"...รวมถึงเร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการแบบรวมศูนย์ คุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ..."
วันที่ 9-10 เมษายน 2569 รัฐบาลที่มี 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 แห่งประเทศไทย พร้อมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีกำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนบริหารราชการแผ่นดิน-มีอำนาจเต็มไม้เต็มมือ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ขอนำร่างนโยบายรัฐบาล-คำแถลงนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย 5 ด้าน (ด้านเศรษฐกิจ ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ด้านสังคม ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย) จำนวน 23 นโยบาย มานำเสนอก่อนที่ 'สมาชิกรัฐสภา' จะลุกขึ้นอภิปราย 'ข้อเด่น-ข้อด้อย' ของนโยบายที่จะใช้เป็น 'โรดแมป' นำพา 'รัฐนาวา' ที่ชื่อ 'อนุทิน2' ในอีก 4 ปีข้างหน้า...โดยเริ่มต้นจาก 'ด้านเศรษฐกิจ' มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

รัฐบาลได้กำหนดนโยบายสำคัญที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการสร้างโอกาสและนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้นและมีภูมิต้านทานเพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและความสุขให้กับพี่น้องคนไทย ดังนี้
@ สวัสดิการแบบรวมศูนย์
ด้านเศรษฐกิจ
1.สร้างโอกาสการเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดย
1.1 เร่งจัดการภาระที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ โดยการช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาหนี้แบบเบ็ดเสร็จและเป็นองค์รวม ยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง มีฐานข้อมูลที่ครอบคลุม เข้าถึง และเชื่อถือได้ในทุกประเภทของสถาบันการเงิน บริษัทบริหารสินทรัพย์ และสหกรณ์ เพื่อลดปัญหาหนี้สินของคนไทยและช่วยให้สามารถกลับเข้าสู่ระบบสินเชื่อได้ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ SMEs และดำเนินมาตรการเพื่อลดรายจ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาทิ ค่าน้ำดื่มสะอาด ค่าพลังงาน
รวมถึงเร่งพัฒนาเชื่อมโยงระบบข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้ภาครัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการแบบรวมศูนย์ คุ้มครองสิทธิของคนไทยทุกกลุ่มอย่างเป็นระบบ ดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
@@ คนละครึ่งพลัส-ภาษีบ้านเกิดเมืองนอน
1.2 สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยีตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม อาทิ การดำเนิน โครงการคนละครึ่งพลัส ควบคู่กับการพัฒนายกระดับทักษะที่จำเป็นและทักษะแห่งอนาคต อาทิ ทักษะความรู้ความเข้าใจดิจิทัล (Digital Literacy) ทักษะการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ลูกหนี้ที่มีวินัยในการชำระหนี้สม่ำเสมอ ควบคู่กับการพัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) ให้กับคนไทยทุกกลุ่ม เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจูงใจให้ผู้ประกอบการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนให้ลูกจ้างหรือพนักงานมีโอกาสได้เรียนรู้ทักษะใหม่และเพิ่มทักษะที่จําเป็นต่อการยกระดับผลิตภาพหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์
1.3 ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและแหล่งเงินทุนในระบบ เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการภาครัฐต่าง ๆ โดยเฉพาะสินเชื่อทางการเงินบนต้นทุนที่เหมาะสม ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาตประกอบธุรกิจ การค้าการลงทุนให้สะดวก โปร่งใส สร้างโอกาสในการหารายได้และลดต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs อาทิ การให้แต้มต่อกับผู้ประกอบการ SMEs ที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand) ในการจัดซื้อจัดจ้างและบริการของภาครัฐ การจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่มีส่วนร่วมในการดูแลและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน การพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยบริหารจัดการธุรกิจเพื่อขยายตลาดและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ อาทิ ระบบบัญชีออนไลน์ฟรี ระบบประเมินภาระภาษีฟรี ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ที่สามารถเชื่อมโยงกับระบบใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) ระบบการเงินธุรกิจ (PromptBiz)
1.4 ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ โดยกระจายอำนาจการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ผลักดันกฎหมายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน และส่งเสริมให้เกิดภาษีใหม่และค่าธรรมเนียม รวมทั้งเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นในการวางแผนและการพัฒนาท้องถิ่น ส่งเสริมการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงนำเทคโนโลยีและงานวิจัยที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่มีอัตลักษณ์ มีคุณภาพและมาตรฐานมากขึ้น เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงตลาด สร้างงาน สร้างอาชีพที่มีค่าตอบแทนเหมาะสมและมีสวัสดิการที่มั่นคงในท้องถิ่น
@ พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
2. ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพการเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ อาทิ ดิจิทัล AI หุ่นยนต์ (Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ การแพทย์และสุขภาพ โดย
2.1 ยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจและสังคมไทย รวมถึงคนไทยให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บูรณาการข้อมูล และพัฒนาบุคลากรในทุกภาคส่วน ตลอดจนส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ควบคู่กับการมียุทธศาสตร์ด้าน AI เพื่อเศรษฐกิจที่ชัดเจน สนับสนุนให้คนไทยและธุรกิจสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับผลิตภาพและความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในทุก ๆ มิติ ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม
@@ ส่งเสริมลงทุนเชิงยุทธศาสตร์
2.2 ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศที่มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับบริษัทของไทยเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการและสนับสนุนธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่มีการใช้ชิ้นส่วน วัตถุดิบ และแรงงานในประเทศเป็นหลัก เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ รวมถึงส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทาน
2.3 ยกระดับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน โดยพลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรมและการแก้ปัญหาของประเทศ สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ หรือ การลงทุนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมภายในประเทศ และลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ พร้อมทั้งวางรากฐานการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้พึ่งพาเทคโนโลยีสู่ผู้สร้าง และผู้ร่วมกำหนดทิศทางเทคโนโลยีในภูมิภาค อาทิ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิจัย หรือทดสอบเทคโนโลยีระดับสูง โดยเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบ อาทิ เกษตร อาหาร ยาและเวชภัณฑ์จากธรรมชาติ อุตสาหกรรมชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ การจูงใจให้รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ การสร้างระบบนิเวศที่จะทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้ในทุกระดับ อาทิ พัฒนาตลาดทุนให้เอื้อต่อการระดมทุนของธุรกิจนวัตกรรม จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Start-up) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก รวมทั้งการสร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการเตรียมความพร้อมและกำลังคนสำหรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต
2.4 เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมวายุภักษ์เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ การลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์และรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในขณะเดียวกันยังช่วยให้เกิดการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยในกิจการที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะ สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินของรัฐ รวมถึงช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนไทย โดยไม่เป็นภาระงบประมาณหรือภาระภาษีให้แก่ประชาชน
2.5 ยกระดับตลาดเงินตลาดทุนให้ทันสมัย โปร่งใส และแข่งขันได้ในระดับสากล เพื่อเป็นแหล่งระดมทุนที่หลากหลายให้กับภาคธุรกิจทุกขนาด ดึงดูด จูงใจผู้ประกอบการ นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สนับสนุนการออมและการเข้าถึงโอกาสต่าง ๆ ในตลาดเงินตลาดทุนเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินของคนไทยทุกคนผ่านการลงทุนที่มีผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการผลักดันการแก้ไขกฎหมายและปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพให้สามารถส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะการลงทุนที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของประเทศ ยกระดับกลไกการกำกับดูแล มีระบบบริหารจัดการเชื่อมโยงข้อมูลและการให้ความยินยอม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

@ Made in Thailand First
3. ด้านการค้า “เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า” โดย
3.1 สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ การกำหนดกลไกควบคุมการส่งสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศเพื่อส่งออกโดยไม่มีการสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศ อาทิ การปรับกลไกตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าให้เข้มงวดและโปร่งใส การผลักดันให้สินค้าและบริการ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมของผู้ประกอบการ SMEs เป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่กับการจัดการปัญหานอมินีที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกิจในประเทศไทยอย่างไม่ตรงไปตรงมาเพื่อลดผลกระทบกับผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบการ SMEs และการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ลงโทษผู้ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง
3.2 ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากลโดยทีมประเทศไทย ด้วยรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การให้สินค้าและบริการไทยเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาการค้าในการจัดซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ของภาครัฐจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูง การปรับปรุงโครงสร้างภาษีและดำเนินมาตรการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย อาทิ การให้แต้มต่อแก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าไทย (Made in Thailand First) ในการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐและธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าและบริการไทย
3.3 บริหารจัดการความเสี่ยงและเพิ่มสมดุลเชิงโครงสร้างการค้า โดยแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคเพื่อให้สามารถนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริง เปลี่ยนคู่ค้าเป็นพันธมิตรทางการค้า ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิม และดำเนินการเชิงรุกในการเปิดตลาดใหม่ ขยายกรอบมูลค่าธุรกิจโดยการเจรจาเพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าให้กับสินค้าและบริการของไทยกับประเทศพันธมิตร เน้นการกระจายตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกในกลุ่มประเทศหลักและสร้างโอกาสให้ผู้ส่งออกรายย่อย โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs
3.4 ส่งเสริมการค้าภาคบริการ โดยพัฒนาความสามารถของผู้บริการไทยในสาขาการศึกษา สุขภาพ ดิจิทัลและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้และจัดทำกรอบข้อตกลงด้านการค้าภาคบริการกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อนำไปสู่การปรับโครงสร้างการค้าของประเทศที่มีความหลากหลายและมีภูมิคุ้มกันจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกมากยิ่งขึ้น
@@ โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง
4. ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำา เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน โดย
4.1 สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ศักยภาพของดินและแหล่งน้ำในพื้นที่ พัฒนาการทำการเกษตรแม่นยำด้วย AI และเทคโนโลยีชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุนการทำการเกษตร รวมถึงช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างยืดหยุ่นควบคู่กับการสร้างองค์ความรู้และเทคนิคการเกษตรสมัยใหม่ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตและการแปรรูปสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทานให้แก่เกษตรกรผ่าน โครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพัฒนายกระดับทักษะการใช้แม่ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
4.2 พัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวางแผนการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เชื่อมโยงการผลิตสินค้าเกษตรกับอุตสาหกรรมแปรรูป โดยใช้ความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นตัวกำหนดทิศทางเพื่อให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพิ่มความแม่นยำาในการพยากรณ์ปริมาณน้ำและสภาพอากาศในระดับตำบล พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตรที่ไม่สร้างภาระและต้นทุนให้แก่เกษตรกร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความรับผิดชอบต่อคุณภาพสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน การปราบปรามสินค้าเกษตรเถื่อน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคุณภาพ เพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน อาทิ การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ ต้นพันธุ์ ปุ๋ยคุณภาพสูงโดยสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตัวเองได้ในด้านปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ยเพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและสร้างเสถียรภาพด้านต้นทุนให้แก่เกษตรกร ตลอดจนดำเนินการจัดการที่ดินเพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินอย่างเป็นธรรม ดำเนินการตรวจสอบและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน
4.3 สร้างเสถียรภาพและยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลกเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจหรืออุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปที่ใช้ผลิตภัณฑ์เกษตรในพื้นที่ พัฒนากลไกที่จะช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตไปจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดอาทิ การยกระดับสหกรณ์การเกษตรสู่การเป็นองค์กรธุรกิจสมัยใหม่ที่มีธรรมาภิบาล เพื่อทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่การผลิตและร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาช่องทางการตลาดเพิ่มอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มเกษตรกร รวมทั้งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ปรับปรุงรูปแบบเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ที่มีความเป็นธรรมระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ พัฒนาระบบโลจิสติกส์ภาคการเกษตรให้มีประสิทธิภาพและอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ สร้างความมั่นคงด้านปริมาณและคุณภาพสินค้าเกษตรควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางด้านอาหารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าเกษตรและอาหารไทยในตลาดโลก

@ ภารกิจท่องเที่ยวควบรวม ก.วัฒนธรรม
5. ด้านการท่องเที่ยว “สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาคยกระดับภาคการท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง” โดย
5.1 ปรับโครงสร้างการบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมของประเทศ / โดยออกกฎหมายเพื่อนำภารกิจด้านการท่องเที่ยวเป็นภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมอัตลักษณ์และความหลากหลายทางภาษาที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและยกระดับบทบาทของวัฒนธรรมไทยในเวทีระหว่างประเทศผ่านการขับเคลื่อนการทูตทางวัฒนธรรมเชิงรุก (Cultural Diplomacy) เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีและส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศรวมถึงส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการและพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งจะช่วยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากความหลากหลายและมั่งคั่งทางวัฒนธรรมของประเทศ อันจะเกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
@@ Destination Thailand 365 วัน
5.2 พัฒนาให้ไทยเป็นจุดหมายในการเดินทาง 365 วัน (Destination Thailand) โดยนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สร้างความประทับใจ ความทรงจำที่ดีงามและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้นักท่องเที่ยวกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยซ้ำเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง โดยเริ่มต้นจากการต่อยอดกับธุรกิจและบริการในสาขาที่ประเทศมีความได้เปรียบ อาทิ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ศิลปวัฒนธรรม วิถีไทยที่คำนึงถึงความยั่งยืน ควบคู่กับการเชื่อมโยงสินค้าและบริการไทยผ่านประสบการณ์การท่องเที่ยว ผนวกสินค้าและบริการไทย อาทิ ผลไม้ อาหาร สปา ให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการแปรรูป ไปจนถึงธุรกิจชุมชนทําให้เกิดการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่นทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
5.3 ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว โดยคนในชุมชนได้รับประโยชน์และมีความพร้อมในการร่วมกันดูแลและรักษาอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนาสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อรองรับการจัดนิทรรศการ การประชุมและกิจกรรมสันทนาการระดับนานาชาติ อาทิ คอนเสิร์ต กีฬา ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของคนต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากรูปแบบการทํางานและใช้ชีวิตของคนทำงานในยุคใหม่ที่สามารถทำงานที่ไหนก็ได้ (Work from Anywhere) โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมไทย
5.4 สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทางและส่งเสริมให้ภาคเอกชนและชุมชนท้องถิ่นร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น เชื่อมโยงกับสินค้า GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน และกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน
5.5 ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุภาคบังคับที่เชื่อมโยงกับระบบให้บริการสาธารณสุขของประเทศ พัฒนาระบบตรวจสอบและรับรองสถานที่ท่องเที่ยวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องให้มีมาตรฐานตามหลักสากล รวมทั้งปรับปรุงการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยวทุกรูปแบบ


Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา