
ใครจะเชื่อว่า รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เข้ามามีอำนาจได้อย่างเหลือเชื่อจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ชุดประวัติศาสตร์การเมืองไทย สู่พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอย่างท่วมท้น
ถึงวันนี้กำลังถูกตั้งคำถามจากสถานการณ์เดียวกันที่เคยส่งพวกเขาเข้าทำเนียบรัฐบาล
โดยเฉพาะทันทีที่ยกเลิก MoU 2544
เพราะแทนที่จะทำให้ฝ่ายเราได้หายใจหายคอ ปรากฏว่ากัมพูชาเล่นเกมเร็ว ยิ่งกว่า “หายใจรดต้นคอ” ด้วยการลากไทยเข้า “กระบวนการประนอมภาคบังคับ” แทบจะเบ็ดเสร็จแล้ว
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์เรื่องนี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ ทั้งในแง่มุมความรู้สึกวิตกกังวล แง่มุมกฎหมาย แง่มุมนโยบาย และแง่มุมเกมการเมืองระห่วางประเทศ
@@ สถานการณ์หลังเลิก MoU !
ในช่วงเวลาเช่นนี้ หนึ่งในข่าวสำคัญของสังคมไทยที่หลายฝ่ายกังวล และได้เกิดขึ้นจริงคือ การที่ประเทศไทยอาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายทะเล หรือ “UNCLOS” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นผลจากการเลิกบันทึกความเข้าใจไทย-กัมพูชา ฉบับปี 2544 หรือ “MoU 2544”
แต่ในด้านหนึ่ง ก็เป็นความประสงค์ของฝ่ายไทยเองที่ประกาศมาโดยตลอดว่า รัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกุล ต้องการยกเลิก MoU นี้ และใช้กรอบของ UNCLOS ในการแก้ปัญหาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการอยู่กับกติกาเดิม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้สิ่งที่จะเกิดตามมาอันเป็นผลของการยกเลิก MoU 44 อย่างมีนัยสำคัญนั้น เป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างมากในอนาคต ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการยกเลิกบันทึกความเข้าใจร่วมใน 2 ประเด็นหลัก ดังนี้
1.กลไกใหม่
เราคงต้องยอมรับว่า MoU ทั้ง 2 ฉบับที่ไทยทำกับกัมพูชาในปี 2543 และ 2544 นั้น เป็นการสร้าง “กลไกทวิภาคี” ในตัวเอง ที่หากเกิดปัญหาและ/หรือข้อพิพาทขึ้นแล้ว รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศมีกรอบกำหนดว่า ควรจะดำเนินการอย่างไรในการแก้ปัญหา
ดังนั้นการยกเลิกบันทึกปี 44 จึงเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่า เราไม่สนใจกลไกทวิภาคีอีกแล้ว ทั้งที่ในทางการทูตนั้น ทวิภาคีเป็นกลไกพื้นฐานในเบื้องต้น และการแสดงท่าทีในแบบที่ต้องการเลิก MoU จึงมีนัยถึงการที่รัฐบาลไทยจะไม่ใช้กลไกทวิภาคีอีกต่อไป
การประกาศดังกล่าวจึงกลายเป็นช่องทางในตัวเองให้ฝ่ายกัมพูชาเดินเกมการเมืองระหว่างประเทศ ด้วยการยื่นร้องขอต่อสหประชาชาติ เพื่อทำให้ไทยต้องถูกกำหนดให้เข้าไปอยู่ในกลไกของ “การประนีประนอมภาคบังคับ” หรือ “การไกล่เกลี่ยภาคบังคับ” (Compulsory Conciliation) ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS
วันนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศไทยได้กล่าวหาว่า ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมที่จะเจรจาแบบทวิภาคีก่อน และกดดันให้ไทยต้องเข้าสู่เงื่อนไขของภาคบังคับอย่างไม่แฟร์
แม้ผลของการไกล่เกลี่ยจะไม่ผูดมัดรัฐคู่ภาคีในทางกฎหมาย แต่ก็เสมือนฝ่ายไทยไม่ยอมอ่านการเดินเกมของกัมพูชาในตอนต้น
แต่ในทางกลับกัน หากดูจากการแสดงท่าทีของผู้นำไทยทั้งระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศแล้ว คาดเดาได้ไม่ยากว่า กัมพูชาจะเดินไปในทิศทางที่ไม่รับการเจรจาทวิภาคีแน่นอน
อีกทั้ง ถ้าเราเห็นการตอบโต้ในเวทีทางการทูตแล้ว “ตัวแบบ” จากการต่อสู้ระหว่างติมอร์กับออสเตรเลียในกระบวนนี้ และติมอร์เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ ก็น่าจะเป็นสัญญาณเตือนฝ่ายไทยถึงการต่อสู้ด้วย “ตัวแบบ” นี้
ปัญหาของฝ่ายไทยในปัจจุบันเมื่อกลไกทวิภาคีในเรื่องทางทะเลได้ยุติไปแล้ว ดังนั้นจากนี้...ไทยจะเตรียมตัวอย่างไรกับการต่อสู้ในเวทีพหุภาคี การนั่งบ่น (ด่า) ด้วยความรู้สึกโกรธที่กัมพูชาไม่ยอมคุยทวิภาคีกับเรา ก่อนที่ไปใช้กลไกประนีประนอมภาคบังคับ อาจจะไม่ช่วยอะไรได้มากนัก
ในภาวะเช่นนี้ ผู้นำไทยต้องตอบคำถามเฉพาะหน้าให้ได้ว่า ใครจะเป็นคนที่รัฐบาลไทยเลือกเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของไทยในคณะผู้ไกล่เกลี่ย และหลังจากการตั้ง “คณะผู้ไกล่เกลี่ย” แล้ว ประมาณว่ากระบวนการนี้จะใช้เวลาราว 12 เดือน ซึ่งถ้าทุกอย่างเดินไปในทิศทางเช่นนี้ เราจะรับทราบผลการไกล่เกลี่ยก่อนปลายปี 2570
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของบางกลุ่มที่เชื่อว่า ไทยจะต้องไม่รับกลไกนี้ และจะรับเฉพาะกับการคุยทวิภาคีเท่านั้น ซึ่งตอบในปัจจุบันได้ว่า “เป็นไปได้ยากแล้ว” เพราะเราไปละทิ้งกลไกเดิมไปก่อนแล้ว อันทำให้ทางเลือกในอนาคตมีเพียงประการเดียวคือ การเตรียมคน เตรียมข้อมูล และเตรียมความเข้าใจในการเผชิญกับกลไกใหม่ของ UNCLOS ในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ
การเตรียมเช่นนี้เพื่อที่จะไม่ให้เกิดผลตอบแทนที่ต่ำกว่าสิ่งที่ดำรงอยู่ในภาวะที่มี MoU 2544 เพราะหากผลที่เกิดในอนาคตอยู่ต่ำกว่าที่เป็นอยู่ก่อนมี MoU ก็อาจจะมีคำถามตามมาว่า แล้วใครจะเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น ซึ่งหวังว่าก่อนปลายปี 2570 เราคงได้ทราบผลในเรื่องนี้ (ไม่นานเกินรอ!)
2.กติกาผลประโยชน์ใหม่
สิ่งที่สิ้นสภาพตามไปกับคำประกาศในการยกเลิก MoU 44 คือ การสิ้นสุดขอบการผูกโยงประเด็นสำคัญ 2 เรื่องไว้ด้วยกันคือ “การพัฒนาร่วมทางทะเล” กับ “การแบ่งเขตทางทะเล” ซึ่งบันทึกเดิมได้ผูกทั้ง 2 เรื่องนี้เข้าด้วยกัน จะแยกทำเรื่องหนึ่งเรื่องใดไม่ได้ หรือเกิดภาวะบังคับให้ต้องทำคู่ขนานในแบบ “2ขา”
แต่ก็เป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่า ทั้ง 2 ประเทศมีมุมมองที่แตกต่างกัน คือ ฝ่ายกัมพูชาต้องการการแสวงหารายได้จากการให้สิทธิสัมปทานในเรื่องของน้ำมันและแก๊สธรรมชาติก่อน แต่ฝ่ายไทยมีความกังวลในเรื่องของการกำหนดเส้นเขตแดนทางทะเลก่อน
การผูกทั้ง 2 เรื่องเข้าด้วยกันเช่นนี้ ทำให้ฝ่ายไทยอาศัยความต้องการทางเศรษฐกิจของกัมพูชา มาเป็นตัวผลักดันให้กัมพูชาต้องสนใจในเรื่องของเส้นเขตแดนด้วย อีกทั้งการผูกในลักษณะเช่นนี้ในส่วนของฝ่ายไทยเองคือ การป้องกันไม่ให้ “กลุ่มเศรษฐกิจการเมืองไทย” เข้ามาแสวงหาประโยชน์ด้านพลังงาน โดยไม่ยอมทำในเรื่องของเส้นเขตแดน
การที่กลุ่มเหล่านี้สามารถมาหาผลตอบแทนจากน้ำมันและแก๊สธรรมชาติในอ่าวไทย โดยไม่สนใจกับปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลนั้น เป็นสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ในบริบทของการเมืองไทยที่กลุ่มทุนมีอำนาจและอิทธิพลอย่างมาก ซึ่งการเลือกทำเช่นนั้น อาจทำให้อำนาจการต่อรองทางการเมืองของรัฐบาลไทยลดลง
ดังนั้นในมิติของเงื่อนไขของความตกลง การตัดสินใจเลิก MoU 44 คือ การ “รื้อทิ้ง” กติกาเดิม และการเดินหน้าไปกับ UNCLOS จึงเป็นการเปิดช่องให้เกิด “กติกาใหม่” ที่สามารถทำขาเดียวได้ อันจะเป็นเงื่อนไขให้กลุ่มทุนทั้งหลายสามารถเข้ามาแสวงประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและแก๊สธรรมชาติได้ง่าย และไม่มีผลผูกพันกับการทำเส้นเขตแดนทะเลในแบบเงื่อนไขเดิมอีกต่อไป หรือเกิด “ความสนใจด้านเดียว” เฉพาะเรื่องทรัพยากร
ฉะนั้น จึงน่าสนใจอย่างมากว่า ใครจะเข้ามาเป็นผู้รับสัมปทานในพื้นที่ข้อพิพาทนี้ในอนาคต การรื้อกติกาเก่า จะมีนัยถึงการมาของ “กลุ่มทุนพลังงานใหม่” ใช่หรือไม่ …
หรือว่า ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับว่า ใครจะเป็นรัฐบาลในวันที่อนุมัติสัมปทาน แม้เราจะตอบคำถามไม่ได้ในวันนี้ แต่เราจะเห็นคำตอบนี้ชัดเจนในอนาคตอย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ ก็หวังว่า “ชาตินิยมเลิก MoU” ที่ดึงความสนใจของสังคมให้มาอยู่กับเรื่องเส้นแบ่งเขตทางทะเลอย่างเข้มข้นนั้น จะไม่เป็นเพียงละครการเมืองที่จัดแสดงเพื่อเปิดทางให้แก่ “ทุนใหม่-ผลประโยชน์ใหม่” ทางด้านพลังงานเกิดขึ้นในอ่าวไทยในอนาคต!
