
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลทุ่มงบประมาณแก้ปัญหา PM 2.5 รวมกว่าหมื่นล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับสวนทางกับตัวเลขงบประมาณ โดยจังหวัดเชียงรายยังคงติดอันดับพื้นที่มลพิษทางอากาศรุนแรงของประเทศอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปี 2569 โรงเรียนต้องปิดการเรียนการสอน ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น และประชาชนยังต้องแบกรับค่าใช้จ่ายป้องกันตัวเอง
ขณะที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบการใช้งบย้อนหลัง 5 ปี พบปัญหาการดำเนินงานที่ไม่คุ้มค่าและขาดประสิทธิภาพ สอดคล้องกับมุมมองของนักวิชาการที่เห็นว่ารัฐยังแก้ปัญหาฝุ่นแบบเฉพาะฤดูกาล มากกว่าจัดการต้นตอเชิงโครงสร้าง
คุณภาพอากาศทรุด แม้งบประมาณพุ่ง
ข้อมูลจาก Greenpeace ประเทศไทย และ TDRI ระบุว่า เชียงรายมีค่า PM 2.5 เฉลี่ยรายปีสูงสุดของประเทศไทยในปี 2564 ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 เว็บไซต์ IQAir รายงานค่า AQI ของเชียงรายสูงถึง 528 สูงสุดของประเทศ ขณะที่อำเภอแม่สายมีค่าฝุ่นสูงกว่ามาตรฐานไทย 9 เท่า และสูงกว่าค่าแนะนำขององค์การอนามัยโลกกว่า 32 เท่า
แม้ภาครัฐจะใช้งบประมาณต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เดือนมีนาคม 2568 เชียงรายยังติดอันดับ 3 เมืองมลพิษสูงสุดของไทย ก่อนที่วันที่ 31 มีนาคม 2569 จะกลับขึ้นอันดับ 1 ของประเทศอีกครั้ง ด้วยค่า AQI 245 อยู่ในระดับสีม่วง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างรุนแรง
ข้อมูลดาวเทียม VIIRS ของ GISTDA ยังพบว่า ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2566 เชียงรายมีจุดความร้อนกว่า 10,129 จุด มากเป็นอันดับ 5 ของภาคเหนือ สะท้อนว่าการใช้งบเพื่อป้องกันและควบคุมการเผา ยังไม่สามารถลดแหล่งกำเนิดฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิผล
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า "รัฐใช้งบไปเท่าไร" แต่คือ "งบประมาณมหาศาลที่ทุ่มลงไป สามารถแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ให้ประชาชนได้จริงหรือไม่"
งบมหาศาล แต่พื้นที่วิกฤตได้ไม่ถึง
การวิเคราะห์ของ TDRI จากข้อมูลงบประมาณและตัวเลขที่พรรคก้าวไกลเปิดเผย พบว่า ปีงบประมาณ 2567–2568 รัฐจัดสรรงบแก้ปัญหา PM 2.5 รวม 17,529.98 ล้านบาท แต่กว่า 89.2% หรือ 15,639.64 ล้านบาท กระจุกอยู่ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย โดยเกือบทั้งหมดเป็น "งบลงทุน" ไม่ใช่งบสำหรับแก้ปัญหาเชิงนโยบายหรือจัดการต้นตอของมลพิษ
TDRI ระบุว่า ปัญหา PM 2.5 ไม่ใช่เพียงสาธารณภัยตามฤดูกาล แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และธรรมาภิบาล ซึ่งยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
รายงานยังพบว่า งบประมาณถึง 96.2% ถูกจัดสรรให้หน่วยงานราชการส่วนกลาง 15 หน่วยงาน ขณะที่ 11 จังหวัดและ 2 กลุ่มจังหวัดซึ่งเผชิญปัญหาฝุ่นโดยตรง ได้รับงบรวมกันเพียง 217.92 ล้านบาท หรือแค่ 1.24% ของงบทั้งหมด สะท้อนปัญหาระบบงบประมาณแบบรวมศูนย์ ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานส่วนกลางมีอำนาจต่อรองมากกว่าพื้นที่ซึ่งเผชิญวิกฤตจริง
สำหรับปีงบประมาณ 2569 รัฐจัดสรรงบจัดการไฟป่า หมอกควัน และ PM 2.5 ให้ 17 จังหวัดภาคเหนือ รวม 351.47 ล้านบาท โดยกว่า 75% อยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติฯ ขณะที่จังหวัดเชียงรายได้รับ 36.42 ล้านบาท มากเป็นอันดับ 2 รองจากเชียงใหม่
นอกจากนี้ ปี 2568 คณะรัฐมนตรียังอนุมัติงบกลางฉุกเฉินเพิ่มอีก 620.69 ล้านบาท และในปี 2569 กรมอุทยานแห่งชาติฯ ขอรับงบกลางเพิ่มเติมอีก 556 ล้านบาท สะท้อนว่าการใช้งบยังคงเน้นการรับมือเมื่อเกิดวิกฤต มากกว่าการลงทุนเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
ตารางเปรียบเทียบงบประมาณ PM 2.5 กับสถานการณ์ฝุ่นและการบรรลุเป้าหมาย (KPI)
ในพื้นที่เชียงราย ปีงบประมาณ 2562–2569

ที่มา: TDRI, Thai PBS / Policy Watch, IQAir, กรมควบคุมมลพิษ, Rocket Media Lab, nakornchiangrainews.com
KPI = ลดพื้นที่เผาในภาคเหนือลง 50% จากค่าเฉลี่ย 5 ปี ตามแผนวาระฝุ่นแห่งชาติ 2562
สตง.ชี้ชัด งบแก้ฝุ่น 5 ปี "ไม่คุ้มค่า-ไร้ประสิทธิภาพ"
หลักฐานสำคัญที่สะท้อนความล้มเหลวในการแก้ปัญหา PM 2.5 มาจากรายงานของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยตรวจสอบการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี (ปีงบประมาณ 2562–2567) ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และภาคการเกษตร
ผลการตรวจสอบสรุปตรงกันว่า การใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยังไม่คุ้มค่า ขาดประสิทธิภาพ และไม่สามารถแก้ไขต้นตอของปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้รัฐจะทุ่มงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ที่มา: สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), Policy Watch Thai PBS
“เปิดผลตรวจสอบแก้ฝุ่น 5 ปี เหลว” 30 ม.ค. 2568
เป้าหมายลดการเผาเป็นศูนย์ แต่ผลลัพธ์ไม่เคยถึง
อีกประเด็นที่ สตง. ตั้งข้อสังเกต คือโครงการลดอ้อยไฟไหม้ ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าลดสัดส่วนอ้อยเผาเหลือ 0% ตั้งแต่ปี 2562 แต่ผลตรวจสอบพบว่า ฤดูการผลิตปี 2566/67 ยังมีอ้อยไฟไหม้สูงถึง 29.64% และสูงกว่าเป้าหมายมาโดยตลอดตลอด 5 ปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าแม้ใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง แต่พฤติกรรมการเผายังแทบไม่เปลี่ยนแปลง
สตง. ยังชี้ปัญหาเชิงระบบ 4 ด้านที่ทำให้การแก้ปัญหาไร้ประสิทธิภาพ ได้แก่ ขาดฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีแผนระยะยาว การทำงานแยกส่วนของหน่วยงาน และขาดระบบติดตามประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับข้อสังเกตของ TDRI ที่ระบุว่าการใช้งบแก้ปัญหาฝุ่นต้องผ่านขั้นตอนอนุมัติหลายหน่วยงาน ส่งผลให้การดำเนินงานล่าช้าและขาดความคล่องตัว
จัดซื้ออุปกรณ์ราคาแพง ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่า
นอกจากปัญหาการใช้งบแล้ว กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างยังถูกตั้งข้อสังเกตอย่างหนัก ในการอภิปรายงบประมาณปี 2567 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลเปิดเผยว่า จากโครงการของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 888 โครงการ มีบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้รับงานเกือบ 1 ใน 5 ของทั้งหมด ทั้งที่ไม่ได้เข้าร่วมซื้อเอกสารประกวดราคาในหลายโครงการ จนถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของการแข่งขัน
อีกกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ดับเพลิงรุ่น KA-32 จากรัสเซีย วงเงิน 949 ล้านบาท แม้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจะมีเฮลิคอปเตอร์รุ่นเดียวกันใช้งานอยู่แล้ว 4 ลำ ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่าราคาจัดซื้อสูงกว่าราคาตลาด และการประมูลมีผู้ยื่นเสนอราคาเพียงรายเดียว แม้โครงการเคยถูกตัดงบในชั้นอนุกรรมาธิการ แต่ภายหลังกลับได้รับการบรรจุงบอีกครั้ง ก่อนมีการยื่นเรื่องให้หน่วยงานตรวจสอบพิจารณาความคุ้มค่าและความโปร่งใสของโครงการ
วาระแห่งชาติที่ยังไม่พาชาติพ้นวิกฤตฝุ่น
แม้คณะรัฐมนตรีจะประกาศให้การแก้ปัญหา PM 2.5 เป็น "วาระแห่งชาติ" ตั้งแต่ปี 2562 และใช้งบประมาณต่อเนื่องนับหมื่นล้านบาท แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ข้อมูลจาก Policy Watch ของ Thai PBS ระบุว่า ตัวชี้วัดหลักในการลดพื้นที่เผาในภาคเหนือ 50% ไม่เคยบรรลุเลยตลอดช่วงปี 2562-2567 มีเพียงปี 2565 ที่สถานการณ์ดีขึ้นชั่วคราว โดยค่าฝุ่นเฉลี่ยลดลง 16% และจำนวนวันที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานลดลง 56% ก่อนจะกลับมารุนแรงอีกในปีถัดมา สะท้อนว่ามาตรการของรัฐยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้
ข้อมูลของ Rocket Media Lab ยังพบว่า พื้นที่เผาไหม้ในป่า 17 จังหวัดภาคเหนือ ลดลงจาก 6.33 ล้านไร่ในปี 2566 เหลือ 2.29 ล้านไร่ในปี 2567 แต่กลับเพิ่มเป็น 5.78 ล้านไร่ในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 3.48 ล้านไร่ในปีเดียว แสดงให้เห็นว่าการลดพื้นที่เผายังขาดความต่อเนื่อง
การวิเคราะห์ยังชี้ปัญหาสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ การปรับลดตัวชี้วัด (KPI) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายง่ายขึ้น มาตรการจูงใจที่ยังเปิดช่องให้รับซื้ออ้อยเผา ความคืบหน้าที่จำกัดในการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดน และการทำงานที่ยังขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ซึ่งเป็นข้อบกพร่องที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เคยสะท้อนไว้แล้ว
ต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับ
ผลกระทบจาก PM 2.5 ไม่ได้สะท้อนเฉพาะในงบประมาณรัฐ แต่ยังกลายเป็นภาระด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของประชาชน
ข้อมูลจาก State of Global Air ระบุว่า ปี 2562 ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ PM 2.5 ราว 32,200 คน ขณะที่ Greenpeace ประเทศไทยประเมินว่า ปี 2564 มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรราว 29,000 คน และหากสามารถลดค่าฝุ่นให้อยู่ในระดับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ จะช่วยลดการเสียชีวิตได้ถึงประมาณ 22,000 คนต่อปี
ด้านเศรษฐกิจ งานวิจัยของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเมินความเสียหายจาก PM 2.5 ไว้ที่ 5,500-10,000 ล้านบาทต่อปี สูงกว่างบจัดการไฟป่าและหมอกควันสำหรับ 17 จังหวัดภาคเหนือในปี 2569 หลายเท่าตัว
สำหรับจังหวัดเชียงราย ผลกระทบยังสะท้อนผ่านภาระของระบบสาธารณสุข โดยปีงบประมาณ 2568 มีการเปิดคลินิกมลพิษให้บริการกว่า 1,200 ครั้ง จัดตั้งห้องปลอดฝุ่นกว่า 2,400 ห้อง และตรวจสุขภาพอาสาสมัครดับไฟป่ากว่า 4,400 คน ต้นทุนเหล่านี้ไม่ได้รวมอยู่ในงบแก้ปัญหา PM 2.5 โดยตรง แต่สุดท้ายกลับตกเป็นภาระของระบบสาธารณสุขและประชาชนในพื้นที่

เชียงรายลดไฟได้ แต่ยังหนีฝุ่นไม่พ้น
แม้จะเป็นจังหวัดที่เผชิญวิกฤตฝุ่นหนักที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ แต่เชียงรายกลับเป็นพื้นที่ที่พยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จังหวัดเปิดยุทธศาสตร์ "เชียงรายฟ้าใส ไร้หมอกควัน" ตั้งแต่ต้นปี 2569 ใช้ระบบ Single Command ระดมอาสาสมัครกว่า 4,400 คน ติดตามจุดความร้อน ส่งเสริมมาตรฐานเกษตรปลอดการเผา และได้รับการประกาศเป็น "เขตควบคุมมลพิษ" เพื่อเพิ่มอำนาจบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
ผลลัพธ์สะท้อนผ่านข้อมูลของ Rocket Media Lab ที่พบว่า เชียงรายเป็นจังหวัดเดียวของภาคเหนือที่มีพื้นที่เผาไหม้ลดลงต่อเนื่องตลอด 3 ปี จากกว่า 357,000 ไร่ในปี 2566 เหลือไม่ถึง 97,000 ไร่ในปี 2568 ขณะที่พื้นที่ป่าถูกเผาลดลงเหลือเพียง 13,302 ไร่ ต่ำที่สุดใน 17 จังหวัดภาคเหนือ และช่วง 1 มกราคม-1 เมษายน 2569 จังหวัดมีจุดความร้อนสะสมเพียง 1,253 จุด หรือราว 4.3% ของทั้งภาคเหนือ
อย่างไรก็ตาม คุณภาพอากาศกลับไม่ดีขึ้นตามผลการควบคุมไฟในพื้นที่ เนื่องจากในช่วงเวลาเดียวกัน เมียนมามีจุดความร้อนกว่า 204,000 จุด และ สปป.ลาวกว่า 59,000 จุด ส่งผลให้เชียงรายยังได้รับผลกระทบจากหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนว่าต่อให้จังหวัดบริหารจัดการได้ดีเพียงใด ก็ไม่อาจแก้ปัญหา PM 2.5 ได้ลำพัง หากยังขาดความร่วมมือระดับภูมิภาคและมาตรการจากส่วนกลาง
งบประมาณถูกใช้ไปกับอะไร?
คำถามสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบคือ งบประมาณแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่เชียงรายถูกใช้ไปกับโครงการใด และใครเป็นผู้ได้รับงาน
การตรวจสอบพบว่า ข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างย้อนหลังหลายรายการยังเข้าถึงได้ไม่ครบถ้วนในระบบ e-GP ทำให้การติดตามเส้นทางงบประมาณเป็นไปได้ยาก ขณะที่หลักฐานระดับชาติกลับพบข้อสังเกตหลายประเด็น ทั้งกรณีบริษัทเอกชนรายหนึ่งได้รับงานจำนวนมากจากกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผลตรวจของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พบว่าฝายต้นน้ำบริเวณรอยต่อเชียงใหม่-เชียงรายจำนวน 158 แห่ง ชำรุดถึง 87.34% ส่วนใหญ่ไม่สามารถกักเก็บน้ำเพื่อสนับสนุนการดับไฟป่าได้ ทั้งที่ใช้งบประมาณดำเนินการไปแล้ว
ข้อเท็จจริงเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การตรวจสอบเส้นทางการใช้งบประมาณในพื้นที่เชียงรายยังเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อ เพื่อให้สังคมได้รับคำตอบว่างบประมาณที่ใช้ไปสามารถแก้ปัญหาได้จริง หรือสูญเสียไปกับโครงการที่ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์
KPI วาระฝุ่นแห่งชาติ: เป้าหมายยาก หรือระบบไร้ประสิทธิภาพ?
คำตอบอาจเป็นทั้งสองอย่าง แม้รัฐบาลจะปรับตัวชี้วัด (KPI) ในปี 2568 ให้ผ่อนปรนลงจากปีก่อน แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ โดยภาคเหนือมีจำนวนวันฝุ่นพิษเพิ่มขึ้น 26% และกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น 21%
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การดำเนินงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงโครงสร้างนโยบายที่ผิดทิศทาง ทั้งการรับซื้ออ้อยเผาในราคาปกติ การแก้ปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ยังขาดความคืบหน้า และการพึ่งพางบประมาณรายจังหวัด ทั้งที่หลายปัจจัยอยู่นอกเหนืออำนาจของพื้นที่
เชียงรายแบกรับต้นทุนมากกว่างบที่ได้รับ
แม้เชียงรายจะเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง แต่การช่วยเหลือจากรัฐยังไม่สอดคล้องกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ปี 2567 องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายแจกหน้ากากอนามัยเพียง 11,500 ชิ้น สำหรับประชากรกว่า 1.3 ล้านคน หรือเฉลี่ยไม่ถึง 1 ชิ้นต่อประชาชน 100 คน
ขณะเดียวกัน ประชาชนต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อหน้ากาก เครื่องฟอกอากาศ และไส้กรองอากาศเอง รวมถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว การค้าขาย และกิจกรรมที่ต้องหยุดชะงัก ซึ่งไม่เคยถูกนับรวมในงบประมาณแก้ปัญหา PM 2.5
แม้เชียงรายจะได้รับการประกาศเป็น "เขตควบคุมมลพิษ" ในปี 2569 และได้รับงบประมาณราว 36.42 ล้านบาท แต่เมื่อเทียบกับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากมลพิษทางอากาศที่ประเมินในระดับประเทศปีละ 5,500-10,000 ล้านบาท ก็ยังสะท้อนช่องว่างระหว่างงบประมาณที่รัฐจัดสรรกับภาระที่ประชาชนต้องแบกรับจริง
พ.ร.บ.อากาศสะอาด ยังไม่ถึงเส้นชัย
แม้ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาดจะผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรในปี 2568 แต่ต้องตกไปหลังการยุบสภา ก่อนที่รัฐสภาชุดใหม่จะมีมติให้นำกลับเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในปี 2569
ณ วันที่จัดทำรายงาน ร่างกฎหมายยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา หากไม่มีการแก้ไขเนื้อหา จะสามารถส่งขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ได้ แต่หากมีการแก้ไข จะต้องกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่วมของทั้งสองสภา ส่งผลให้การบังคับใช้ล่าช้าออกไป
ประเด็นสำคัญที่ยังถกเถียง คือหลักการ "ผู้ก่อมลพิษต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" ซึ่งภาคธุรกิจบางส่วนกังวลถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคประชาชนยืนยันว่า "สิทธิในอากาศสะอาด" ต้องได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่
หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารจัดการมลพิษครั้งสำคัญของประเทศ ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการอากาศสะอาดระดับชาติและระดับจังหวัด กองทุนอากาศสะอาด และกลไกบังคับใช้กฎหมายที่ชัดเจนมากขึ้น นับเป็นความหวังของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอย่างเชียงราย หลังรอคอยการปฏิรูปการจัดการปัญหาฝุ่นมายาวนานกว่า 7 ปี
เสียงจากคนในพื้นที่: งบมี แต่ประชาชนยังหายใจอากาศเดิม
ท่ามกลางวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่เคยผลักดันให้จังหวัดเชียงรายมีดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) สูงถึง 528 ซึ่งเป็นระดับอันตรายที่สุดที่เคยบันทึกในประเทศไทย คำถามสำคัญยังคงอยู่คือ งบประมาณกว่า 17,529 ล้านบาท ที่รัฐใช้แก้ปัญหาในช่วงปี 2567-2568 คุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่
ทีมข่าวพูดคุยกับนักวิชาการ ผู้ประกอบการ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ พบข้อสรุปร่วมกันว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "ไม่มีงบ" แต่คือการใช้งบยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอากาศสะอาดให้ประชาชนได้
นักวิชาการ: งบเพิ่ม แต่ปัญหาไม่ลด
นักวิชาการที่ติดตามปัญหาหมอกควันในเชียงรายมากว่า 17 ปี ตั้งข้อสังเกตว่า แม้รัฐลงทุนในเทคโนโลยีและอุปกรณ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่จุดความร้อนยังเกิดซ้ำในพื้นที่เดิม
"ยิ่งเติมงบ ความรุนแรงของปัญหากลับยิ่งมากขึ้น"
เขามองว่าการทำงานของรัฐยังเน้น "กิจกรรม" มากกว่า "ผลลัพธ์" และเสนอให้เปลี่ยนจากการใช้งบดับไฟ มาแก้ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้เกิดการเผา เช่น ระบบรับซื้อผลผลิต รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้พื้นที่ที่ลดการเผาได้จริงได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม
ผู้ประกอบการกาแฟ: เทคโนโลยีมี แต่การสั่งการไม่ทันไฟ
ผู้ประกอบการกาแฟบนพื้นที่สูงของเชียงรายสะท้อนว่า ไฟป่าไม่ได้ทำลายเพียงป่าไม้ แต่ทำลาย "เวลา" เพราะต้นกาแฟต้องใช้เวลาปลูกนาน 3-8 ปี กว่าจะให้ผลผลิตคุณภาพ
แม้ปัจจุบันจะมีระบบตรวจจับไฟและภาพถ่ายจากโดรน แต่ปัญหายังคงอยู่ที่การสั่งการและการเข้าถึงพื้นที่ที่ล่าช้า

"เรามีข้อมูล มีภาพ มีเทคโนโลยี แต่กว่าจะสั่งการ กว่าจะเข้าพื้นที่ ไฟก็ลามไปแล้ว"
ขณะที่เกษตรกรยังต้องรับภาระลงทุนทำแนวกันไฟ ดูแลพื้นที่ และแบกรับความเสียหายด้วยตนเอง
สาธารณสุข: ปลายน้ำยังขาดงบดูแลประชาชน
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขภาคสนามสะท้อนว่า งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้กับการป้องกันและควบคุมไฟป่า แต่หน่วยงานที่ต้องดูแลผลกระทบด้านสุขภาพกลับมีงบจำกัด
"เราไม่มีงบซื้ออุปกรณ์ป้องกัน ต้องอาศัยเงินบริจาคมาช่วยผู้ป่วยติดเตียง"
จากเดิมที่สามารถจัดห้องปลอดฝุ่นแบบเต็มรูปแบบ ปัจจุบันต้องปรับเป็นมุ้งสู้ฝุ่นแบบประหยัดเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด
แม้ปี 2568 เชียงรายจะเปิดคลินิกมลพิษกว่า 1,200 ครั้ง และจัดตั้งห้องปลอดฝุ่นกว่า 2,400 ห้อง แต่เจ้าหน้าที่ระบุชัดว่า หน่วยงานสาธารณสุขทำได้เพียงลดผลกระทบ ไม่สามารถแก้ต้นเหตุของปัญหาได้
บทสรุปจากพื้นที่
เสียงสะท้อนจากทั้งสามภาคส่วนชี้ตรงกันว่า ปัญหา PM 2.5 ไม่ได้เกิดจากการขาดงบประมาณ แต่เกิดจากการจัดสรรและการบริหารงบที่ยังไม่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้
เมื่อหน่วยงานต้นน้ำมุ่งควบคุมไฟ หน่วยงานกลางมุ่งรายงานผล และหน่วยงานปลายน้ำขาดทรัพยากรดูแลสุขภาพ ภาระสุดท้ายจึงตกอยู่กับประชาชน ที่ต้องจ่ายค่าหน้ากาก เครื่องฟอกอากาศ และรับผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจด้วยตนเอง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า "รัฐใช้งบไปเท่าไร" แต่คือ "งบประมาณมหาศาลนั้น เปลี่ยนเป็นอากาศสะอาดให้ประชาชนได้จริงแล้วหรือยัง?"

ผลงานโดย : พัฒน์สิน เตพัฒน์โยธิน
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาศักยภาพนักข่าวท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำการทำข่าวเชิงสืบสวนยุคดิจิทัล" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลน บริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา