
“…นอกจากนี้ มาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ยังให้อำนาจคณะรัฐมนตรีปรับวงเงินกู้ทั้ง 2 แนวทางได้ ซึ่งหมายความว่า คณะรัฐมนตรีมีอำนาจโอนเงินจากโครงการหนึ่งไปใช้ในอีกโครงการหนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่ทั้ง 2 โครงการมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน จะส่งผลให้เป็นการไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด เป็นการเปิดช่องทางที่จะไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนด เมื่อการใช้เงินกู้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง มาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดนี้ ย่อมใช้บังคับไม่ได้ด้วย…”
หมายเหตุ : สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้นำไปใช้ ... (1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน" เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติโดยเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) วินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง เฉพาะส่วนที่บัญญัติว่า "(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนและประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว" เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
อ่านข่าวประกอบ : 7:2! ศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ชี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 2 แสนล.หลัง-แผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน 'ไม่ขัดรธน.'
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ คำวินิจฉัยส่วนตน โดยขอนำรายละเอียดคำวินิจฉัยส่วนตนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 'เสียงข้างน้อย' (เงินในส่วนของ 2 แสนล้านบาทเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน) 2 ราย ขอนำคำวินิจฉัยส่วนตนของนายจิรนิติ หะวานนท์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมานำเสนอเป็นคนแรก ดังนี้
ประเด็นวินิจฉัย
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ความเห็น
คดีนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรยื่นคำร้องตามความเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
ข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า รัฐบาลตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ระบุเหตุผลในการประกาศใช้ว่า
“โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกโดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการ อันกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม และนำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงเป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่รัฐบาลมีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง
ทั้งการให้ความช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ด้านพลังงานดังกล่าว และการสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทเพื่อใช้ดำเนินมาตรการดังกล่าว ซึ่งไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการงบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้”
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้เข้าชื่อร้องขอเห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ของประเทศ พ.ศ. 2569 มาตรา 3 เฉพาะในส่วนที่บัญญัติว่า “... และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกให้ทันต่อเหตุการณ์ ...”
มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “เงินกู้ตามพระราชกำหนดนี้จะนำไปใช้เพื่อการอื่นนอกจากการดังต่อไปนี้มิได้ ... (2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว”
และบัญชีท้ายพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เฉพาะในส่วนแผนงานหรือโครงการที่ 2 แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์
รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว นั้น เป็นการตราขึ้นโดยไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เนื่องจาก “การเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว” นั้น มิได้เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
การตราพระราชกำหนดจะกระทำในกรณีที่มีความจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เช่น การเกิด “สภาวะเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องอย่างรุนแรง” ในปี 2540 – 2541 หรือการเกิด “สภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน” ในปี 2552 จากวิกฤตการเงินโลก หรือการเกิด “สภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง” ในปี 2563 อันสืบเนื่องมาจากมาตรการปิดระบบเศรษฐกิจ (Lock - down) ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ในเรื่องแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว มิได้เป็นปัญหาที่ส่งผลให้เกิดความไม่มั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้
(1) มาตรการดังกล่าวมิได้ส่งผลกระทบอย่างเฉียบพลันต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศจนทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดความไม่มั่นคง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน การขาดแคลนพลังงาน หรือภาวะหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจอย่างปัจจุบันทันด่วนที่จะต้องแก้ไขอย่างฉุกเฉินรีบด่วน การลงทุนตามโครงการนี้ ต้องอาศัยระยะเวลาอย่างน้อย 4 ปีขึ้นไป จึงเป็นมาตรการที่เป็นแผนระยะกลางหรือแผนระยะยาว
(2) การกำหนดให้กระทรวงการคลังโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลโดยสามารถลงนามในสัญญากู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570 มีลักษณะเป็นแผนการลงทุนระยะยาว แสดงให้เห็นว่ามาตรการนี้ไม่ได้เกิดจากการมีภยันตรายทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยฉุกเฉินจําเป็นรีบด่วน เป็นเป้าหมายเชิงนโยบายระยะยาว มิใช่มาตรการที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจเฉพาะหน้าในระยะจำเป็นรีบด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
@ ต้องพิจารณาถ้อยคำทั้งหมดของมาตรา 172
พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า การปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบ่งแยกผู้ใช้อำนาจอธิปไตยหลักเป็น 3 องค์กร เพื่อดุลคานอำนาจซึ่งกันและกัน ฝ่ายนิติบัญญัติเป็นองค์กรตัวแทนของปวงชนใช้อำนาจตรากฎหมายเพื่อให้ฝ่ายบริหารนำไปใช้บริหารประเทศ ฝ่ายตุลาการเป็นผู้ตีความและตรวจสอบการบังคับใช้กฎหมาย แต่การตรากฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติมีขั้นตอนการตรวจสอบและกลั่นกรองอย่างรอบคอบเพื่อให้กฎหมายมีสภาพบังคับอย่างสมบูรณ์ ฉะนั้น หากเกิดวิกฤตการณ์หรือภัยพิบัติที่จำเป็นต้องใช้กฎหมายอย่างเร่งด่วน การตรากฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องใช้เวลานานย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ฉุกเฉินรีบด่วน รัฐธรรมนูญจึงบัญญัติให้อำนาจฝ่ายบริหารตรากฎหมายเพื่อใช้บังคับในกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ โดยตราเป็นพระราชกำหนดให้มีผลบังคับใช้ไปก่อน แต่ต้องนำพระราชกำหนดให้ฝ่ายนิติบัญญัติพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยไม่ชักช้า
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติให้อำนาจฝ่ายบริหารในการตราพระราชกำหนดไว้ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ว่า
“ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดังเช่นพระราชบัญญัติก็ได้ การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”
มาตรา 173 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบการตราพระราชกำหนดของฝ่ายบริหาร โดยบัญญัติว่า
“ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาจะได้อนุมัติพระราชกำหนดใด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภามีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าพระราชกำหนดนั้นไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง และให้ประธานแห่งสภานั้นส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย และให้รอการพิจารณาพระราชกำหนดนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”
บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะประเด็นตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งเท่านั้น คดีมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง หรือไม่
แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะประเด็นตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งเท่านั้นก็ตาม แต่การพิจารณาความหมายที่แท้จริงของถ้อยคำที่บัญญัติว่า เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ย่อมต้องพิจารณาจากถ้อยคำทั้งหมดของมาตรา 172 เพื่อให้ได้ความชัดเจนตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า การรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะนั้น มีความหมายเพียงใด
@ ฝ่ายบริหารอ้าง 'ความมั่นคงทางศก.' อย่างกว้างขวาง - ขัดหลักอำนาจอธิปไตย
ดังนั้น พระราชกำหนดเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในระดับเดียวกับพระราชบัญญัติ ตามหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยย่อมเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย การให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจตรากฎหมายโดยออกเป็นพระราชกำหนดจึงจำกัดเฉพาะกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือภัยพิบัติสาธารณะ การตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งเป็นข้อยกเว้นจากหลักทั่วไป ความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ไม่ได้มีความหมายเป็นการทั่วไป แต่คำว่า “รักษา” มีความหมายเฉพาะว่า เมื่อมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยดังกล่าวเกิดขึ้นจากวิกฤตการณ์ฉุกเฉินและมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้อง “รักษา” ความมั่นคงปลอดภัยที่ถูกกระทบจากเหตุการณ์วิกฤตฉุกเฉินที่เกิดขึ้นนั้น เพราะไม่ว่าจะเกิดปัญหาในสถานการณ์ใดทางเศรษฐกิจหรือสังคมหรือภัยพิบัติสาธารณะ ล้วนส่งผลต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจได้ทั้งสิ้น
หากตีความ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” โดยใช้ความหมายทั่วไป ฝ่ายบริหารย่อมอ้างเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อตราพระราชกำหนดได้อย่างกว้างขวาง ไม่อาจคาดหมายได้ว่า ฝ่ายบริหารจะอ้างเหตุการณ์เพื่อตรากฎหมายแทนฝ่ายนิติบัญญัติในกรณีใดบ้าง ซึ่งขัดต่อหลักการสำคัญของการใช้อำนาจอธิปไตยในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
การรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจึงมีความหมายว่า ในขณะตราพระราชกำหนด เศรษฐกิจของประเทศได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นจนทำให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไม่อยู่ในสภาพปกติ มีความจำเป็นต้องรักษาให้สภาพทางเศรษฐกิจกลับสู่สภาพปกติอย่างเร่งด่วน
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 อ้างเหตุผลการตราพระราชกำหนดว่า เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงและเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก ทำให้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนการผลิตปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อการบริโภคของประชาชนในภาคครัวเรือน รวมทั้งการจัดหาปัจจัยการผลิตในภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินมาตรการแก้ไขโดยเร่งด่วนและต่อเนื่อง มีความจำเป็นต้องกู้เงินจำนวนสี่แสนล้านบาทเพื่อรักษาความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศให้มีประสิทธิภาพ รองรับการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก โดยต้องลงนามในสัญญากู้หรือออกตราสารหนี้ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570 ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว เงินกู้จำนวนสี่แสนล้านบาทจะนำไปใช้แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ 2 โครงการ ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง คือ
(1) เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน วงเงินสองแสนล้านบาท
(2) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป ให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงินสองแสนล้านบาท
เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดการสู้รบในตะวันออกกลางมีผลกระทบต่อราคาพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรุนแรงทันที ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคสูงขึ้นฉับพลัน เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนในประเทศโดยทั่วไปอย่างรุนแรง ย่อมเป็นความจำเป็นรีบด่วนที่ต้องช่วยเหลือประชาชนให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้ในสภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นทันทีโดยไม่มีโอกาสปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์ที่ผันผวนรุนแรง แนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานวงเงินสองแสนล้านบาท ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (1) จึงมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่รุนแรงฉับพลัน เป็นการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง
@ ทำลายวินัยการเงินการคลัง-ประชาชนรับภาระหนี้
สำหรับโครงการตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพาการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไปให้ทันต่อเหตุการณ์ รวมทั้งเพื่อพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว วงเงินสองแสนล้านบาท ตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย นั้น เห็นว่า
การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ และการรองรับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานทดแทนวัตถุประสงค์ตามแนวทางดังกล่าว เป็นนโยบายที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการในอนาคตที่ฝ่ายบริหารจะต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและแนวคิดของประชาชน การส่งเสริม สนับสนุนและการดำาเนินการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงาน เป็นนโยบายระยะยาวที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการเพื่อให้บรรลุผล นโยบายลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่ประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศ สมควรเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลจะต้องสนับสนุนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆหรือไม่ก็ตาม
โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ ฯ จึงหาใช่การดำเนินการเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจไม่ แต่เป็นโครงการเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานในอนาคต ดังจะเห็นได้จากการกำหนดระยะเวลาการกู้เงินที่สามารถดำเนินการได้ภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2570 หลังจากการประกาศใช้พระราชกำหนดถึง 1 ปี 4 เดือนเศษ
ฉะนั้นในขณะที่ตราพระราชกำหนดสร้างการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานโครงการดังกล่าว ยังไม่ใช่สถานการณ์วิกฤตของประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงถึงกับต้อง “รักษา” ความมั่นคงทางเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหา อาจส่งผลเป็นการทำลายวินัยการเงินการคลังของประเทศทำให้ประชาชนต้องรับภาระหนี้สาธารณะต่อไป ทั้งที่รัฐมีหน้าที่ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 62 วิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่แม้จะเกิดผลกระทบด้านพลังงาน แต่การแก้ปัญหาตามโครงการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเป็นแผนระยะยาวที่สามารถดำเนินการได้โดยใช้กลไกการตรากฎหมายปกติ อันเป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรากฎหมาย เพื่อให้เกิดความรอบคอบรัดกุมในการพิจารณาแผนการและโครงการที่ชัดเจน
นอกจากนี้ มาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว ยังให้อำนาจคณะรัฐมนตรีปรับวงเงินกู้ทั้ง 2 แนวทางได้ ซึ่งหมายความว่า คณะรัฐมนตรีมีอำนาจโอนเงินจากโครงการหนึ่งไปใช้ในอีกโครงการหนึ่งได้ ทั้ง ๆ ที่ทั้ง 2 โครงการมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน จะส่งผลให้เป็นการไม่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนด เป็นการเปิดช่องทางที่จะไม่ปฏิบัติตามพระราชกำหนด เมื่อการใช้เงินกู้ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง มาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดนี้ ย่อมใช้บังคับไม่ได้ด้วย
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงเห็นว่า พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 เฉพาะมาตรา 5 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 6 และบัญชีท้ายพระราชกำหนดแผนงานหรือโครงการที่ 2 ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติดังกล่าว ย่อมไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้นตามมาตรา 173 วรรคสาม แต่ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้เป็นไปในระหว่างที่ใช้บทบัญญัตินั้นตามมาตรา 172 วรรคสาม


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา