'ครม.' เห็นชอบ เปลี่ยน 'เครดิตพอร์ตโฟลิโอ' เป็น 'AI' ซื้อระบบคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนขาดแคลน 1,696 แห่ง 918 ล้าน พร้อมพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน ครอบคลุม 28,834 โรงเรียนทั่วประเทศ เตรียมผู้เรียนสู่ PISA 2029
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า วันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับเปลี่ยนโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ เป็น โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (The Digital Skill & AI Competency Space: Empowering Educations) กรอบวงเงินรวม 1,601.53 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569–2572
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนโครงการดังกล่าวเป็นผลจากการทบทวนรายละเอียดและแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทด้านการศึกษาและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยโครงการเดิมมุ่งพัฒนาระบบดิจิทัลกลางสำหรับให้นักเรียนสะสมหน่วยการเรียนรู้และผลงานในรูปแบบแฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Portfolio เพื่อใช้แสดงทักษะและสมรรถนะของผู้เรียน ขณะที่โครงการที่ปรับใหม่จะมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสมรรถนะด้าน AI ควบคู่กับการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา สำหรับเหตุผลสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงการ มี 3 ประการ ดังนี้
1. การเตรียมความพร้อมผู้เรียนรองรับ PISA 2029 ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ขณะที่การประเมิน PISA 2029 จะดำเนินการด้วยคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ และเพิ่มการประเมินด้านการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ หรือ Media & AI Literacy เป็นครั้งแรก จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะดิจิทัล และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ
2. การลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูลของ สพฐ. พบว่า โรงเรียนในสังกัดมีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนประมาณ 118,307 เครื่อง ใน 12,943 โรงเรียน โดยคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งมีอายุการใช้งานเกินเกณฑ์และมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ขณะที่การจัดสรรงบประมาณตามปกติสามารถรองรับโรงเรียนที่ขอรับการสนับสนุนได้ประมาณร้อยละ 14 ต่อปี ส่งผลให้โรงเรียนบางส่วนต้องรอรับการสนับสนุนเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีจำนวน 1,696 โรงเรียน ที่ยื่นขอรับการสนับสนุนครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน
โครงการใหม่จึงกำหนดการสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทั้ง 1,696 แห่ง วงเงิน 918.41 ล้านบาท ให้ครบภายในปีงบประมาณ 2571 เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา และการทำแบบประเมินก่อนเข้าสู่การประเมิน PISA 2029
3. การเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าของ Generative AI : ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ประเภท Generative AI ส่งผลต่อรูปแบบการเรียนรู้ การทำงาน และทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะด้านการคิด การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันสื่อ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะของตนเองได้อย่างเหมาะสม
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า โครงการที่ปรับใหม่กำหนดการดำเนินงานเป็น 3 ส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ 1. พัฒนาระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้าน AI วงเงิน 462.90 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะด้านดิจิทัลและ AI ผ่านสถานการณ์และบริบทการแก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้ และประเมินสมรรถนะรายบุคคลบนคลังความรู้ที่ผ่านการรับรอง โดยข้อมูลผู้เรียนจะได้รับการประมวลผลภายในประเทศตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
2. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ด้านดิจิทัล วงเงิน 918.41 ล้านบาท สำหรับจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลน 1,696 แห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน และให้นักเรียนมีโอกาสฝึกใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้และการทำแบบประเมินก่อน PISA 2029
3. พัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน วงเงิน 217.53 ล้านบาท มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ พร้อมสร้างวิทยากรแกนนำในทุกเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อขยายการพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI สู่สถานศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง จนถึงการประเมิน PISA 2029
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับขอบเขตการดำเนินงานร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดย สพฐ. รับผิดชอบการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสมรรถนะด้าน AI ของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่กระทรวงการอุดมศึกษาฯ รับผิดชอบการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้าน e-Portfolio สำหรับการสะสมและแสดงผลงานของผู้เรียน
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ทั้งสองระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่าน Single Sign-On การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API และการส่งต่อข้อมูลผู้เรียน (Learner Profile) เพื่อให้การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาระบบ และยังคงสนับสนุนการต่อยอดข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า เมื่อดำเนินโครงการแล้ว ผู้เรียนจะมีระบบสำหรับเรียนรู้และฝึกสมรรถนะด้านการคิด การแก้ปัญหา การบูรณาการความรู้ ทักษะดิจิทัล และการใช้ AI อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง ขณะที่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลน 1,696 แห่ง จะได้รับการสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์ และการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจะขยายครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง เพื่อให้สถานศึกษามีเครื่องมือและกลไกในการพัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
“การปรับโครงการครั้งนี้จึงเป็นการปรับทั้งระบบการเรียนรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาบุคลากรให้สอดรับกับบริบทการศึกษายุคดิจิทัลและ AI โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ PISA 2029 และการเรียนรู้ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์กล่าว

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา