาส พล.ต.ต.ชุมพล อธิบายประเด็นนี้ว่า จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าผู้ต้องหามีความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ และมักจะยืมรถไปใช้เป็นประจำ
“จากการสืบสวน รถที่เอามาใช้ พยานหลักฐานยังไม่มีการยืนยันว่าคนที่ให้ยืมนั้นรู้เห็นเกี่ยวข้องหรือไม่ เหมือนคนในวงการสื่อมวลชนที่สนิทกัน ยืมรถกันใช้ประจำ แล้ววันดีคืนดีเพื่อนเอาไปใช้ก่อเหตุ เราก็ยังตอบไม่ได้ว่าคนให้ยืม เกี่ยวข้องไหม”
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของระเบียบการเบิกจ่ายรถ และความผิดพลาดในการควบคุมดูแลทรัพย์สินของทางราชการ พล.ต.ต.ชุมพล ระบุว่า เป็นหน้าที่ของ กอ.รมน. ที่จะต้องไปดำเนินการตรวจสอบภายในต่อไป
@@ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ยันไม่ปกป้อง มีโทษทั้งวินัย - อาญา

พล.ต.เฉลิมพงค์ คงบัว เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ชี้แจงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐสังกัด นำรถยนต์ของทางราชการไปให้ผู้อื่นยืม และถูกใช้ในการกระทำความผิดว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการสอบสวนอย่างเร่งด่วน โดยทางกองทัพมีจุดยืนชัดเจนในการดำเนินการตามระเบียบและกฎหมาย
ทั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้มอบนโยบายและสั่งการเพิ่มเติมในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด คือ “การไม่ปกป้องผู้กระทำความผิด” และพร้อมให้ความร่วมมือกับกลไกตรวจสอบตามกฎหมายทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชน
“ขอให้มั่นใจในการดำเนินการต่อผู้กระทำความผิด เพราะโดยปกติหากเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จะต้องถูกดำเนินการทั้งคดีอาญาและวินัยควบคู่กันไป โดยในส่วนของคดีอาญานั้น เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อลงโทษตามกฎหมาย” เลขาธิการ กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุ
@@ ให้ยืมรถหลวงไปก่อเหตุ ฝ่าฝืนระเบียบ ผิดอาญาแผ่นดิน
สำหรับประเด็นการนำรถราชการไปให้บุคคลอื่นยืมใช้นั้น พล.ต.เฉลิมพงค์ ชี้แจงย้ำว่า มีระเบียบกำกับชัดเจน หากทำผิดระเบียบ ก็จะมีความผิดทางกฎหมายด้วย การนำรถไปก่อเหตุถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ระเบียบการใช้รถ มีข้อบังคับชัดเจนเรื่องการขออนุญาต และต้องมีใบอนุญาตใช้รถตามลำดับชั้น
“กรณีนี้ยังไงก็ผิดแน่นอน เพราะเป็นการฝ่าฝืนระเบียบการใช้รถของทางราชการที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอยู่แล้ว”
เมื่อถามถึงสาเหตุที่ทำให้รถของราชการถูกนำไปใช้ผิดกฎหมาย พล.ต.เฉลิมพงค์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว โดยผู้ก่อเหตุอาศัยความสนิทสนมกับเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ดูแลรถ
“ข้อมูลจากการสอบสวนพบว่ามีช่องว่างเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเพื่อนสนิทกัน มีการเข้าออกพื้นที่เป็นประจำ จนเกิดความไว้วางใจและขอยืมรถกันไป แต่ในครั้งนี้กลับมีการนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งทางหน่วยงานจะนำกรณีนี้มาเป็นบทเรียนเพื่ออุดช่องว่างและเพิ่มมาตรการกวดขันการใช้ทรัพย์สินของทางราชการให้เข้มงวดมากกว่าเดิม” พล.ต.เฉลิมพงค์ กล่าวทิ้งท้าย
