
“…คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) มีข้อสังเกตว่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมิได้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาโดยเร็ว ก็เป็นความบกพร่องหรือความล่าช้าในการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการสงเคราะห์ข้าราชการ ที่ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้าย จนตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการจากการปฏิบัติหน้าที่ได้…”
.........................................
เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เผยแพร่ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การขออนุมัติให้ข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับอันตรายเพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ยังคงรับราชการอยู่ต่อไปตามพระราชบัญญัติสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ พ.ศ.2546 (เรื่องเสร็จที่ 1242/2569)
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอรายละเอียดของ บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาฯ ดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้
@ขอตีความสั่ง‘ตร.’พิการ จากเหตุปฏิบัติหน้าที่ 'คงอยู่รับราชการ’ย้อนหลัง
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) มีหนังสือ ที่ นร 0102/235 ลงวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ถึงสำนักงามคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ ดังนี้
1.เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 ดาบตำรวจ ช. ผู้บังคับหมู่ ปฏิบัติหน้าที่งานป้องกันและปราบปราม สถานีตำรวจภูธรปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ถูกคนร้ายลอบยิงในขณะปฏิบัติหน้าที่ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลศูนย์ยะลา และโรงพยาบาลตำรวจตามลำดับ
แพทย์ผู้ตรวจรักษามีความเห็นว่า แขนช้ายสูญเสียสภาพและสมรรถภาพในการเคลื่อนไหว ข้อศอกซ้ายติดยึด และข้อมือซ้ายทั้งห้านิ้วหงิกงอ ไม่สามารถใช้งานได้ปกติ (พิการ) ระหว่างพักรักษาตัว ดาบตำรวจ ช. ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้ลาป่วย ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2546 ถึงวันที่ 26 เมษายน 2547 เป็นระยะเวลา 120 วัน (84 วันทำการ)
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 ดาบตำรวจ ช. ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ต้นสังกัด โดยผู้บังคับบัญชาได้มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่งานธุรการป้องกันปราบปราม ประจำสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ที่ 411/2547 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547
2.สถานีตำรวจภูธรปะนาเระ มีคำสั่งที่ 420/2568 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวแล้วเห็นว่า ดาบตำรวจ ช. ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้ไปปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ดาบตำรวจ ช. จึงมีบันทึกลงวันที่ 12 มกราคม 2569 แสดงความประสงค์สมัครใจรับราชการต่อไป แต่เนื่องจากระยะเวลาล่วงเลยมานาน สถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ไม่สามารถค้นหาหลักฐานบันทึกประจำวันที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ จึงมีหนังสือ ที่ ตช 0024.(ปน.)12/29 ลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2559
รับรองว่า ดาบตำรวจ ช. ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่งานธุรการป้องกันปราบปรามประจำสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพร่างกาย ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ที่ 411/2547 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547
3.ตำรวจภูธร ภาค 9 มีบันทึกข้อความ ที่ 0024.113(1)/1204 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เสนอสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) พิจารณากรณี ดาบตำรวจ ช. ขอรับการสงเคราะห์ให้คงอยู่รับราชการ ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 กรณีได้รับอันตรายจนเป็นเหตุให้พิการเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
เหตุที่ขอรับการสงเคราะห์ล่าช้า เนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้โยกย้ายเพื่อปรับเปลี่ยนกำลังพลทุกปี ทำให้การรวบรวมเอกสารไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งเหตุการณ์เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน ต่อมาได้ตรวจสอบข้อมูลและประชุมติดตามแล้วพบว่า ดาบตำรวจ ช. ยังได้รับสิทธิไม่ครบถ้วน จึงได้ดำเนินการรวบรวมเอกสารเพื่อขอรับสิทธิดังกล่าว
4.สตช. มีบันทึกข้อความ ที่ ตช 0009.225/1104 ลงวันที่ 30 เมษายน 2569 กราบเรียนนายกรัฐมนตรี ขอให้พิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการต่อไป เนื่องจากได้รับอันตรายจนเป็นเหตุให้พิการ เพราะเหตุปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุจะต้องออกจากราชการตามมาตรา 100 (3) แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547
เพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 4 (2) แห่งกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2547 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยกฎ ก.ตร. ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นข้าราชการตำรวจ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการ
โดยผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่า ดาบตำรวจ ช. ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการอื่นใดที่เหมาะสมได้ จึงมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่งานธุรการป้องกันปราบปราม ประจำสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ประกอบกับดาบตำรวจ ช. สมัครใจคงอยู่รับราชการต่อไป ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ พ.ศ.2546
5.สำนักนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้เป็นการขอรับการสงเคราะห์ให้คงอยู่รับราชการย้อนหลัง ซึ่งกรมบัญชีกลางเคยให้ความเห็นตามหนังสือ ที่ กค 0408.3/6878 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ไว้ว่า
แม้ พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ จะมิได้กำหนดระยะเวลาให้อำนาจของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด พิจารณาให้ข้าราชการที่ทุพพลภาพหรือพิการสามารถรับราชการต่อไปได้ ในลักษณะที่ร่างกายของข้าราชการรายนั้น เข้าข่ายที่จะต้องออกจากราชการแล้ว
นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัด จึงต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว ในการพิจารณาสั่งการโดยเร็วที่สุด ที่จะสามารถกระทำได้ เพื่อให้ข้าราชการรายอื่นมาปฏิบัติราชการในตำแหน่งแทน และข้าราชการที่ทุพพลภาพหรือพิการสามารถไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่อื่นได้
กองกฎหมายและระเบียบกลางได้จัดทำความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณากราบเรียนนายกรัฐมนตรี ผ่านรองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ซึ่งได้รับมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในงานของ สปน. เพื่อพิจารณาสั่งการอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการ ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่กลับมาปฏิบัติราชการ ตามข้อเสนอของ สตช.
6.รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์ ทองศรี) ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ
บัญญัติ ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด อาจสั่งให้ข้าราชการที่ได้รับอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่จนตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการ อันเป็นเหตุต้องออกจากราชการตามกฎหมาย ไปรับราชการในตำแหน่งหน้าที่อื่น หากเห็นว่าข้าราชการผู้นั้นยังอาจปฏิบัติหน้าที่ราชการในตำแหน่งนั้นได้ และข้าราชการผู้นั้นประสงค์จะรับราชการต่อไป
แม้กฎหมายดังกล่าวจะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการใช้อำนาจของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ในการพิจารณาให้ข้าราชการที่ทุพพลภาพหรือพิการสามารถรับราชการต่อไปได้ ในลักษณะที่ร่างกายของข้าราชการผู้นั้นอยู่ในข่ายที่จะต้องออกจากราชการก็ตาม
แต่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดต้องใช้อำนาจพิจารณาสั่งการโดยเร็วที่สุดที่จะทำได้ เพื่อให้ข้าราชการรายอื่นมาปฏิบัติราชการในตำแหน่งแทน และให้ข้าราชการที่ทุพพลภาพหรือพิการไปปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่อื่นได้
การที่ดาบตำรวจ ช. ปล่อยปละละเลยจนล่วงเลยมากว่า 22 ปี จึงมายื่นขอรับการสงเคราะห์ โดยอ้างเหตุการแต่งตั้งย้ายเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบบ่อยครั้ง เป็นเหตุล่าช้า ซึ่งถือเป็นระยะเวลาเกินสมควรแก่การพิจารณาสั่งการของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ตามหลักความสมควรเหตุผล
และการที่ไม่ยื่นขอรับการสงเคราะห์ ตั้งแต่ครั้งกลับมาปฏิบัติราชการ (27 เมษายน 2547) เป็นเหตุให้ไม่มีผู้มาดำรงตำแหน่งทดแทน ทำให้ทางราชการสูญเสียประโยชน์ ประกอบกับพยานหลักฐานประกอบการพิจารณา ก็เป็นเอกสารที่ได้จัดทำขึ้นใหม่ ปัจจุบันข้าราชการดังกล่าวได้กลับมาปฏิบัติราชการในหน้าที่อื่นอยู่แล้ว
การขอรับการสงเคราะห์ จึงมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ได้สิทธิในการได้รับเงินบำนาญพิเศษเท่านั้น ไม่สอดคล้องเป็นไปตามความเห็นของกรมบัญชีกลางตามนัยหนังสือ ที่ กค 0408.3/6878 ลงวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ประกอบกับการใช้อำนาจตามมาตราดังกล่าวของรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ก็เป็นดลพินิจ ไม่ใช่สิทธิตามกฎหมาย
การปฏิบัติราชการในลักษณะเช่นนี้ ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อให้ได้แนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องในเรื่องดังกล่าว จึงให้ สปน. หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติให้ ดาบตำรวจ ช. ซึ่งได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บ เพราะเหตุปฏิบัติราชการ ให้คงอยู่รับราชการในตำแหน่งอื่น ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่กลับมาปฏิบัติราชการได้หรือไม่
ประเด็นที่สอง หากกรณีตามประเด็นที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีไม่อาจใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการย้อนหลังได้ ตาม พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ การมอบหมายให้ ดาบตำรวจ ช. ปฏิบัติหน้าที่งานธุรการป้องกันปราบปรามประจำสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธร ปะนาเระ ที่ 411/2547 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 มีผลบังคับใช้หรือไม่
@นายกฯมีอำนาจสั่ง‘ตร.’พิการ ‘คงอยู่รับราชการ’ย้อนหลังได้
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) พิจารณาข้อหารือของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี) ผู้แทนกระทรวงการคลัง (กรมบัญชีกลาง) และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว มีความเห็นดังนี้
ประเด็นที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติให้ ดาบตำรวจ ช. ซึ่งได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บ เพราะเหตุปฏิบัติราชการให้คงอยู่รับราชการในตำแหน่งอื่นตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ พ.ศ.2546 โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่กลับมาปฏิบัติราชการได้หรือไม่
เห็นว่า พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ มีวัตถุประสงค์ในการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการ
ซึ่งมาตรา 5 บัญญัติให้ข้าราชการผู้ใดได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ ให้ผู้นั้นได้รับการสงเคราะห์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.นี้ โดยต้องแสดงรายงานแพทย์ที่ทางราชการรับรอง ตามความหมายของกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กับรายงานแสดงเหตุที่ต้องรับอันตรายหรือการป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้าย
และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว บัญญัติว่า ถ้าอันตรายหรือการป่วยเจ็บ หรือการถูกประทุษร้ายอันเกิดจากกรณีดังกล่าวในมาตรา 5 ทำให้ข้าราชการผู้ใดตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการ อันเป็นเหตุจะต้องออกจากราชการตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับที่ใช้อยู่
หากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาเห็นว่า ข้าราชการผู้นั้นยังอาจปฏิบัติหน้าที่ราชการอื่นใดที่เหมาะสมได้และเมื่อข้าราชการผู้นั้นประสงค์จะรับราชการต่อไป รัฐมนตรีเจ้าสังกัดจะสั่งให้ข้าราชการผู้นั้นไปรับราชการในตำแหน่งหน้าที่อื่นก็ได้
เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ดาบตำรวจ ช. ได้รับอันตรายจนเป็นเหตุให้ทุพพลภาพ เพราะเหตุปฏิบัติราชการ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2546 โดยแพทย์ผู้ตรวจรักษาจากโรงพยาบาลปัตตานี โรงพยาบาลศูนย์ยะลา และโรงพยาบาลตำรวจ มีความเห็นว่า แขนซ้ายเสียสภาพและสมรรถภาพในการเคลื่อนไหว ข้อศอกซ้ายติดยึด และมือซ้ายทั้งห้านิ้วหงิกงอ ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้ปกติ (พิการ)
จากนั้นดาบตำรวจ ช. ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ต้นสังกัดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547 โดยผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ได้ออกคำสั่งสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ที่ 411/2547 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 มอบหมายให้ดาบตำรวจ ช. ปฏิบัติหน้าที่งานธุรการป้องกันปราบปราม ประจำสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ซึ่งเหมาะสมกับสภาพร่างกาย
คำสั่งมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ของสถานีตำรวจภูธรปะนาเระดังกล่าว เป็นการบริหารงานภายในองค์กร ซึ่งผู้บังคับบัญชาสามารถกระทำได้ เพื่อให้การปฏิบัติราชการเกิดความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการพิจารณาให้ความสงเคราะห์ตามพระราชบัญญัติสงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บ เพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ ที่จะต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดต่อไป
ในส่วนของการพิจารณาให้ความสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ นั้น มาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดนิยาม “รัฐมนตรีเจ้าสังกัด” ให้หมายความรวมถึงผู้บังคับบัญชาหรือผู้กำกับดูแลส่วนราชการที่ไม่สังกัดกระทรวงหรือทบวง
และมาตรา 6 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 บัญญัติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น นายกรัฐมนตรี จึงเป็นรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. ไปรับราชการตำแหน่งหน้าที่อื่นได้ ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ
สำหรับประเด็นปัญหาว่า นายกรัฐมนตรีจะสั่งให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการในตำแหน่งหน้าที่อื่น โดยให้คำสั่งมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่ดาบตำรวจ ช. กลับมาปฏิบัติราชการได้หรือไม่นั้น
เห็นว่า พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บเพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ มิได้กำหนดระยะเวลาว่ารัฐมนตรี เจ้าสังกัดจะต้องใช้อำนาจตามมาตรา 8 ภายในระยะเวลาเท่าใด
เนื่องจากกฎหมายประสงค์จะให้ความสงเคราะห์แก่ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุปฏิบัติราชการ อันเป็นการช่วยเหลือตามหลักคุณธรรมและมนุษยธรรมที่ดี เพื่อให้ข้าราชการผู้นั้นมีสิทธิได้รับบำนาญพิเศษ เมื่อข้าราชการผู้นั้นออกจากราชการ
ประกอบกับการที่นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล จึงเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539
ซึ่งมาตรา 39 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว กำหนดว่า ในการออกคำสั่งทางปกครอง เจ้าหน้าที่อาจกำหนดเงื่อนไขใดๆ ได้เท่าที่จำเป็น เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยสามารถกำหนดเงื่อนไขให้สิทธิหรือภาระหน้าที่เริ่มมีผล หรือสิ้นผล ณ เวลาใดเวลาหนึ่งได้ ตามความเหมาะสมแก่กรณี
จึงเห็นได้ว่า เจ้าหน้าที่อาจออกคำสั่งทางปกครองโดยกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในคำสั่งทางปกครองได้ โดยอาจกำหนดเงื่อนเวลาเริ่มมีผล หรือเงื่อนเวลาสิ้นผล ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ไว้ในคำสั่งทางปกครองนั้นได้ ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ประสงค์จะออกคำสั่งทางปกครอง โดยกำหนดเงื่อนเวลาเริ่มมีผลโดยให้มีผลก่อนวันที่ออกคำสั่ง
จึงสามารถกระทำได้ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกฎหมาย โดยต้องไม่ทำให้เสียสิทธิหรือไม่รอนสิทธิของผู้รับคำสั่งทางปกครอง ซึ่งการจะมีคำสั่งย้อนหลัง จะต้องพิจารณาจากความจำเป็นตามข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีไป ทั้งนี้ เป็นไปตามแนวความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องเสร็จที่ 638/2556
ดังนั้น นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัด จึงมีดุลพินิจที่จะพิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่กลับมาปฏิบัติราชการได้ตามมาตรา 39 วรรคสอง (1) แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ ทั้งนี้ เป็นไปตามแนวความเห็นคณะกรรมการวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองในเรื่องเสร็จที่ 1522/2565
อนึ่ง คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2) มีข้อสังเกตว่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมิได้เสนอเรื่องให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาโดยเร็ว ก็เป็นความบกพร่องหรือความล่าช้าในการดำเนินการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
แต่ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุแห่งการปฏิเสธการสงเคราะห์ข้าราชการ ที่ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บหรือถูกประทุษร้าย จนตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการจากการปฏิบัติหน้าที่ได้
อย่างไรก็ดี กระบวนการสงเคราะห์ข้าราชการตามกฎหมายดังกล่าว ก็ไม่ควรเกิดความล่าช้าเกินสมควร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงสมควรที่จะกำชับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการเพื่อให้มีการเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัดเพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า
ประเด็นที่สอง หากนายกรัฐมนตรี ไม่อาจใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการย้อนหลังได้ตาม พ.ร.บ.สงเคราะห์ข้าราชการผู้ได้รับอันตรายหรือการป่วยเจ็บ เพราะเหตุปฏิบัติราชการฯ การปฏิบัติหน้าที่ของดาบตำรวจ ช. นับแต่วันที่กลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการที่ต้นสังกัด เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2547
และผู้บังคับบัญชา ได้มอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่งานธุรการป้องกันปราบปราม ประจำสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ตามคำสั่งสถานีตำรวจภูธรปะนาเระ ที่ 411/2547 ลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2547 จนถึงปัจจุบันนั้น คำสั่งมอบหมายการปฏิบัติงานดังกล่าวถือว่ามีผลบังคับใช้หรือไม่
เห็นว่า เมื่อได้ให้ความเห็นในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีเจ้าสังกัด มีดุลพินิจพิจารณาอนุมัติให้ดาบตำรวจ ช. คงอยู่รับราชการ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน 2547 ซึ่งเป็นวันที่กลับมาปฏิบัติราชการได้
จึงไม่จำเป็นต้องให้ความเห็นในประเด็นนี้







Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา