
"...กรณีการเรียกร้องพิสูจน์สิทธิที่ทำกินป่าห้วยยอดมน รอยตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทย-ส.ป.ป.ลาว พื้นที่ตำบลโนนก่อ และตำบลช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ยังยืดเยื้อหาบทสรุปไม่ได้ที่สังคมยังคงรอคอยจุดบรรจบแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกว่า 10 ปี ทุกอย่างยังคลุมเครือ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังมีพฤติกรรมผลัดวันประกันพรุ่ง “หมอเลี้ยงไข้” ลอยตัวต่อปัญหาไม่อยากปะทะสงวนท่าทีไม่อยากเปลืองตัวกับปมปัญหามวลชน เมื่อหมดวาระในตำแหน่งก็ถ่ายโอนมรดกปัญหาไปสู่รุ่นต่อรุ่นไม่จบไม่สิ้น..."
พลันที่ตัวแทนชาวบ้าน ต.โนนก่อ ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี ร่วม 50 ชีวิต นำโดยนายอัศวิน อินทราชา ประธานองค์กรเครือข่ายพัฒนาเกษตรกรไทย(พ.ก.ท.) นายสะพานทอง พันธุ์โชติ ยกขบวนบุกศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี ในช่วงสายของวันที่ 3 ธันวาคม 2568 โดยออกมาร้องเรียนและตามเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี โดยอ้างว่าองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(ออป.)ตีเนียนรุกคืบปลูกป่ากลืนที่ทำกินของชาวบ้านในพื้นที่ ต.โนนก่อ ต.ช่องเม็ก อ.สิรินธร ราว 200 ครอบครัว พื้นที่กว่า 200 ไร่ พร้อมเรียกร้องให้รัฐพิสูจน์สิทธิ์การครอบครองที่ทำกินให้ชัดเจน หลังก่อนหน้านี้ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.)เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2568 มาแล้วและต่อมาวันที่ 27 ตุลาคม 2568 สคทช.ได้แทงเรื่องมาให้จังหวัดอุบลราชธานีในฐานะเจ้าของพื้นที่สางปมแต่เรื่องไม่คืบหน้า
ในขณะที่นายกฤษณะ นิยมโชติ ผู้อำนวยการส่วนทรัพยากรน้ำ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุบลราชธานี พร้อมนายฐิติพงษ์ ศาสตร์แก้ว ผู้อำนวยการส่วนจัดการที่ดินป่าไม้ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี และนายดนัย ศรีมงคล ผู้จัดการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.)เขตอุบลราชธานี ต่างออกตัวชี้แจงอ้างหลักฐานบนฐานข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์โดยอิงภาพถ่ายทางอากาศพร้อมปฏิเสธการบุกรุกที่ดินชาวบ้านโดยสิ้นเชิง
นายฐิติพงษ์ ศาสตร์แก้ว ชี้แจงกรณีดังกล่าวเกิดจากประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าห้วยยอดมน จ.อุบลราชธานี (สวนป่าพิบูลมังสาหาร) ซึ่งพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าห้วยยอดมน มีชุมชนอาศัยรายล้อม เช่น บ้านห้วยเหนือ บ้านปากชุม ต่อมาในปี 2557 รัฐบาลโดยคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ มีมาตรการผ่อนผันช่วยเหลือชาวบ้าน จัดสรรที่ดินให้ประชาชนมีที่ทำกินครอบครัวละ 20 ไร่โดยออกเป็นโฉนดแปลงรวมป้องกันการซื้อขายสิทธิ์ เปลี่ยนมือให้นายทุน โดยก่อนหน้านี้อีกส่วนหนึ่งกรมป่าไม้มอบให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)ใช้ประโยชน์ในการปลูกป่าในปี 2521 ซึ่งนายฐิติพงษ์ ศาสตร์แก้ว ยืนยันว่าส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เพื่อปลูกป่าไม้เศรษฐกิจและฟื้นฟูป่า
หลังคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ จัดสรรที่ดินให้ประชาชนทำกินไม่ทันข้ามปี ชาวบ้านก็ออกมาร้องเรียนว่าอ.อ.ป.ปลูกป่าล้ำเส้นที่ทำกินชาวบ้าน ส่งผลให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน มีอ.อ.ป.เป็นเลขาคณะทำงาน แม้ชาวบ้านในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจะเกิดความเคลือบแคลงและไม่มั่นใจต่อกระบวนการทำงานของภาครัฐหวั่นไม่ได้รับความยุติธรรม เพราะคณะอนุกรรมการชุดนี้มีอ.อ.ป.เป็นเลขาจะมาตรวจสอบเอาผิดตนเองอย่างไร
ครั้งนั้นมีการตรวจสอบร่องรอยการทำกินย้อนหลังเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริง โดยพิสูจน์ด้วยภาพถ่ายทางอากาศ 5 ชั้นปี ย้อนหลังตั้งแต่ปี2499 มาเป็นลำดับและภาพถ่ายล่าสุดปี 2545 เป็นหลักฐานทางทางวิทยาศาสตร์ แต่ทุกอย่างยังไม่ได้ข้อสรุปชาวบ้านยังยืนกรานว่าเข้ามาปักหลักสร้างชุมชนก่อนมีประกาศเป็นป่าสงวนในปี 2517 ข้อสงสัยหลายประการยังถกเถียงหาจุดลงตัวไม่ได้นำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับชาวบ้านกันมาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนนายดนัย ศรีมงคล ผู้จัดการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.)เขตอุบลราชธานี เปิดเผยว่าคณะอนุกรรมการตรวจสอบพื้นที่สวนป่าพิบูลมังสาหาร พบว่าในปี 2561 มีชาวบ้านที่เรียกร้อง 2 กลุ่ม คือกลุ่มนายมนูญ มณีวรรณ และกลุ่มนายสะพานทอง พันธุ์โชติ แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ กลุ่มนายมนูญ มณีวรรณ เป็นการพิสูจน์การใช้ประโยชน์ทำกินอยู่ก่อนอ.อ.ป.ปลูกป่า ซึ่งกลุ่มของนายมนูญมีความคืบหน้าไปมากใกล้จบแล้วเหลือเพียง 2 ราย ส่วนกลุ่มนายสะพานทอง พันธุ์โชติ มีจำนวน 44 ราย พื้นที่ 219 ไร่ ที่อ้างว่าอยู่ทำกินก่อนการประกาศเขตป่าสงวน ที่กรมป่าไม้ประกาศในปี 2517 กรณีนี้กำลังจะไปต่อเพื่อพิสูจน์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ขณะที่นายมณเฑียร วิริยะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดอุบลราชธานี ออกตัวกับกลุ่มชาวบ้านที่เฮโลมากดดันจี้ตามเรื่องอีกครั้งเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ซึ่งนายมณเฑียร วิริยะพันธ์ กล่าวออกตัวว่ากรณีนี้ตนเป็นเพียงไปรษณีย์ส่งต่อไปยังผู้รับผิดชอบโดยตรง อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่อป.ส่วนกลาง ที่ผ่านมาตนก็ส่งเรื่องไปแล้ว และยอมรับว่ากรณีนี้ตนยังไม่เคยลงพื้นที่ปัญหา พร้อมได้ตั้งข้อสังเกตุว่ามีชาวบ้านที่ร่วมลงชื่อบางส่วนไม่ไช่คนในพื้นที่โดยดูจากทะเบียนบ้านมาจากจ.อำนาจเจริญ ยโสธร พร้อมยกกรณีเมื่อครั้งที่ตนทำงานที่จ.เพชรบูรณ์ มีการนำเอาที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ทำกินไปใช้ประโยชน์ ผิดประเภทและขายให้นายทุนจึงอยากให้มีการตรวจสอบว่ามีการแอบแฝงหรือไม่ พร้อมกำชับให้ผู้นำจัดทำทะเบียนผู้ร้องเรียนที่ได้รับผลกระทบจริงๆมาเสนอให้เป็นปัจจุบัน
ครั้งนี้นายอัศวิน อินทราชา ชี้แจงประเด็นที่มณเฑียร วิริยะพันธ์ ตั้งข้อสงสัยว่ามีชาวบ้านที่ร้องเรียนบางคนไม่ไช่คนในพื้นที่พิพาทโดยมาจากจ.อำนาจเจริญ ยโสธร นายอัศวินยืนยันว่าต้นทางของชาวบ้านกลุ่มนี้ก็มีรกรากอยู่ที่นี่ภายหลังโดนกดดันถูกรุกไล่ที่จึงอพยพไปอยู่ต่างถิ่น แต่ยังมีความประสงค์ที่จะกลับมาใช้ชีวิตทำมาหากินในพื้นที่เดิมอยู่ จากนั้นที่ประชุมมีข้อตกลงให้ชาวบ้านจัดทำบัญชีทะเบียนตามระบบทะเบียนบ้านให้เป็นปัจจุบันรวมถึงการใช้พื้นที่ทำกินจริง โดยรับปากภายในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อป.)จะออกตรวจชี้แนวเขต แต่เมื่อถึงวันนัดนายอัศวิน อินทราชา และชาวบ้านกลับรอเก้อ ไม่มีเจ้าหน้าที่หน่วยใหนออกไปตรวจสอบหน้างานแต่อย่างใด พร้อมทราบว่าเรื่องดังกล่าวได้ถูกโยกไปอยู่ในแฟ้มศูนย์ดำรงธรรมแล้ว
ด้านนายสะพานทอง พันธุ์โชติ อายุ 72 ปี ชาวบ้าน หมู่ 1 ต.โนนก่อ อ.สิรินธร เล่าว่าครั้งในดตีตวัยเด็ก พ่อของตนโดนบุกจับกุมด้วยข้อหาความมั่นคงถูกทางการตั้งข้อหาว่าเป็นคอมมิวนิตส์ จากนั้นปี 2513 ครอบครัวต้องหนีอพยพไปอยู่นิคมลำโดมน้อย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทางราชการจัดสรรให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร อยู่อาศัย ต่อมาสถานการณ์คลี่คลายครอบครัวจึงได้ย้ายกลับไปอยู่อาศัยบ้านเดิมคือบ้านโนนก่อจนถึงปัจจุบัน ยืนยันครอบครัวตนอยู่ที่นี่ทำมาหากินมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย
ในตอนหนึ่งนายสะพานทอง เล่าว่าได้มีหน่วยงานป่าไม้มาแจ้งว่าจะมอบพื้นที่โซนที่ชาวบ้านอาศัยทำกินมอบให้อ.อ.ป.ไปปลูกป่าโดยจะมีผลประประโยชน์ค่าตอบแทนแบ่งให้ เช่น ช่วยดูแลการปลูกป่า แบ่งผลประโยชน์จากการขายไม้ ซึ่งตอนแรกก็เป็นไปตามที่คุยกันไว้ ต่อมาอ.อ.ป.ก็ไม่รักษาคำพูดทั้งยังเพิ่มพื้นที่ปลูกป่ายูคาฯจนลามมาถึงพื้นที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ชาวบ้านส่วนหนึ่งกลัวการข่มขู่ของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ไม่ได้ต้องหนีออกจากหมู่บ้านไปอยู่ที่อื่น ส่วนหนึ่งก็ถูกแจ้งความดำเนินคดีหาว่าชาวบ้านบุกรุกที่ป่าสงวน
ขณะที่นายอัศวิน อินทราชา ประธาน พ.ก.ท.สำทับว่าป่าที่อ.อ.ป.ปลูกปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นไม้ยางพารา และไม้ยูคาลิปตัส ชาวบ้านส่วนหนึ่งถูกดำเนินคดีข้อหาบุกรุกป่าแม้จะมีหลักฐานการเสียภาษีดอกหญ้าหรือภาษีบำรุงท้องที่(ภ.บ.ท.5)ก็ตาม พร้อมตั้งข้อสงสัยว่าจนท.รัฐมีเอี่ยวกับนายทุนในการให้สิทธิ์ตัดไม้ในพื้นที่ปลูกป่าขายเอื้อผลประโยชน์กันหรือไม่
ปัญหาการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติของประชาชน และการใช้อำนาจรัฐที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปมีบทบาทในการกำหนดวิถีชีวิตและการดำรงอยู่ของประชาชนกลายเป็นความขัดแย้งที่สั่งสมรอการปะทุ ในขณะที่ฝ่ายการเมืองและผู้มีอิทธิพลก็มักจะหาช่องแสวงหาผลประโยชน์ชุบมือเติบทั้งในรูปแบบพระเอกขี่ม้าขาวช่วยชาวบ้านโดยได้ฐานคะแนนนิยมไปเต็มๆหรือครอบงำเสียเองโดยอาศัยช่องโหว่ของกฏหมายและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นเครื่องมือ
กรณีการเรียกร้องพิสูจน์สิทธิที่ทำกินป่าห้วยยอดมน รอยตะเข็บชายแดนระหว่างประเทศไทย-ส.ป.ป.ลาว พื้นที่ตำบลโนนก่อ และตำบลช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี เป็นอีกหนึ่งกรณีที่ยังยืดเยื้อหาบทสรุปไม่ได้ที่สังคมยังคงรอคอยจุดบรรจบแม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานกว่า 10 ปี ทุกอย่างยังคลุมเครือ เป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยังมีพฤติกรรมผลัดวันประกันพรุ่ง “หมอเลี้ยงไข้” ลอยตัวต่อปัญหาไม่อยากปะทะสงวนท่าทีไม่อยากเปลืองตัวกับปมปัญหามวลชน เมื่อหมดวาระในตำแหน่งก็ถ่ายโอนมรดกปัญหาไปสู่รุ่นต่อรุ่นไม่จบไม่สิ้น

ผลงานโดย : สมศักดิ์ รัฐเสรี
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาศักยภาพนักข่าวท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำการทำข่าวเชิงสืบสวนยุคดิจิทัล" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลน บริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา