“…อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยังไม่เห็นการแอคชั่นในการแก้ปัญหาดังกล่าว…”
อาชญากรรมทางไซเบอร์กลายเป็นปัญหาที่ประชาชนคนไทย ทั้งการถูกหลอกลวงจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (ข้ามชาติ) การมอมเมา ผ่านการพนันออนไลน์ จนเกิดความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและเป็นปัญหาสังคมเป็นวงกว้าง
ล่าสุด การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. .... โดยมีสาระสำคัญ จำนวน 5 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 กำหนดความรับผิดชอบร่วมของสถาบันการเงิน เครือข่ายมือถือ และสื่อสังคมออนไลน์ กำหนดให้ผู้บริการมีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น หากไม่ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้
ประเด็นที่ 2 กำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ต้องมีหน้าที่ระงับการใช้งานซิมการ์ดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดทันที
ประเด็นที่ 3 เร่งรัดกระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย เป็นการเพิ่มหน้าที่ให้ธนาคารต้องส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีม้าที่มีการเชื่อมโยงกับการกระทำความผิด ไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้สามารถตรวจสอบและสามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้โดยเร็ว
ประเด็นที่ 4 เป็นการเพิ่มอำนาจการดำเนินการกับแพลตฟอร์มทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด โดยกำหนดแพลตฟอร์มให้ต้องร่วมรับผิดชอบการทำธุรกรรมและการกระทำความผิดที่เกิดขึ้น
ประเด็นที่ 5 การเพิ่มบทกำหนดโทษสำหรับการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ต้องมีบทลงโทษที่เหมาะสม ซึ่งโทษสูงสุด คือ ปรับสูงสุด 5 ล้านบาทต่อ 1 กระทง จำคุกสูงสุด 5 ปี
ทั้งนี้ ภายหลังครม.เห็นชอบแล้ว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตรวจร่างและประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป
สอดรับกับการประชุมคณะกรรมการการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในวันนี้ (29 ม.ค. 68)
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานบอร์ด กฟภ. เปิดเผยกับสำนักข่าวอิศราว่า แม้ว่าวาระการพิจารณาของบอร์ด กฟภ.จะไม่มีเรื่องการยกเลิกสัญญาการขายไฟฟ้าให้กับบริษัทของรัฐกะเหรี่ยง ที่มีชื่อว่า Shwe Myint Thaung Yinn Industry & Manufacturing Company Limited หรือ SMTY ซึ่งได้รับสัมปทานจากประเทศเมียนมาร์ แต่ที่ประชุมจะมีการหยิบยกขึ้นมาหารือ
สำหรับรายชื่อบอร์ด กฟภ. ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย
- นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ประธานกรรมการ
- นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ กรรมการ
- พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ กรรมการ
- นายกรณินทร์ กาญจโนมัย กรรมการ
- นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ กรรมการ
- พลตำรวจโท สำราญ นวลมา กรรมการ
- รองศาสตราจารย์ธีร เจียศิริพงษ์กุล กรรมการ
- นายพนิต ธีรภาพวงศ์ กรรมการ
- นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต กรรมการ
- รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดิลก ภิยโยทัย กรรมการ
- นายสุวิทย์ ธรณินทร์พานิช กรรมการ
- นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมการ
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงษ์ศักดิ์ กีรติวินทกร กรรมการ
- ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช กรรมการ
- นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรรมการและเลขานุการ
อ่านประกอบ : บอร์ด กฟภ. นัด 29 มกราคม ชง ครม. ยกเลิกมติ ขายไฟให้ประเทศเมียนมาร์
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ค้นข้อมูลจากเว็บไซต์มติคณะรัฐมนตรี (https://resolution.soc.go.th/) พบว่า ในสมัยที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการ เรื่อง การปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก มติครม.เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2567 โดยมีเนื้อหา ดังนี้
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอว่า สืบเนื่องจากการตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการปฏิบัติหน้าที่ให้กับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 เกี่ยวกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น ปัญหาการพนันออนไลน์ ปัญหาการหลอกลวงผ่านคอลเซ็นเตอร์ และปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นทำให้ปัญหาดังกล่าวสร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่เศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ต่อเนื่อง และหลากหลายรูปแบบ
จึงขอกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเร่งบูรณาการการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้เกิดผลงานที่เป็นรูปธรรมภายใน 30 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจที่เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ รวมถึงการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องด้วย
ครั้งที่ 2 มติครม.เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 เรื่อง การแก้ปัญหาอาชญากรรมที่ตั้งบริเวณชายแดน โดยมีเนื้อหา ดังนี้
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (๒ เมษายน ๒๕๖๗) กำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเร่งบูรณาการการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น การพนันออนไลน์ การหลอกลวงผ่านคอลเซ็นเตอร์ นั้น เนื่องจากผู้ก่อปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าว รวมถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมจากการผลิตและลักลอบค้ายาเสพติด ส่วนหนึ่งมักตั้งฐานอยู่บริเวณชายแดนและใช้ทรัพยากรของไทย ทั้งไฟฟ้า น้ำประปา และการสื่อสารในการกระทำความผิด
จึงขอให้กระทรวงมหาดไทย (การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการประปาส่วนภูมิภาค) เร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการระงับการให้บริการสาธารณูปโภคข้ามพรมแดน รวมทั้งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการด้านการสื่อสารดำเนินการควบคุมการให้บริการให้อยู่เฉพาะภายในพื้นที่อาณาเขตของประเทศไทยเท่านั้น โดยมิให้มีการปล่อยสัญญาณการสื่อสารข้ามแดนไปยังพื้นที่ของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวข้างต้นเกิดผลเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นต่อไป
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้หน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กปภ.) ที่ยังไม่เห็นการแอคชั่นในการแก้ปัญหาดังกล่าว
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :