
"...กลุ่มผู้ขับขี่ที่มีประวัติได้รับใบสั่งจราจรค้างชำระสะสมตั้งแต่ 15 ใบขึ้นไป แม้จะมีสัดส่วนเพียง ร้อยละ 1 ของผู้ถือใบขับขี่ทั้งหมดในประเทศ แต่กลับเป็นกลุ่มที่เป็นต้นเหตุสร้างความเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนนสูงถึง ร้อยละ 11 และมีสถิติมุมมองความเสี่ยงในการก่ออุบัติเหตุชนคนเดินเท้าสูงกว่าผู้ขับขี่ประวัติปกติถึง 3.5 เท่า..."
ในแวดวงความปลอดภัยทางถนนระดับโลก ประเทศเกาหลีใต้เคยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนรุนแรงขั้นวิกฤต โดยเฉพาะสถิติคนเดินเท้าเสียชีวิตที่เคยสูงที่สุดในกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิกถึง 3 เท่า โดยมีคนเดินเท้าประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บและเสียชีวิตสูงถึงปีละกว่า 50,000 ราย อย่างไรก็ดี ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งทศวรรษ เกาหลีใต้กลับสามารถกู้วิกฤตและลดอัตราการเสียชีวิตของคนเดินเท้าลงได้ถึง ร้อยละ 42 ผ่านการปฏิรูปเชิงระบบและกฎหมายครั้งประวัติศาสตร์
จุดเปลี่ยนสำคัญของเกาหลีใต้เกิดขึ้นจากโศกนาฏกรรมทางถนนในปี 2562 กรณีของเด็กชาย 'คิม มินชิก' (Kim Minsik) วัย 9 ขวบ ถูกรถยนต์พุ่งชนเสียชีวิตขณะกำลังเดินข้ามทางม้าลายบริเวณพื้นที่เขตสถานศึกษา (School Zone) หน้าโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวปลุกกระแสความโกรธเคืองของสังคมและกดดันให้รัฐสภาเกาหลีใต้ตรากฎหมายพิเศษขึ้นมาในชื่อ 'กฎหมายมินชิก' (Minsik's Law) ซึ่งบังคับใช้ตั้งแต่มกราคม 2563 เป็นต้นมา
สาระสำคัญของกฎหมาย Minsikro ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่สังคมจราจรเกาหลีใต้ใน 3 มิติเชิงโครงสร้าง
-
มาตรการหยุดนิ่งก่อนเสมอ (Mandatory Stop Rule) บังคับให้ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคันต้อง 'หยุดรถนิ่งสนิท' ก่อนถึงทางข้ามบริเวณเขตสถานศึกษาและชุมชนเสมอ ไม่ว่าขณะนั้นจะมีสัญญาณไฟจราจร หรือมีคนเดินเท้ากำลังก้าวเท้าข้ามถนนอยู่หรือไม่ก็ตาม
-
การลงโทษขั้นเด็ดขาดกรณีเกิดอุบัติเหตุในเขตสถานศึกษา หากผู้ขับขี่ฝ่าฝืนความเร็วและชนเด็กบาดเจ็บในเขตสถานศึกษา ต้องระโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 15 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5 ล้านถึง 30 ล้านวอน (ราว 130,000 ถึง 800,000 บาท) และหากชนเด็กเสียชีวิต ต้องรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิต
-
การปรับกายภาพและเทคโนโลยีภาคบังคับ 100% กฎหมายบังคับให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วอัตโนมัติ สัญญาณไฟจราจรชนิดกดปุ่ม เนินชะลอความเร็ว (Speed Hump) และไฟส่องสว่างสีเหลืองสังเกตง่าย บริเวณทางข้ามหน้าโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ
นอกจากกฎหมายมินชิก เกาหลีใต้ยังประกาศใช้นโยบาย 'Safety Speed 5030' ทั่วประเทศ โดยสั่งปรับลดเพดานความเร็วบนถนนสายหลักในเขตเมืองจาก 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เหลือไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และปรับลดความเร็วบนถนนสายรอง เขตชุมชน และรอบสถานศึกษา เหลือไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
จากสถิติการวิเคราะห์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้พบว่า การลดความเร็วตามนโยบายดังกล่าว ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตของคนเดินเท้าลงได้ทันที ร้อยละ 16.7 ในปีแรก โดยไม่ส่งผลกระทบต่อเวลาการเดินทางในภาพรวมของเมือง

@ กวาดล้างกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำ แม้แค่ 1%
อีกหนึ่งบทเรียนเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจอย่างยิ่งของเกาหลีใต้ คือการนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ขับขี่ เพื่อลบความเชื่อเดิมที่ว่าอุบัติเหตุเกิดจากผู้ขับขี่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
ผลการศึกษาวิจัยเชิงสถิติของสถาบันการขนส่งแห่งเกาหลีใต้ (KOTI) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ พบข้อเท็จจริงสำคัญว่า กลุ่มผู้ขับขี่ที่มีประวัติได้รับใบสั่งจราจรค้างชำระสะสมตั้งแต่ 15 ใบขึ้นไป แม้จะมีสัดส่วนเพียง ร้อยละ 1 ของผู้ถือใบขับขี่ทั้งหมดในประเทศ แต่กลับเป็นกลุ่มที่เป็นต้นเหตุสร้างความเสี่ยงอุบัติเหตุรุนแรงบนท้องถนนสูงถึง ร้อยละ 11 และมีสถิติมุมมองความเสี่ยงในการก่ออุบัติเหตุชนคนเดินเท้าสูงกว่าผู้ขับขี่ประวัติปกติถึง 3.5 เท่า
เมื่อพบรากเหง้าความเสี่ยงเชิงระบบ รัฐบาลเกาหลีใต้จึงปรับยุทธศาสตร์จากการรณรงค์แบบครอบจักรวาล มาเป็นการ 'มุ่งเป้ากวาดล้างกลุ่ม 1%' อย่างเข้มข้น ผ่านมาตรการทางกฎหมายและการแบนทางสังคม
-
การพักใช้และเพิกถอนใบขับขี่ทันที สำหรับผู้ขับขี่ที่มีใบสั่งค้างชำระเกินกำหนดจะถูกระงับสิทธิ์การขับขี่ และหากกระทำผิดซ้ำเกิน 3 ครั้งในข้อหาไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย จะถูกส่งตัวฟ้องศาลจราจรเพื่อเพิกถอนใบขับขี่
-
การอายัดทรัพย์สินและเชื่อมโยงประกันภัย ระบบจะส่งข้อมูลผู้กระทำผิดซ้ำให้แก่บริษัทประกันภัยจราจร ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยรถยนต์ของผู้กระทำผิดซ้ำปรับตัวสูงขึ้นถึงร้อยละ 20–30 ควบคู่กับการอายัดการทำธุรกรรมทางทะเบียนรถยนต์
-
การจำคุกผู้ขับขี่ไร้ใบขับขี่ หากถูกพักใช้ใบขับขี่แล้วยังฝืนออกมาขับรถ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 3 ล้านวอน
มาตรการเด็ดขาดในการตัดกลุ่มความเสี่ยงร้อยละ 1 ออกจากระบบการขับขี่บนท้องถนน ส่งผลให้สถิติการฝ่าฝืนทางม้าลายและการชนคนเดินเท้าในเกาหลีใต้ลดลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 3 ปี

@ เฮลซิงกิ: เมืองปลอดภัย ผู้เสียชีวิตทางถนนเป็นศูนย์
อีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในฝั่งทวีปยุโรป กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ (Helsinki, Finland) ได้กลายเป็นเมืองต้นแบบระดับโลก หลังประสบความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมาย 'Zero Traffic Deaths' หรือการไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนเลยแม้แต่รายเดียวตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม (ระหว่างกรกฎาคม 2567 - 2568) ตามกรอบยุทธศาสตร์ Vision Zero ของสหภาพยุโรป
กุญแจสำคัญของเฮลซิงกิ ไม่ใช่การตั้งด่านตรวจของตำรวจ แต่คือการออกแบบโครงสร้างเมืองและนวัตกรรมทางข้ามอัจฉริยะ
-
ระบบสัญญาณไฟ Puffin Crossings การติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับอินฟราเรดบริเวณทางข้าม เมื่อมีคนเดินเท้าก้าวลงทางม้าลาย ระบบจะขยายเวลาสัญญาณไฟเขียวให้อัตโนมัติตามความเร็วการเดินจริงของเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ และจะตัดไฟเขียวทันทีเมื่อคนเดินข้ามพ้นถนน เพื่อไม่ให้กระทบการการจราจร
-
AI Smart Lighting ระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะที่จะเพิ่มความสว่างขึ้นร้อยละ 200 โดยอัตโนมัติ เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบคนเดินเท้ากำลังเข้าใกล้ขอบทางม้าลายในเวลากลางคืน
-
ทางม้าลาย 3 มิติ (3D Crosswalk) การใช้เทคนิคทาสีทางข้ามให้เกิดมิติภาพลวงตาสายตา (Optical Illusion) เพื่อบีบให้ผู้ขับขี่รู้สึกว่ามีสิ่งกีดขวางตั้งอยู่บนถนน ทำให้เกิดพฤติกรรมชะลอความเร็วโดยธรรมชาติ

@ ฝรั่งเศส: เปลี่ยนเมืองด้วยหลักฟิสิกส์ความปลอดภัย
ขณะเดียวกัน กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ภายใต้การนำของนายกเทศมนตรี Anne Hidalgo ได้ผลักดันนโยบายจำกัดความเร็วรถยนต์ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เกือบทุกพื้นที่ทั่วเมืองปารีส ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวตั้งอยู่บนหลักฟิสิกส์การชนและโอกาสการรอดชีวิตของมนุษย์ (Speed vs Fatality Rate) ที่ได้รับการยืนยันโดยองค์การอนามัยโลก (WHO)
-
แรงปะทะที่ความเร็ว 30 กม./ชม. หากรถยนต์ชนคนเดินเท้าที่ความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พลังงานจลน์ที่ส่งผ่านเข้าสู่ร่างกายมนุษย์จะเทียบเท่ากับการตกจากตึกชั้น 1 คนเดินเท้าจะมี โอกาสรอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 90 (เสียชีวิตเพียงร้อยละ 10)
-
แรงปะทะที่ความเร็ว 50 กม./ชม. โอกาสเสียชีวิตของคนเดินเท้าจะขยับขึ้นสูงถึง ร้อยละ 50 (เทียบเท่าการตกตึกชั้น 3)
-
แรงปะทะที่ความเร็ว 60 กม./ชม. ขึ้นไป พลังงานปะทะรุนแรงเทียบเท่าการตกตึกชั้น 5 อัตราการเสียชีวิตของคนเดินเท้าจะพุ่งสูงขึ้นถึง ร้อยละ 90 (โอกาสรอดชีวิตเหลือเพียงร้อยละ 10)
ข้อมูลทางฟิสิกส์นี้พิสูจน์ว่า การลดความเร็วจาก 60 เหลือ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บริเวณทางข้ามกลางเมือง ไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวกในการจราจร แต่คือ 'เส้นแบ่งความเป็นความตาย' ของชีวิตคนเดินเท้าอย่างแท้จริง

@ ถนนไทย 81% สอบตกความปลอดภัยคนเดินเท้า
ข้อมูลจากรายงานการประเมินสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทย โดย Asian Transport Observatory (ATO) ร่วมกับ องค์กรประเมินถนนปลอดภัยระดับสากล (iRAP) ระบุว่า โครงสร้างถนนในประเทศไทยมีสัดส่วนถนนที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยระดับ 3 ดาวขึ้นไปสำหรับคนเดินเท้า (3-Star Rating for Pedestrians) อยู่เพียง ร้อยละ 19 เท่านั้น
ขณะที่ถนนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 81 ยังคงมีมาตรฐานเพียง 1 ถึง 2 ดาว ซึ่งเป็นถนนที่ปราศจากทางเท้าที่ต่อเนื่อง ขาดเกาะกลางพักรอ และไม่มีอุปกรณ์ชะลอความเร็ว
งานวิจัยแบบจำลองของ iRAP คำนวณพบว่า หากประเทศไทยตัดสินใจจัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพียง ร้อยละ 0.1 ของ GDP หรือคิดเป็นเงินประมาณ 632 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ราว 22,000 ล้านบาท เข้าสู่การลงทุนยกระดับโครงสร้างกายภาพถนนและทางข้ามให้ได้มาตรฐาน 3 ดาวขึ้นไปทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 10 ปี ประเทศไทยจะสามารถ รักษาชีวิตคนไทยได้ถึง 6,000 รายต่อปี และป้องกันผู้บาดเจ็บสาหัสได้มากกว่า 25,000 รายต่อปี ซึ่งคิดเป็นมูลค่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมกลับคืนมาสูงกว่ามูลค่าการลงทุนถึง 8 เท่า
ทั้งนี้ เมื่อนำกรณีศึกษาจาก 3 ประเทศ คือ เกาหลีใต้ ฟินแลนด์ และฝรั่งเศส และมาตรฐาน iRAP สามารถประมวลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ประการ เพื่อปฏิรูปความปลอดภัยทางม้าลายไทย ดังนี้
-
การประกาศใช้ 'Minsik Model' ในเขตสถานศึกษาและชุมชน ตรากฎหมายและระเบียบบังคับให้รถทุกคันต้องหยุดนิ่งก่อนทางข้ามหน้าโรงเรียนและโรงพยาบาลทุกแห่ง ควบคู่กับการจำกัดความเร็วใช้งานจริงไม่เกิน 30 กม./ชม.
-
การปฏิรูปการลงโทษกลุ่มผู้กระทำผิดซ้ำ (Repeat Offenders) ปรับปรุงระบบบันทึกคะแนนจราจร (Point Deduction) ให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์และกรมการขนส่งทางบก โดยกำหนดให้ผู้ฝ่าฝืนจราจรทางข้ามค้างชำระเกิน 3 ครั้ง ต้องถูกระงับใบขับขี่และปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันภัยรถยนต์
-
การจัดสรรงบประมาณเชิงโครงสร้างตามมาตรฐาน iRAP ปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ จากการทาสีหรือติดตั้งป้ายเตือนแบบชั่วคราว มาเป็นการลงทุนสร้างสถาปัตยกรรมทางข้ามยกระดับ (Raised Crosswalk), เกาะกลางพักรอ (Refuge Island) และทางข้ามสัญญาณไฟอัจฉริยะ ให้ครอบคลุมจุดเสี่ยงทั่วประเทศ
-
การยกระดับทางข้ามเป็น 'บริการสาธารณะที่ปลอดภัย' (Safe Public Infrastructure) กำหนดให้สิทธิความปลอดภัยของคนเดินเท้าเป็นบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องจัดสรรให้แก่ประชาชนทุกคนโดยไม่เหลื่อมล้ำ
ทั้งหมดนี้ เป็นบทเรียนจากเกาหลีใต้ ฟินแลนด์ และฝรั่งเศส ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความปลอดภัยบนทางม้าลายไม่ใช่เรื่องของ 'โชคชะตา' หรือ 'ดวง' แต่คือผลลัพธ์จากการออกแบบระบบและวิศวกรรมการทางที่ใส่ใจชีวิตมนุษย์ การก้าวข้ามจากเมืองที่วัดดวง สู่เมืองที่ปลอดภัย จึงต้องการการตัดสินใจเชิงนโยบาย
อ่านประกอบ:
- ประมวลความเคลื่อนไหว หลัง ตร.ขับบิ๊กไบค์ชนแพทย์หญิงเสียชีวิตขณะข้ามทางม้าลาย
- เกือบ 7 พันชีวิตที่สูญเสียเป็นคนเดินเท้า เกิดอะไรขึ้นบนท้องถนนเมืองไทย?
- ทางม้าลายไทย…ข้ามได้กี่โมง? เมื่อ “สิทธิในการข้ามถนน” ยังต้องแลกด้วยดวง
- ชำแหละ'วิกฤตทางม้าลาย': งบพันล้าน! 'ทาสี-ติดไฟ'สู่ภาระส่งใบสั่งจราจร'ไร้สภาพบังคับ'
- ชำแหละ'วิกฤตทางม้าลาย': ก้าวข้าม'ด่าจิตสำนึก' แนะแก้โครงสร้างกายภาพ-สูตร 3E คืนทางข้ามปลอดภัย (2)

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา