
“หมูเพียง 2 กิโลกรัม กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปราดข้าว” คืออาหารกลางวันของเด็กนักเรียนกว่า 300 ชีวิต ในโรงเรียนชายขอบแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงราย...นี่คือคำบอกเล่าที่สะเทือนใจจาก นางกาหลง จบศรี อายุ 51 ปี ข้าราชการครูชำนาญการพิเศษ อดีตครูโรงเรียนไตรมิตรวิทยา อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ผู้ซึ่งใช้เวลากว่า 8 ปีต่อสู้เพื่อเปิดโปงปัญหาการบริหารงบประมาณในระบบการศึกษา โดยเฉพาะงบที่ควรตกถึงเด็กนักเรียนอย่างแท้จริง
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นในช่วงปีงบประมาณ 2558–2560 เมื่อครูกาหลงพบความผิดปกติในการบริหารงบประมาณภายในโรงเรียน ทั้งงบอาหารกลางวัน งบช่วยเหลือนักเรียนยากจน รวมถึงงบก่อสร้างและเงินบริจาคต่าง ๆ ที่ไม่มีความโปร่งใส หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือ “สมุดบันทึกการเงินนอกระบบ” ซึ่งระบุรายละเอียดการหักเงินค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา
“งบอาหารกลางวันเบิกมาตามจำนวนนักเรียนเต็มจำนวน แต่ถูกหักออกทันทีเดือนละประมาณ 30,000 บาท โดยอ้างว่านำไปสำรองจ่ายเป็นค่ารถรับส่งนักเรียน ค่าแม่ครัว และค่าไฟฟ้า ทั้งที่โรงเรียนได้รับงบส่วนนี้แยกต่างหากอยู่แล้ว” ครูกาหลงกล่าว

นางกาหลง จบศรี อดีตครูโรงเรียนไตรมิตรวิทยา อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย
จากข้อมูลที่เธอรวบรวม พบว่ามีการนำเงินบางส่วนไปสมทบเป็นค่าอาหารของคณะครู อีกทั้งยังมีการนำเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษามารับประทานอาหารร่วมกับเด็กประถม ทำให้อาหารกลางวันไม่เพียงพอ เด็กหลายคนต้องกินเพียงข้าวกับน้ำแกง หรือโครงไก่ต้ม บางวันถึงขั้นต้องกลับบ้านกลางคันเพราะหิว ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการสั่งปิดภาคเรียนก่อนกำหนดเกือบ 10 วัน เพื่อให้เหลืองบอาหารกลางวัน แล้วนำเงินส่วนต่างเข้าสู่บัญชีนอกระบบ
นอกจากงบอาหารกลางวัน ครูกาหลงยังตั้งข้อสังเกตถึงงบช่วยเหลือนักเรียนยากจน ซึ่งควรใช้ซื้อชุดพละให้เด็กครบชุด แต่เด็กกลับได้รับเพียงเสื้อพละ ส่วนกางเกงพละถูกนำมาจำหน่ายแยกต่างหาก รวมถึงโครงการก่อสร้างและเงินบริจาคจากมูลนิธิต่าง ๆ ที่ไม่มีการเปิดเผยบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างชัดเจน
ครูกาหลงระบุว่า ตนและคณะกรรมการสถานศึกษาได้นำหลักฐานเข้าร้องเรียนต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4 ตั้งแต่ปี 2561 แต่กลับไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยมีการอ้างว่าเป็นเพียง “ปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างครูกับผู้อำนวยการ”
เมื่อเรื่องไม่คืบหน้า เธอจึงยื่นร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดเชียงราย แต่กระบวนการกลับยืดเยื้อเป็นเวลาหลายปี ระหว่างนั้น อดีตผู้บริหารโรงเรียนคู่กรณีได้เกษียณอายุราชการ ขณะที่ผู้บริหารบางคนซึ่งถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กลับได้รับการเลื่อนตำแหน่ง หรือย้ายไปดำรงตำแหน่งสำคัญในพื้นที่อื่น
ในทางตรงกันข้าม ครูกาหลงกลับต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก ทั้งการถูกข่มขู่ ด่าทอ และคุกคามภายในโรงเรียน มีการตรวจค้นสัมภาระส่วนตัว และท้ายที่สุดเธอเองกลับถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัย ในข้อหา “ยักยอกเงินคลัง” ถูกสั่งให้ชดใช้เงินกว่า 17,000 บาท ถูกงดเลื่อนขั้นเงินเดือน และถูกย้ายข้ามจังหวัดไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ อ.ภูซาง จ.พะเยา
“คนที่ลุกขึ้นมาปกป้องผลประโยชน์ของเด็ก กลับกลายเป็นคนผิด ส่วนคนที่ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตกลับใช้ชีวิตอย่างปกติ” ครูกาหลงกล่าวด้วยความเจ็บปวด


หลังเวลาผ่านไปเกือบ 7 ปี สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งผลกลับมาว่า “ไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่าผู้ถูกร้องเรียนกระทำความผิดทุจริต” จึงมีมติไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ครูกาหลงจึงใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 ขอเข้าถึงเอกสารการสอบสวน รายงานการประชุม และมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อดูเหตุผลในการยุติเรื่อง แต่กลับถูกปฏิเสธ โดยอ้างว่าเป็นข้อมูลลับในสำนวน เธอจึงตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่
กระทั่งวันที่ 5 มีนาคม 2569 ศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยเอกสารสำคัญ 3 รายการ ได้แก่ รายงานผลการตรวจสอบของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา, มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 5, และรายละเอียดพยานหลักฐานในสำนวน

อย่างไรก็ตาม แม้ศาลจะมีคำสั่งชัดเจน แต่สำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดเชียงราย ยังแสดงท่าทีเตรียมอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด ทำให้เอกสารดังกล่าวยังไม่ถูกเปิดเผยทันทีที่ศาลมีคำตัดสินออกมา
จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ครูกาหลงได้เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด เพื่อขอความเป็นธรรมและขอคุ้มครองพยาน หลังรับทราบเรื่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และ ป.ป.ช. เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบและสร้างความโปร่งใสตามคำพิพากษาของศาลปกครอง
ต่อมา ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเชียงรายได้ติดตามความคืบหน้าของหลายคดีสำคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารงบประมาณด้านการศึกษา โดยข้อมูลจาก ป.ป.ช. เชียงราย ระบุว่าปัจจุบันมีข้อร้องเรียนสำคัญอย่างน้อย 4 ประเด็น อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบ หนึ่งในนั้นคือกรณีการบริหารงบประมาณช่วยเหลือนักเรียนยากจนของ สพป.เชียงราย เขต 4 ซึ่งมีอดีตผู้บริหารระดับเขตถูกกล่าวหา และ ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้ต้นสังกัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่
ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียนไตรมิตรวิทยา มีทั้งกรณีงบนักเรียนยากจน และโครงการซ่อมแซมบ้านพักครู ซึ่งอยู่ระหว่างการไต่สวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน ครูกาหลงยังได้ยื่นขอความคุ้มครองพยาน เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย และขอย้ายไปช่วยราชการนอกพื้นที่ เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกดดันและการคุกคาม
ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมเกี่ยวกับความโปร่งใสในการตรวจสอบคดีทุจริต นายภัทรพล หงษ์จันทกานต์ เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า บทบาทของ ป.ป.ช. ไม่ได้มีเพียงการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังมุ่งสร้างระบบป้องกันการทุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนกล้าที่จะออกมาแจ้งเบาะแสเมื่อพบความผิดปกติ
นายภัทรพลอธิบายว่า ปัจจุบัน ป.ป.ช. เปิดรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านหลายช่องทาง ทั้งระบบออนไลน์ เว็บไซต์ เฟซบุ๊ก จดหมาย รวมถึงการร้องเรียนแบบไม่เปิดเผยชื่อหรือบัตรสนเท่ห์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการตรวจสอบได้ง่ายขึ้น พร้อมทั้งผลักดันมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสตามกฎหมาย Anti-SLAPP Law ซึ่งมีเป้าหมายป้องกันการฟ้องร้องเพื่อปิดปากหรือกลั่นแกล้งผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลการทุจริต อันจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ
สำหรับข้อกังวลของสังคมที่เกรงว่าอาจมีการช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหาภายในกระบวนการสอบสวน นายภัทรพลยืนยันว่า โอกาสเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากระบบไต่สวนของ ป.ป.ช. ถูกออกแบบให้มีการตรวจสอบถ่วงดุลหลายชั้น โดยเริ่มจากองค์คณะไต่สวนเบื้องต้นที่ทำงานร่วมกัน 3 คน ก่อนส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประจำภาค ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมกลั่นกรอง หากพยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์จะส่งกลับไปแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม จากนั้นจึงเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนกลางพิจารณาลงมติ และหากมีมติชี้มูลความผิด จะส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณาสั่งฟ้อง ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ระบุว่า ระบบดังกล่าวเป็นกลไกถ่วงดุลที่ออกแบบมาเพื่อลดการใช้ดุลยพินิจของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของการดำเนินคดี ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. เองก็อยู่ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด โดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต กำหนดห้ามเปิดเผยข้อมูลในสำนวนโดยมิชอบ และหากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กระทำความผิดทุจริตเสียเอง จะได้รับโทษหนักกว่าบุคคลทั่วไป เพื่อให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์และสามารถตรวจสอบได้
แม้กระบวนการตรวจสอบจะต้องอาศัยเวลาและการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน แต่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เห็นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแจ้งข้อมูล การคุ้มครองผู้เปิดโปงการทุจริต และการพัฒนาระบบตรวจสอบที่โปร่งใส คือกลไกสำคัญที่จะช่วยลดโอกาสการทุจริตในระบบราชการและระบบการศึกษาในอนาคต พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกข้อร้องเรียนจะได้รับการพิจารณาตามกระบวนการของกฎหมายอย่างเป็นธรรม
ครูกาหลงฝากข้อคิดถึงครูและบุคลากรทางการศึกษารุ่นใหม่ว่า การตรวจรับงานหรือการลงนามในเอกสารต่าง ๆ ควรยึดข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ ไม่ควรเซ็นรับรองในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพียงเพราะความเกรงใจ หรือหวังผลเรื่องตำแหน่งหน้าที่ “ตอนที่ยังรักกัน ทุกคนอาจช่วยกันเซ็น แต่เมื่อเกิดปัญหา สุดท้ายไม่มีใครช่วยใครได้”
เธอยังย้ำว่า ครูที่กล้าออกมาตรวจสอบความผิดปกติ ไม่ใช่ศัตรูขององค์กร แต่คือคนที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของเด็กและระบบการศึกษา “อาชีพครูคือต้นทางของทุกอาชีพ ครูจึงต้องมีจริยธรรม เพราะสิ่งที่ทำส่งผลต่ออนาคตของเด็กทั้งประเทศ”
ครูกาหลงยังเรียกร้องไม่ให้มีการหักหรือตัดทอนงบประมาณที่เป็นของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นงบอาหารกลางวัน ทุนเด็กยากจน หรือโครงการก่อสร้าง เพราะยังมีเด็กด้อยโอกาสอีกจำนวนมากที่รอความช่วยเหลือจากระบบการศึกษาอย่างแท้จริง
เธอทิ้งท้ายว่า โรงเรียนควรเป็น “Safe Zone” ของเด็ก เป็นพื้นที่แห่งความปลอดภัย ความสุข และความซื่อสัตย์ ที่ครูทุกคนต้องช่วยกันสร้าง
ตลอดเวลากว่า 8 ปีที่ผ่านมา ครูกาหลง จบศรี ต้องเผชิญทั้งแรงกดดัน การถูกโดดเดี่ยว และการถูกตั้งคำถามจากสังคม แต่เธอยังคงยืนหยัดเรียกร้องความโปร่งใสในระบบการศึกษา และปกป้องสิทธิของเด็กนักเรียนอย่างไม่ย่อท้อ ไม่ว่าผลของคดีจะลงเอยอย่างไร การลุกขึ้นเปิดโปงสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ทั้งที่รู้ว่าต้องเผชิญความเสี่ยงต่อหน้าที่การงาน ชื่อเสียง และความปลอดภัยของตนเอง ถือเป็นความกล้าหาญที่ควรได้รับการยกย่อง
ครูกาหลงอาจเป็นเพียง “ครูคนหนึ่ง” ในโรงเรียนชายขอบ แต่สิ่งที่เธอทำสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีคนในระบบการศึกษาที่พร้อมยืนหยัดเพื่อผลประโยชน์ของเด็ก และเชื่อมั่นว่าความถูกต้องยังมีคุณค่า การต่อสู้ของเธอจึงไม่ใช่เพียงการเรียกร้องความยุติธรรมให้ตนเอง แต่ยังเป็นบทเรียนสำคัญของสังคม ว่าเสียงเล็ก ๆ ของคนธรรมดา สามารถจุดประกายให้เกิดคำถามต่อระบบ และทำให้สังคมหันกลับมาทบทวนว่า “งบประมาณเพื่อเด็ก” ควรตกถึงเด็กอย่างแท้จริงหรือไม่
และไม่ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใด ครูกาหลง จบศรี คือหนึ่งในแบบอย่างของข้าราชการครูที่ยืนหยัดรักษาความถูกต้อง เพื่อศักดิ์ศรีของวิชาชีพ และเพื่ออนาคตของเด็กไทยอย่างแท้จริง

ผลงานโดย : วรพล ตะติ
ผลงานข่าวชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของ "โครงการพัฒนาศักยภาพนักข่าวท้องถิ่นสู่การเป็นผู้นำการทำข่าวเชิงสืบสวนยุคดิจิทัล" ภายใต้ โครงการพัฒนาวิชาชีพสื่อมวลชนด้านทักษะขาดแคลน บริหารจัดการหลักสูตรโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา