
ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นผลพวง หรือ “อาการ” ของความขัดแย้ง ทั้งในมิติการเมือง ความยุติธรรม และแรงกดทับทางวัฒนธรรม ยังคงอยู่ในสถานะไร้ทางออก
ทั้งๆ ที่ปัญหายืดเยื้อมานานเกือบ 23 ปี หากนับจากวันเสียงปืนแตก จากเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งมโหฬาร เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547
ทั้งๆ ที่สถานการณ์และความขัดแย้งในจุดอื่นๆ ของโลก ที่เรียกว่า hot spot ในห้วงเวลาใกล้เคียงกัน คลี่คลายไปตามลำดับ ซึ่งมีทั้งบวกและลบ
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง ทบทวนสถานการณ์ในพื้นที่ขัดแย้งสำคัญๆ ของโลก แล้วย้อนมองมาที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย พร้อมสรุปข้อสังเกต และบทเรียนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
@@ ชวนคิดเรื่องภาคใต้ @@
...ในหลายปีที่ต้องติดตามสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไทย ทำให้ผมต้องหันไปสนใจปัญหาสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบที่กองทัพของฝ่ายตะวันตกต้องเข้าไปต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นในอัฟกานิสถาน หรือในอิรัก
สงครามใน 2 สนามรบดังกล่าว อยู่ในระนาบเวลาเดียวกับการก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดของไทย และมีความเป็น “สงครามก่อความไม่สงบ” ไม่แตกต่างกัน แม้จะมีความแตกต่างในเรื่องของประเด็นและต้นรากของปัญหาก็ตาม
กระนั้น ก็มีบางประเด็นจากสนามรบในอิรักและในอัฟกานิสถานที่ชวนให้เราอาจต้องนำมาเป็นข้อพิจารณาในภาคใต้ไทยได้บ้าง
@@ ยุทธศาสตร์ของข้าศึก @@
หากพิจารณาในบริบทของสงครามก่อความไม่สงบแล้ว ไม่ว่าสงครามนี้จะเกิดที่ใดในเวทีโลก จะเห็นถึงลักษณะที่ชัดเจนคือ สงครามระหว่าง “รัฐกับฝ่ายต่อต้าน” และฝ่ายต่อต้านเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงการมีความเห็นต่างทางการเมือง หรือเป็นพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามในสภา แต่มีความหมายถึง การเป็น “ฝ่ายต่อต้านที่ติดอาวุธ” และทำสงครามกับรัฐ
สงครามอิรักและอัฟกานิสถานจึงเป็น “สงครามก่อความไม่สงบในยุคศตวรรษที่ 21” เหมือนกับที่เราเห็นสงครามเวียดนามของสหรัฐฯ และสงครามอัฟกานิสถานของสหภาพโซเวียต เป็นตัวแทนของสงครามก่อความไม่สงบในศตวรรษที่ 20
การเป็นฝ่ายต่อต้านย่อมมีสถานะทางการทหารที่ต่ำกว่ารัฐเสมอ และอาจจะต่ำกว่าอย่างมาก แต่พวกเขาก็มีความได้เปรียบในมิติอื่นๆ เช่น การควบคุมคนในพื้นที่ ความชำนาญในการใช้พื้นที่ไม่ว่าจะเพื่อการหลบซ่อน การหลบหนี และที่สำคัญคือ การซุ่มโจมตี เป็นต้น
นอกจากนี้ สงครามชนิดนี้ไม่มีแนวรบ ไม่มีหลักการแบบตายตัว แต่มักอาศัยความได้เปรียบที่เกิดขึ้นในการหาประโยชน์ทั้งทางการเมืองและการทหาร การทำสงครามเช่นนี้จึงต้องพึ่งพิงอย่างมากกับการขยายแนวร่วมและการจัดตั้งมวลชน ซึ่งปัจจัยใน 2 ประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างมาก
ดังนั้น ในทางการเมือง จึงอาจกล่าวเป็นข้อสรุปทางยุทธศาสตร์ได้ว่า “ไม่มีแนวร่วม ไม่มีสงคราม” และในอีกด้านคือ “ไม่มีมวลชน ไม่มีกองกำลัง”
หรือกล่าวเป็นข้อคิดในทางกลับกันสำหรับการต่อต้านการก่อความไม่สงบได้ว่า “หากไม่มีมวลชน ไม่มีแนวร่วม สงครามจบ”
@@ ระเบิดแสวงเครื่อง @@
ดังได้กล่าวแล้วว่า ฝ่ายก่อความไม่สงบไม่มีขีดความสามารถทางทหารที่เหนือกว่าฝ่ายรัฐ หากแต่พวกเขามักเรียนรู้ที่จะประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว
และหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญสำหรับฝ่ายก่อความไม่สงบทั่วโลกคือ การประกอบ “ระเบิดแสวงเครื่อง” (IED)
เราอาจจะคิดว่าระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบขึ้นเองนั้น ไม่มีอำนาจการทำลายล้างสูง แต่ในโลกปัจจุบันที่เทคโนโลยีในการทำดินระเบิดมีความก้าวหน้า จึงทำให้ระเบิดแสวงเครื่องเป็น “อำนาจการทำลายล้าง” ที่น่ากลัว
เพราะในสงครามอิรักและอัฟกานิสถานนั้น ระเบิดชนิดนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกองทัพพันธมิตรตะวันตก แต่ยังทำให้เป็นปัญหาทางการเมืองกับรัฐบาลตะวันตกอย่างมากด้วย
หรืออาจกล่าวจากบทเรียนในอิรักและในอัฟกานิสถานได้ว่า “ระเบิดแสวงเครื่อง” คือ พลังอำนาจทางทหารของฝ่ายก่อความไม่สงบ
ดังนั้น ถ้าเปรียบเล่นๆ แล้ว เราอาจกล่าวได้ว่า ระเบิดแสวงเครื่องเป็นดัง “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ของฝ่ายต่อต้าน เพราะสร้างให้เกิดผลสะเทือนทางการเมืองอย่างมาก ซึ่งในภาคใต้ไทยก็เป็นไปในลักษณะเช่นนั้นด้วย การวางระเบิดของกลุ่ม BRN ยังเป็นปัญหาของฝ่ายรัฐที่ยังไม่สามารถควบคุมได้จริง
ผลอย่างสำคัญในประเด็นนี้คือ การใช้ระเบิดแสวงเครื่องกลายเป็น “อำนาจต่อรอง” ทางการเมืองที่สำคัญของกลุ่มก่อความไม่สงบในไทย
@@ อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ @@
เทคโนโลยีที่ช่วยในการทำสงครามของฝ่ายก่อความไม่สงบอย่างมีนัยสำคัญอีกส่วนคือ เทคโนโลยีของระบบสื่อสารสมัยใหม่คือ “อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ”
ซึ่งใน 2 ส่วนนี้ มีส่วนอย่างมากในการช่วยการทำสงครามของฝ่ายก่อความไม่สงบ และเป็นเทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในสังคมพลเรือนทั่วไป ไม่ใช่เทคโนโลยีทหารในระดับสูงแต่อย่างใด
สำหรับฝ่ายรัฐ ต่อให้มีเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงเพียงใด ก็ใช่จะสามารถใช้ในสงครามเช่นนี้ได้ และกลับเป็นข้อจำกัดในตัวเอง
บทเรียนของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะในอิรัก หรือในอัฟกานิสถาน แสดงให้เห็นประเด็นนี้อย่างชัดเจน แต่ในทางกลับกัน อินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือกลับกลายเป็นอุปกรณ์ที่สร้างผลกระทบทางยุทธศาสตร์อย่างมากในอิรักและอัฟกานิสถาน
อินเทอร์เน็ตใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ เผยแพร่ข้อมูลโจมตีรัฐ การแสวงหาสมาชิกและความสนับสนุนจากแนวร่วม เช่นที่โทรศัพท์มือถือใช้ในการติดต่อประสานงานทางทหาร การจุดระเบิด เป็นต้น ซึ่งในกรณีของไทยก็ไม่ได้แตกต่างกัน
@@ ความท้าทาย @@
โจทย์ชุดนี้กำลังเป็นความท้าทายอย่างมาก ทั้งในระดับรัฐบาล และในระดับของฝ่ายทหาร โดยเฉพาะในการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบทางทหารในระดับกองทัพภาค ที่ดูจะทำให้เกิดความหวังมากขึ้น เพราะฝ่ายรัฐยังมีโอกาสของการเรียนรู้และการปรับตัวในสงครามเสมอ
แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนในตัวเองว่า ฝ่ายทหารมีเวลาเหลือให้ “ทำผิด” แบบเก่าๆ ไม่มากแล้ว
และบทเรียนของ “ความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์” ของผู้นำในระดับกองทัพภาคในปีที่ผ่านมา เป็นอีกครั้งของ “เวลาที่หายไป” ในการแก้ปัญหาภาคใต้ไทยที่ไม่สมควรเกิดอย่างยิ่ง …
ถ้าเป็นกองทัพสหรัฐฯ ในอิรักหรือในอัฟกานิสถาน เราคงได้เห็นนายทหารระดับสูงบางคนถูกปลดออกจากตำแหน่งไปแล้ว
สิ่งที่ฝ่ายก่อความไม่สงบฝากมาขอบคุณเสมอคือ รัฐไทยทั้งระดับรัฐบาลและกองทัพเสียเวลาด้วยการทำผิดทางยุทธศาสตร์ไม่จบ … ไม่สิ้น
กระนั้น เราก็คงยังต้องมีความหวังเสมอ เพราะเจ้าหน้าที่หลายส่วนหลายนาย ยังคงทำหน้าที่ด้วยความเสียสละไม่หยุด !
