
"...ทางม้าลายบนท้องถนนก็จำเป็นต้องมีโครงสร้างกายภาพแบบ Safe System อย่างน้อย 2 - 3 ชั้น เพื่อทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์เมื่อเกิด Human Error ทว่า ทางม้าลายในประเทศไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะบนถนนสายหลักที่มี 4 - 8 ช่องจราจร กลายเป็นจุดเสี่ยงขั้นวิกฤตเนื่องจากปรากฏการณ์ 'จุดบดบังสายตา' (Blind Spot)..."
ทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญบนทางม้าลายกลางเมืองใหญ่ เสียงสะท้อนในสังคมไทยมักพุ่งเป้าไปที่การประณามไร้วินัยจราจรของผู้ขับขี่ หรือการดุด่ามักง่ายของคนเดินเท้า อย่างไรก็ดี หากพิเคราะห์ผ่านมุมมองด้านระบาดวิทยาทางถนนและวิศวกรรมการทาง การหยุดปัญหาไว้เพียงแค่การ 'ด่าจิตสำนึก' ถือเป็นกับดักทางความคิดที่บดบังรากเหง้าความล้มเหลวเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและการสร้างเสริมความปลอดภัยทางถนน ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) โดยเปรียบเทียบภาพรวมอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยกับปรากฏการณ์ 'ยอดภูเขาน้ำแข็ง' ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของไทยที่โผล่พ้นน้ำออกมาให้เห็นอยู่ที่ประมาณ 16,000 ถึง 17,000 รายต่อปี หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 2 ศพ นั้น เป็นเพียงสถิติปลายยอดที่มองเห็นได้ชัดเจนเท่านั้น แต่สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวน้ำมหาศาลคือ จำนวนผู้บาดเจ็บรุนแรง ผู้พิการรายใหม่ และที่ลึกที่สุดตรงฐานรากภูเขาน้ำแข็ง คือ 'เงื่อนไขสภาพแวดล้อมและการกระทำที่ไม่ปลอดภัย' (Unsafe Condition)
นพ.ธนะพงศ์ อธิบายเจาะลึกว่า เงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัยใต้ผิวน้ำแบ่งออกเป็น 2 มิติสำคัญ
-
มิติทางสภาพแวดล้อมและบริบทสังคม ความคุุ้นชินของคนในพื้นที่ หรือความรู้สึกว่า 'ใกล้บ้านแค่นี้เอง' ส่งผลให้ทั้งผู้ขับขี่และคนเดินเท้าประเมินความเสี่ยงต่ำลง และลดความระมัดระวังขณะใช้ทางข้าม
-
มิติทางบุคคลและข้อจำกัดของมนุษย์ (Human Error) ในทางวิชาการ มนุษย์ทุกคนมีข้อจำกัดทางกายภาพและประสาทสัมผัส ทั้งด้านสายตา การตัดสินใจ และการเกิดภาวะจดจ่อเฉพาะสิ่งตรงหน้า (Selective Attention) หรือภาวะถูกดึงความสนใจจนมองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง (Inattentional Blindness) เช่น การมองเพ่งไฟสัญญาณจราจรหลักจนมองไม่เห็นคนกำลังเดินข้ามถนน
"เวลาเห็นความเสี่ยงบนถนน ไม่ว่าเหตุการณ์อะไรหรือการข้ามทางม้าลาย สังคมมักโดนโยงแค่ว่าประมาทหรือขาดจิตสำนึก ซึ่งนั่นเป็นแค่ส่วนเดียว แต่ในเชิงระบบ สังคมไทยยังมีการจัดการเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งที่ในระดับสากลยอมรับกันแล้วว่ามนุษย์ทุกคนเกิดความผิดพลาด (Human Error) ได้เสมอ" นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

@ ชู 3 กลไกกายภาพ 'ทางข้ามยกระดับ-เกาะพัก-เส้นฟันปลา' บีบรถชะลอก่อนถึง
นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า ตามกรอบแนวคิด 'วิถีแห่งระบบปลอดภัย' (Safe System Approach) หัวใจของแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนนสากล ยึดหลักการสำคัญว่า มนุษย์ย่อมเกิดข้อผิดพลาดได้ (Human Error) และร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดในการรองรับแรงกระแทกจากพลังงานจลน์
ดังนั้น การออกแบบระบบจราจรและโครงสร้างพื้นฐานถนนที่ดี จะต้องเป็น 'ถนนที่ให้อภัยความผิดพลาด' (Forgiving Road) กล่าวคือ ต้องมีกลไกคอยดูดซับหรือป้องกัน ไม่ให้ความผิดพลาดธรรมดาของมนุษย์กลายไปเป็นความสูญเสียถึงชีวิต
นพ.ธนะพงศ์ ได้เปรียบเทียบระบบ Safe System บนทางม้าลาย กับระบบป้องกันความผิดพลาดในสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้เห็นภาพโครงสร้างป้องกันมัลติเลเยอร์ (Multi-Layered Defense System / Swiss Cheese Model) โดยในปั๊มน้ำมันจะมีระบบป้องกันข้อผิดพลาดของมนุษย์ถึง 3 ชั้น ได้แก่
-
การออกแบบทางกายภาพ หัวจ่ายน้ำมันดีเซลและเบนซินถูกดีไซน์รูปทรงและขนาดสลักให้แตกต่างกัน จนไม่สามารถเสียบข้ามประเภทกันได้
-
การรหัสสี (Color-Coding) ตัวหัวจ่ายและสายจ่ายน้ำมันใช้สีสัญลักษณ์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน
-
ขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐาน (SOP) พนักงานทุกคนต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการสอบถาม วางป้ายเตือน และยืนยันประเภทน้ำมันก่อนเติมทุกครั้ง
เช่นเดียวกับ ทางม้าลายบนท้องถนนก็จำเป็นต้องมีโครงสร้างกายภาพแบบ Safe System อย่างน้อย 2 - 3 ชั้น เพื่อทำหน้าที่ปกป้องมนุษย์เมื่อเกิด Human Error ทว่า ทางม้าลายในประเทศไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะบนถนนสายหลักที่มี 4 - 8 ช่องจราจร กลายเป็นจุดเสี่ยงขั้นวิกฤตเนื่องจากปรากฏการณ์ 'จุดบดบังสายตา' (Blind Spot) เมื่อรถในช่องจราจรด้านซ้ายหยุดให้คนข้าม แต่รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วในช่องจราจรด้านขวามือกลับมองไม่เห็นคนเดินเท้าเนื่องจากถูกรถเลนซ้ายบังสายตา ส่งผลให้พุ่งชนคนเดินเท้าที่ก้าวพ้นตัวรถออกมาอย่างรุนแรง
เพื่อขจัดจุดบดบังสายตาและลดความเสี่ยงดังกล่าว ทางออกเชิงวิศวกรรมการทางจึงต้องสร้างกลไกสำรองทางกายภาพที่เรียกว่า 'Double Check เชิงกายภาพ' เข้ามาบังคับควบคุมพฤติกรรมผู้ขับขี่โดยธรรมชาติ
-
ทางข้ามยกระดับ (Raised Crosswalk) การยกพื้นทางข้ามให้สูงเท่าระดับทางเท้า ทำหน้าที่เป็นลูกระนาดชะลอความเร็วในตัว ช่วยบีบให้ผู้ขับขี่ต้องลดความเร็วเหลือไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยกระดับสายตาคนเดินเท้าให้เด่นชัด
-
เกาะกลางพักรอ (Refuge Island) บนถนนหลายช่องจราจร การสร้างเกาะพักกลางถนนช่วยตัดระยะการข้ามถนนออกเป็นสองช่วง ทำให้คนเดินเท้าประเมินและหลบหลีกรถทีละฝั่งได้อย่างปลอดภัย
-
การบีบช่องจราจร (Lane Narrowing) และเส้นชะลอความเร็วฟันปลา (Zig-Zag Lines) การตีเส้นฟันปลาล่วงหน้า 15–30 เมตร ร่วมกับการขยายขอบทางเท้าออกเพื่อบีบเลนรถให้แคบลง เตือนให้ผู้ขับขี่เกิดความระมัดระวังทางสายตาและชะลอรถโดยอัตโนมัติ
"ทางม้าลายต่อให้กายภาพ เราอาจจะยังปรับหรือทำไม่ครบ 100% แต่ถ้าจัดการความเร็วให้รถขับมาแค่ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อย่างไรตาม รถก็ชะลอและหยุดได้ทัน โจทย์สำคัญคือมันต้องทำร่วมกันเป็นแพ็กเกจ ทั้งกายภาพ การจัดการความเร็ว และบทลงโทษที่ชัดเจน" นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

@ แค่จับ-ปรับ ไม่พอ! แนะใช้สูตร 3E คืนความปลอดภัย
ทางด้านการบังคับใช้กฎหมาย สังคมมักตั้งคำถามถึงความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรเมื่อเกิดเหตุบนทางม้าลาย
พ.ต.อ.จามร ทองพรรณ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร (รอง ผบก.จร.) กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา เพื่ออธิบายถึงข้อจำกัดและความท้าทายในระดับปฏิบัติการภาคสนามว่า จำนวนทางข้ามในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีปริมาณมหาศาล ขณะที่การกระทำผิดฝ่าฝืนไม่หยุดรถให้คนข้ามเกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีและเกิดขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง การจะจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยืนเฝ้าระวังประจำทุกทางม้าลายตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ในทางปฏิบัติ
พ.ต.อ.จามร ชี้ให้เห็นว่า การลดอุบัติเหตุบนทางม้าลายอย่างยั่งยืน ไม่สามารถพึ่งพาการจับกุมของตำรวจเพียงอย่างเดียว (Enforcement) แต่ต้องดำเนินงานควบคู่ไปตาม หลักการ 3E สากลอย่างเป็นเอกภาพ
-
Enforcement (การบังคับใช้กฎหมาย) การใช้เทคโนโลยีกล้องตรวจจับ ตรวจบันทึกพยานหลักฐาน และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างมีสภาพบังคับ
-
Education (การสร้างความรู้และวินัย) การปลูกฝังจิตสำนึกตั้งแต่วัยเด็ก เช่น โครงการ 'หนูน้อยจราจร' สอนเด็กนักเรียนให้รู้จักการประเมินความเสี่ยงและมองซ้ายมองขวาทุกครั้งก่อนเดินข้ามทางม้าลาย แม้จะได้รับสัญญาณไฟเขียวแล้วก็ตาม
-
Engineering (วิศวกรรมจราจร) การปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพ ป้ายเตือน แสงสว่าง และการกำจัดสิ่งบดบังสายตาโดยหน่วยงานเจ้าของพื้นที่
"ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย การจะฝากความปลอดภัยบนทางม้าลายไว้กับตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวคงไม่ได้ เพราะการบังคับใช้กฎหมายเป็นแค่ส่วนหนึ่ง การลดอุบัติเหตุต้องอาศัยหลัก 3E ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การให้การศึกษา และวิศวกรรมจราจร ร่วมมือกันทุกภาคส่วน" พ.ต.อ.จามร กล่าว

@ ถกคดีอุบัติเหตุรายเดือน เปลี่ยนข้อมูลเป็นงบปรับปรุง
พ.ต.อ.จามร ได้เปิดเผยถึงกลไกการทำงานเชิงรุกใหม่ที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อปิดช่องว่างการประสานงานระหว่างตำรวจจราจรกับหน่วยงานท้องถิ่นเจ้าของถนน นั่นคือ 'คณะอนุกรรมการบังคับใช้กฎหมายระดับพื้นที่' ประจำกองบังคับการตำรวจนครบาล 1–9 (บก.น. 1–9)
กลไกดังกล่าวจัดให้มีการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือน โดยนำสถิติและสำนวนคดีอุบัติเหตุทางถนนที่มีผู้บาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตในรอบเดือน มาตั้งบนโต๊ะวิเคราะห์หาสาเหตุร่วมกันอย่างละเอียด คณะทำงานประกอบด้วย ตัวแทนตำรวจจราจรเจ้าของพื้นที่ สำนักงานเขต กทม. สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส. กทม.) กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด และศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน
หากผลการวิเคราะห์เคสอุบัติเหตุบนทางม้าลายพบว่า เกิดจากปัจจัยเสี่ยงทางกายภาพ เช่น ไฟส่องสว่างกลางคืนไม่เพียงพอ, สีเส้นทางข้ามหลุดร่อน, มีต้นไม้บดบังป้ายเตือน หรือขาดอุปกรณ์ชะลอความเร็ว หน่วยงานเจ้าของพื้นที่ที่ร่วมอยู่ในประชุมจะรับเรื่องและนำงบประมาณเข้าปรับปรุงแก้ไขทางกายภาพทันที
"เมื่อก่อนการประสานงานอาจมีช่องว่าง แต่ปัจจุบันเรามีคณะอนุกรรมการบังคับใช้กฎหมายระดับพื้นที่ บก.น. 1 - 9 ประชุมร่วมกันทุกเดือน เอาเคสคนเจ็บคนตายมานั่งคุยกันตรงๆ ถ้าจุดไหนเกิดเหตุเพราะกายภาพไม่ดี ไม่ว่าจะเป็น กทม. หรือกรมทางหลวง เกินกว่าร้อยละ 90 จะได้รับการแก้ไขทางกายภาพทันทีหลังการประชุม" พ.ต.อ.จามร กล่าว
วิกฤตความไม่ปลอดภัยบนทางม้าลายไทย สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการพึ่งพาเพียง 'แคมเปญรณรงค์ตามกระแส' และการกล่าวโทษ 'จิตสำนึก' รายบุคคล การก้าวข้ามปัญหานี้ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนชุดความคิดสู่ระบบ Safe System ที่ยอมรับธรรมชาติข้อผิดพลาดของมนุษย์ (Human Error) ควบคู่ไปกับการลงทุนสร้างกลไก Double Check เชิงกายภาพบนผิวจราจร และการควบคุมความเร็วในเขตเมืองอย่างจริงจัง

อ่านประกอบ:
- ประมวลความเคลื่อนไหว หลัง ตร.ขับบิ๊กไบค์ชนแพทย์หญิงเสียชีวิตขณะข้ามทางม้าลาย
- เกือบ 7 พันชีวิตที่สูญเสียเป็นคนเดินเท้า เกิดอะไรขึ้นบนท้องถนนเมืองไทย?
- ทางม้าลายไทย…ข้ามได้กี่โมง? เมื่อ “สิทธิในการข้ามถนน” ยังต้องแลกด้วยดวง
- ชำแหละ'วิกฤตทางม้าลาย': งบพันล้าน! 'ทาสี-ติดไฟ'สู่ภาระส่งใบสั่งจราจร'ไร้สภาพบังคับ'

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา