
‘สติธร’ วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง 69 ‘ภูมิใจไทย’มาเหนือ’บ้านใหญ่รวมพลัง-รักชาติฟีเวอร์-3 คนนอกยังเนื้อหอม’ ‘ประชาชน’ มาที่ 2 รักษาคะแนนเดิมไว้ได้ แต่พ่ายเจ้าถิ่นจับมือกัน-อภิสิทธิ์รีเทิร์น ‘เพื่อไทย’ ต่ำร้อยเข้ายุคมืด สังคมไม่เอื้อ ‘กล้าธรรม’ ใช้ยุทธศาสตร์ภูมิใจไทย 66 ไม่สนกระแส ‘ไม่เอาเทา’ มุ่งเน้นพื้นที่เป้าหมาย
การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านไปแล้วเกือบสัปดาห์
แต่ 5-6 วันที่ผ่านไป ความเคลื่อนไหวมูฟไปสู่การจับตาการทำงานของกกต.-สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชนิดเข้มข้นทุกพื้นที่ ซึ่งประเด็นนี้ก็ต้องว่ากันไปที่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย
สิ่งหนึ่งที่เป็นประเด็นในวงสนทนาจะวงเล็กวงใหญ่คือ การมาของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่กวาดที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร (สส.) มากที่สุด ซึ่งอ้างอิงตามการรายงานของไทยพีบีเอส สามารถคำนวณตัวเลขที่นั่ง สส.ได้ 193 ที่นั่ง
ผลักพรรคความหวังใหม่สีส้ม ‘ประชาชน’ ตกเป็นอันดับ 2 กับที่นั่งสส.รวม 118 ที่นั่ง
ส่วนพรรคแบรนด์ประชานิยมออริจินัล ‘พรรคเพื่อไทย’ หล่นลงมาอยู่อันดับ 3 กลายเป็นพรรคต่ำร้อยในที่สุดกับคะแนนเสียง 74 เสียง และที่กำลังหายใจรดต้นคอพรรคสีแดงคือ ‘พรรคกล้าธรรม’ ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่กวาดคะแนนมาได้ถึง 58 เสียง
หลากปรากฎกรณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งการมาถึงของพรรคภูมิใจไทย ทั้งกระแสที่ยังไปไม่ถึงฝั่ง.ของพรรคประชาชน ทั้งความตกต่ำสุดกู่ของพรรคเพื่อไทย และทั้งความเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของพรรคกล้าธรรม
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) สนทนาหลังเกมเลือกตั้งกับ ‘ดร.สติธร ธนานิธิโชติ’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึงหลายๆปรากฎการณ์หลังปิดหีบ
@ภูมิใจไทย: บ้านใหญ่-เลือดรักชาติ พานำชัยชนะ
เริ่มต้นกับพรรคที่ประสบชัยชนะในรอบนี้อย่าง ‘พรรคภูมิใจไทย’ ซึ่งคะแนนอย่างไม่เป็นทางการอยู่ที่ 193 ที่นั่ง ดร.สติธรวิเคราะ์ว่า คะแนนที่ได้ส่วนมากคือมาจากเขตเป็นหลัก โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่คะแนนเขตรอบนี้ถ้าเทียบกับปี 2566 แล้วหายไปถึง 54 เขต ส่วนพรรคภูมิใจไทยถ้าเทียบกับรอบปี 2566ได้คะแนนเขตเพิ่มถึง 106 เขต
นอกจากการพาเหรดเข้าพรรคของบรรดาบ้านใหญ่ตามจังหวัดต่างๆ แล้ว ดร.สติธรกล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่า พรรคมีการวางยุทธวิถีและแก้เกมในประเด็นต่างๆได้ รวมถึงกระแสอุดมการณ์ชาตินิยมที่พรรคได้รับความนิยมจากเหตุการณ์สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และที่ลืมไม่ได้คือ ความนิยมในการดึงเอาคนนอกเข้ามาทำงาน ได้แก่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รอบนี้ต้องถือว่าครบเครื่อง

เมื่อถามว่า หากปัจจัยที่พรรคภูมิใจไทยสามารถดึงกระแสชาตินิยมกลับมาได้ ทำไมเมื่อครั้งการเลือกตั้ง 2562 และ 2566 พรรคที่ชูความรักชาติชัดเจนกว่าอย่างพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติถึงทำไดไม่ดีเท่า ดร.สติธรตอบว่า กระแสความรักชาติรอบนี้มีสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นชัด ทำให้ไปปลุกความรู้สึกร่วมของคนในชาติ รอบปี 2562 กับ 2566 ความรักชาติตอนนั้นไปผูกกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีทั้งคนรักและเกลียด ถือเป็นคนละมิติกัน แต่รอบนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาเอื้อและมีความรุนแรงมาก แรงถึงขนาดทำให้พรรคเพื่อไทยไม่สามารถประคองความเป็นรัฐบาลต่อไปได้ และเอื้อถึงขนาดทำให้พรรคภูมิใจไทยกล้าทิ้งไพ่ยุบสภาด้วย
“กระแสรักชาตินี้สั่งสมมาเรื่อยๆ ไม่ได้เกิดขึ้นประเดี๋ยวประด๋าว และกระแสนี้เข้าทางพรรคภูมิใจไทย กระแสรักชาติในอดีตจะค่อนข้างเป็นลบ และโจมตีคนฝั่งหนึ่ง แต่รอบนี้แม้มีเซนส์นี้บ้างคือ กระแสโจมตีพรรคประชาชนถึงถ้อยคำในอดีต ‘ทหารมีไว้ทำไม?’ แต่รอบนี้มีศัตรูร่วมชัด และคนไทยทุกคนถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กถึงความชาตินิยมนี้มานานแล้ว เมื่อถูกปลุกด้วยปัจจัยนี้ซึ่งชัดเจน มีอริราชศัตรู คนไทยส่วนใหญ่จึงมีอารมณ์ร่วมได้ไม่ยาก การพยายามตอบคำถามของพรรคเพื่อไทยหรือการที่พรรคประชาชนพยายามอธิบายให้เห็นถึงแง่มุมอื่นด้านสิทธิมนุษยชน คนไทยส่วนใหญ่จึงไม่ซื้อ 2 แนวคิดนี้ แต่ซื้อความชัดที่พรรคภูมิใจไทยมีให้มากกว่า” ดร.สติธรวิเคราะห์
ส่วนคนนอกทั้ง 3 คนทีดึงเขามาทำงานนั้น ดร.สติธรมองว่า ทั้ง 3 คนนี้ ต้องยอมรับว่า พรรคภูมิใจไทยรู้จักใช้งาน แถมพอเปิดตัวแล้วทั้ง 3 คนก็ได้รับความนิยมด้วย โดยเฉพาะคุณศุภจีที่กลายเป็นว่า มีกระแสมากที่สุดในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง จากการตอบโต้กับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคประชาชน เช่น นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล เป็นต้น หรือนายสีหศักดิ์ที่ก็เคยขึ้นเวทีดีเบยตอบโต้นายรังสิมันต์ โรมมาแล้ว บวกกับการเคยไปร่วมงานประชุมระดับโลกมาแล้ว คนก็ยิ่งชื่นชอบในบทบาท
เมื่อถามว่า ทำไมพรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการดึงมืออาชพมาทำงาน ทั้งๆที่ในอดีตก็เคยมีพรรคการเมืองที่เอามืออาชีพมา แต่ล้มเหลว ดร.สติธรกล่าวว่า ก่อนตอบคำถม ทุกคนต้องยอมรับก่อนว่า คนไทยชอบมืออาชีพมากกว่านักการเมือง แต่มันอยู่ที่ว่า พอเอามาใช้งานแล้ว คนๆนั้นเป็นของจริงหรือเปล่า? และได้ทำงานจริงๆไหม? อย่างสมัยพล.อ.ประยุทธ์ที่มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจพร้อมทีมงานที่เรียกว่า 4 กุมาร อันประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์, นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ซึ่งตอนนั้นทำงานไปแต่ผลงานไม่ออก คนไทยก็ผิดหวัง
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 3 คนนี้ก็อาจจะประสบชะตากรรมแบบเดียวกับนายสมคิดและ 4 กุมารก็ได้ เพราะทั้ง 3 คน ตอนนี้คนไทยยังชอบอยู่ จริงๆทั้ง 3 คนก็เป็นรัฐมนตรีกันแค่ไม่กี่เดือน หากต้องทำงานยาวๆสัก 6 เดอน ก็ไม่รู้จะมีผลงานจริงหรือไม่

@ประชาชน : คะแนนไม่ลด แต่พ่ายบ้านใหญ่รวมพลัง
มาต่อกันที่พรรคอันดับที่ 2 อย่าง ‘พรรคประชาชน’ ซึ่งรอบนี้ได้คะแยนนเสียงไปเพียง 118 ที่นั่งเท่านั้น จากปี 2566 ที่กวาดไป 151 ที่นั่ง ดร.สติธรมองว่า คะแนนที่หายไปส่วนมากคือ คะแนนจากเขต บวกกับคะแนนบัญชีรายชื่อ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้หายไปจากการรีเทิร์นอีกครั้งของ ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ จากพรรคสีฟ้า-ประชาธิปัตย์
สำหรับคะแนนเขต ดร.สติธรขยายความว่า ต้องยอมรับว่า รอบนี้บ้านใหญ่ไม่ได้แยกกันสู้เมื่อรอบปี 2566 แล้ว แต่รวมกันมาสู้ ซึ่งจริงๆฐานคะแนนนภาพรวมของพรรคประชาชนไม่ได้ลดลง แต่เมื่อบ้านใหญ่ผนึกกำลังกัน ไม่แตกแยก พรรคประชาชนจึงไม่อาจต้านทานได้
“คะแนนดิบของพรรคประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้ชนะ พรรคต้องไปคิดใหม่ว่า จะแก้อย่างไร แต่พรรคไม่เคยคิด คิดแต่จะแก้จุดอ่อนปี 2566 ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ต้องยอมรับว่า รอบนี้หายไปเติมให้ประชาธิปัตย์ รวมถึงการไม่สามารถเจาะเขตภาคอีสานได้ ซึ่งพรรคประชาชนต้องไปคิดโจทย์ในการเจาะพื้นที่ภาคอีสานได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ภูมิใจไทยกับกล้าธรรมไปตี” ดร.สติธรกล่าว

@เพื่อไทย: ช่วงดวงตก รอวันกลับมา
ขณะที่พรรคเพื่อทยที่รอบนี้หล่นมาอยู่อนดับที่ 3 ด้วยที่นั่งรวม 74 ที่นั่ง จากปี 2566 ที่มีที่นั่งรวมถึง 141 ที่นั่ง ดร.สติธรกล่าวว่า ถือเป็นช่วงตกต่ำของพรรคเพื่อไทย รอบนี้บริบทไม่ได้เอื้อพรรคเพื่อไทย ทั้งกระแสชาตินิยม หรือกระแสเสรีนิยมที่พรรคเพื่อไทยไม่เข้ากันกับ 2 กระแส แต่ถ้ารอบหน้ากระแสชาตินิยมผ่านไปแล้ว กระแสพรรคเพือ่ไทยก็อาจจะกลับมาก็ได้
ส่วนความที่พรรคมีภาพลักษณ์ติดกับตระกูลชินวัตรนั้น ดร.สติธรมองว่า ขายไม่ได้ตั้งแต่ปี 2566 แล้ว รอบนี้มีอุบัติเหตุคือ การที่เกิดกระแสคลิปเสียงสมเด็จฮุนเซนกับนางสาวแพทองธาร ชินวัตรและการที่นายทักษิณ ชินวัตร ต้องเข้าเรือนจำ ทำให้แผนที่เคยวางให้พรรคกล้าธรรมไปสู้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่ฐานเสียงสำคัญก็ล่มไป คล้ายๆกรณ๊ที่เคยตั้งพรคคไทยรักษาชาติเมื่อปี 2562 แต่เมื่อไม่ได้ใช้ เพราะผู้นำทางจิตวิญญาณเข้าเรือนจำ ก็ถือว่าผิดแผน
ส่วนการกลับมางาดอีกครั้งของพรรคเพื่อไทย ดร.สติธรมองว่า มี 2 กรณีคือ พรรคภูมิใจไทยแตกจากการที่บ้านใหญ่ไปรวมกันกับ 2. พรรคประชาชนแตกจากการสะสมความผิดหวังของมวลชนภายในพรรค ซึ่งอาจจะต้องรอคนเจนรุ่นถัดไปเลยก็ได้ กว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาอีกครั้ง

@กล้าธรรม: กระแส ‘ไม่เอาเทา’ มีผลแค่ปาร์ตี้ลิสต์
ปิดท้ายที่พรรคกล้าธรรมที่สามารถไต่ขึ้นมาหายใจรดต้นคอพรรคเพื่อไทย กับที่นั่งรวม 58 เสียงนั้น ดร.สติธรวิเคราะห์ว่า รอบนี้พรรคกล้าธรรมใช้ยุทธศาสตร์แบบเดียวกับพรรคภูมิใจไทยปี 2566 คอ เน้นเขต บัญชีรายชื่อก็เอาเท่าที่ไหว
เมื่อถามว่า การที่พรรคกล้าธรรมได้สส.มา 58 ที่นั่ง แสดงให้เห็นว่า กระแส ‘ไม่เอาเทา’ ที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์โหมโรงก่อนหน้านี้ล้มเหลวหรือไม่ ดร.สติธรกล่าวว่า ถ้าสำเร็จพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้คะแนนเยอะกว่านี้ไปแล้ว คนเลือกยังเป็นคนในพื้นที่เป้าหมายอยู่แล้ว
ส่วนพรรคกล้าธรรมจะโตไปมากกว่านี้หรือไม่ ดร.สติธรมองว่า น่าจะไม่ เพราะตอนนี้พรรคที่มีรูปแบบเดียวกันอย่างพรรคภูมิใจไทยโตมากจนไม่มีที่แล้ว ยกเว้นพรรคเพื่อไทยแตกจากผลการเลือกตั้งรอบนี้

นี่คือแนวการวิเคราะห์หลังเกมเลือกตั้งของ 4 พรรคหลักรอบนี้
สนามต่อไปคือ การจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องจับตาดูกันต่อว่า ใครจะจับกับใคร?
แต่ก็ยังดูเบา การจับตาผลการนับคะแนนที่ภาคประชาชนยังจับจ้องไปที่ กกต.อยู่
หลากสถานการณ์ หลายสนามอารมณ์จะจบอย่างไร? คงต้องจับตาดูกันต่อไป

‘ดร.สติธร ธนานิธิโชติ’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา