
“….ล้างหนี้เสียประชาชน : ประชาชนที่มีหนี้เสีย (NPLs) ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาท ค้างชำระเกิน 1 ปี จ่ายหนี้ 10% ของยอดหนี้เพื่อปิดหนี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการเฉพาะกิจครั้งเดียวเพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้..."
...................................
สถานการณ์ 'หนี้สินครัวเรือน' ของประเทศไทย ที่ทรงตัวอยู่ในระดับ 16.31 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 86.8% ต่อจีดีพี (ข้อมูล ณ ไตรมาส 3/2568) นั้น ไม่ได้เป็นเพียงแค่กับดักที่ฉุดรั้ง ‘กำลังซื้อ’ ภายในประเทศเท่านั้น แต่หนี้สินดังกล่าวได้สร้างความทุกข์ยากให้คนไทยหลายสิบล้านคน โดยเฉพาะในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในระดับ ‘ต่ำ’ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ ในการเลือกตั้งฯ 8 ก.พ.2569 บรรดาพรรคการเมืองต่างๆ ได้นำเสนอนโยบายในการแก้ปัญหา ‘หนี้สินครัวเรือน’ อย่างหลากหลายด้าน สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงรวบรวมนโยบายหาเสียงของ 8 พรรคการเมือง ในด้านการแก้ปัญหาหนี้สินของประชาชน มานำเสนอ ดังนี้
@‘เพื่อไทย’ชูล้าง NPLs‘ประชาชน-วัยเกษียณ’-‘ภท.’พักหนี้ 3 ปี
พรรคเพื่อไทย (พท.) มี 5 นโยบายสำคัญ ได้แก่
-ล้างหนี้เสียประชาชน : ประชาชนที่มีหนี้เสีย (NPLs) ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 200,000 บาท ค้างชำระเกิน 1 ปี จ่ายหนี้ 10% ของยอดหนี้เพื่อปิดหนี้ โดยมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการเฉพาะกิจครั้งเดียวเพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้
-ล้างหนี้วัยเกษียณ : ล้างหนี้เสียเกิน 1 ปีที่ไม่มีหลักประกันต่ำกว่า 100,000 บาทในสถาบันการเงินรัฐ สำหรับผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไปทุกคน
-ล้างหนี้นอกระบบ : สถาบันการเงินรัฐปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปิดหนี้นอกระบบ รายละ 50,000 บาท
-ผ่อนดี 1 ปี ฟรี 1 งวด : ไม่เกิน 5,000 บาท ยอดหนี้ไม่เกิน 100,000 บาท ในสถาบันการเงินรัฐ เป็นเงินรางวัลแก่ผู้ผ่อนดี สนับสนุนวินัยทางการเงิน
-พักหนี้เกษตรกร : พักเงินต้นและดอกเบี้ย 3 ปี วงเงินไม่เกิน 500,000 บาท (เฉพาะสถาบันการเงินรัฐ)
พรรคภูมิใจไทย (ภท.) มี 2 นโยบายสำคัญ ได้แก่
-พักหนี้ พักหนี้ 3 ปี หยุดต้น ปลอดดอก คนละไม่เกิน 1 ล้านบาท : เพื่อให้ประชาชนไม่ต้องชำระหนี้ ทั้งเงินต้น และดอกเบี้ย ส่วนแหล่งรายได้ที่รัฐบาลจะนำมาใช้ในโครงการฯนั้น จะมาจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat) ที่เพิ่มขึ้น จากการที่ประชาชนมีกำลังซื้อมากขึ้น
-ลดภาระหนี้ : ปิดหนี้ไว ไปต่อได้ พลัส จ่ายตรง มีวินัย ดอกเบี้ยลด : โดยการจัดตั้งกลไกบริหารหนี้เสียของรัฐ (AMC)/กองทุน เพื่อเข้ามาซื้อหรือจัดการหนี้เสีย (NPLs) ที่เป็นปัญหาสะสม โดยหวังให้ลูกหนี้มีโอกาสเริ่มต้นธุรกิจ/ชีวิตใหม่อีกครั้งโดยไม่ติดกับดักหนี้เดิมมากนัก ช่วยดูดซับหนี้เสียออกจากระบบธนาคาร
@‘ปชน.’ลุย 4 นโยบายแก้หนี้‘ทหารชั้นผู้น้อย-เกษตรกร-SMEs’
พรรคประชาชน (ปชน.) มี 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่
-แก้หนี้สิน คืนชีวิตใหม่เกษตรกรไทย : อายุ 70 ปลดหนี้ทันที ลดหนี้ 20% เมื่อลงทุนระบบน้ำหรือปลูกป่า และคืนดอกเบี้ย 10% ให้คนจ่ายดี เพื่อปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้หนี้และยั่งยืน
1.การลดและปลดหนี้สินสำหรับเกษตรกรอายุมากกว่า 70 ปี ได้แก่
• กลุ่มที่ชำระปกติจนครอบคลุมเงินต้นเดิมแล้ว : ปลดหนี้ทันที และถ่ายโอนการบริหารจัดการทรัพย์สินให้ทายาท
• กลุ่มที่ชำระปกติแต่ยังไม่ครอบคลุมเงินต้น : ลดหนี้ลงครึ่งหนึ่ง ปรับตารางชำระใหม่ให้จบภายใน 5 ปี และสามารถถ่ายโอนทรัพย์สินให้ทายาทได้
• กลุ่มที่มีปัญหาการชำระหนี้ : นำมาร่วมโครงการปรับสร้างหนี้ตามความเหมาะสมตามข้อ 2.
2.การปรับโครงสร้างหนี้สำหรับเกษตรกรที่มีปัญหาหนี้เรื้อรังและหนี้เสีย
เน้นการปรับโครงสร้างการผลิตร่วมกับการปรับโครงสร้างหนี้ “ลดหนี้เดิม-ปลอดดอกเบี้ย/ชำระคืน 2 ปี-ยืดเวลาชำระ-จัดสรรทุนใหม่” ใน 4 รูปแบบ:
2.1 การปรับเปลี่ยนการผลิตพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสม (เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายใน 4 ปี) : ลดหนี้เดิม 20% (ไม่เกิน 100,000 บาท/ราย) เมื่อเกษตรกรดำเนินการถึงปีที่ 2 (โดยพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไว้ตั้งแต่ปีแรก) ,สนับสนุนเงินลงทุนปรับปรุงดิน/ระบบน้ำ และทุนหมุนเวียนพืชใหม่ (เกษตรผสมผสาน) และปลอดดอกเบี้ยและชำระคืน 3 ปี พร้อมประกันภัยพืชผลฟรี
2.2 การลงทุนในระบบน้ำในไร่นา (ขุดแหล่งน้ำ/ระบบ IoT/โซลาร์เซลล์) เป้าหมาย 1 ล้านไร่ภายใน 4 ปี : ลดหนี้เดิม 20% (ไม่เกิน 100,000 บาท/ราย) เมื่อเกษตรกรดำเนินการถึงปีที่ 2 (โดยพักหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยไว้ตั้งแต่ปีแรก) ,สนับสนุนทางเทคนิคและเงินทุนสำหรับระบบน้ำใหม่ และปลอดดอกเบี้ยและปลอดการชำระคืน 3 ปี พร้อมประกันภัยพืชผลฟรี
2.3 การปลูกไม้ยืนต้นและไม้เศรษฐกิจ : ลดหนี้ในอัตรา 30,000 บาท/ไร่ (ไม่เกิน 10 ไร่/ราย) ,สนับสนุนงบดูแล 3,000 บาท/ไร่ในปีแรก และ 1,000 บาท/ไร่ในปีที่ 2-3(โดยมีสัญญาการดูแลระยะยาว) ,วางแผนรายได้จากการขายไม้เป็นระยะๆ เพื่อลดหนี้และเป็นเงินออม และสิทธิในเนื้อไม้เป็นของเกษตรกรใช้เป็นหลักทรัพย์ได้
3.การเพิ่มแรงจูงใจสำหรับเกษตรกรที่ชำระหนี้ดีต่อเนื่อง โดยเลือกรับสิทธิได้ ดังนี้ : คืนดอกเบี้ย (หรือลดดอกเบี้ย) 10% เพื่อใช้ปรับปรุงการผลิตปีถัดไป ,หักเงินต้น โดยรัฐสมทบการหักเงินต้นเพิ่มเติม ,รับคูปองปรับเพิ่มประสิทธิภาพ (แปรรูป/ปุ๋ยแม่นยำ/ฝึกอบรม) และสะสมคะแนนเครดิต เพื่อรับส่วนลดดอกเบี้ย 1-2% หากต้องการกู้ขยายกิจการ
-ปลูกไม้ยืนต้น 1 ล้านไร่ เปลี่ยนหนี้ให้เป็นสินทรัพย์สีเขียว : เปลี่ยนที่ดินเสื่อมโทรมเป็นป่าเศรษฐกิจ 1 ล้านไร่ รัฐช่วยปลดหนี้-ให้ทุนดูแล สร้างงานและอุตสาหกรรมเขียวครบวงจร
1.แก้หนี้เกษตรกร : ใช้ต้นไม้เป็นทรัพย์สินเพื่อปลดล็อกหนี้สินเรื้อรังและสร้างหลักประกันทางธุรกิจ
2.สร้างอุตสาหกรรมไม้ครบวงจร : สร้างงานใหม่ตั้งแต่นักเพาะกล้า ช่างฝีมือ สถาปนิก วิศวกร และผู้ประกอบการด้านไม้และผลิตภัณฑ์
3.ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม : เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับคาร์บอน และลดความเสี่ยงภัยพิบัติ
-‘คูปองแก้หนี้’ ลดหนี้เดิม เติมเงินทุน ฟื้นฟูเครดิต : แก้หนี้เสียด้วย “คูปองแก้หนี้” ลดดอกเบี้ยและเงินต้น ค้ำประกันสินเชื่อใหม่สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย และยกระดับฐานข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อคืนโอกาสทางการเงินและสร้างความมั่นคงแก่ประชาชนไทย
1.ลดหนี้เดิมด้วย "คูปองแก้หนี้": สร้างระบบปรับโครงสร้างหนี้แบบบูรณาการ โดยให้ลูกหนี้นำ "คูปองแก้หนี้" เข้ารับคำปรึกษาจาก "โค้ชแก้หนี้" เพื่อประนอมหนี้และวางแผนการเงิน โดยกำหนดมาตรการช่วยเหลือตามระดับความรุนแรงของหนี้ (เช่น เริ่มผิดนัดชำระ, เริ่มค้างชำระ, หนี้เสีย) ครอบคลุมสถาบันการเงินทุกประเภท รวมถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ เป้าหมายคือลดหนี้ครัวเรือนลง 10% ต่อปี ภายในระยะเวลา 4-8 ปี
2.เติมเงินทุนด้วยระบบค้ำประกันรายย่อย (Micro-Guarantee System): รัฐบาลร่วมแบ่งรับความเสี่ยงกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยให้กลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบการอิสระ และ SME รายย่อย ที่มีเครดิตต่ำสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่มีต้นทุนต่ำได้ ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรหนี้นอกระบบ
3.สร้างฐานข้อมูลเครดิตมาตรฐาน (National Credit Score): บังคับให้ผู้ให้บริการสินเชื่อทุกประเภท (รวมถึง Non-Bank และสหกรณ์) นำส่งข้อมูลเข้าสู่บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) เพื่อสร้างมาตรฐานคะแนนเครดิตแห่งชาติ นำไปสู่การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยง (Risk-based Pricing) ที่แม่นยำและเป็นธรรม
-แก้ปัญหาหนี้สินทหารชั้นผู้น้อย : แก้หนี้ทหาร คุมการหักเงินเดือนให้เหลือไม่ต่ำกว่า 9,000 บาท ตรวจสอบดอกเบี้ยให้เป็นธรรม ปรับโครงสร้างหนี้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทหารผู้น้อย
1.ตรวจสอบความยุติธรรม : ประสาน ธนาคารแห่งประเทศไทย ตรวจสอบการคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงินต่อทหารที่พักชำระหนี้ ให้สอดคล้องตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ของแบงก์ชาติ
2.ปรับโครงสร้างหนี้ : มอบหมายให้ กรมการเงินของเหล่าทัพ, กรมพระธรรมนูญ และ คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชน ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย หาแนวทางปรับโครงสร้างหนี้ให้ทหารมีแผนชำระหนี้ที่ชัดเจนและกลับมามีชีวิตที่ปลอดหนี้ได้จริง
3.กำหนดเกณฑ์เงินเดือนคงเหลือ: เร่งรัดออกระเบียบการหักเงินเดือนเพื่อชำระหนี้สหกรณ์และสวัสดิการ โดยอ้างอิงมาตรฐานเดียวกับกองทัพอากาศ คือต้องมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 และไม่น้อยกว่า 9,000 บาท เพื่อสร้างเอกภาพในการดูแลคุณภาพชีวิตกำลังพล
@‘ปชป.’ลุย‘ซื้อหนี้’เกษตรกร-หยุด‘ดอกเบี้ย–พักหนี้’กลุ่มเปราะบาง
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มี 2 นโยบายสำคัญ ได้แก่
-ซื้อหนี้เกษตรกร และฟื้นฟูการทำการเกษตร ด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปลี่ยน การพักหนี้ เป็น การซื้อหนี้คืน เพื่อหยุดวงจรหนี้อย่างยั่งยืน
หยุดวงจรหนี้ด้วยการ “ซื้อหนี้คืน” ควบคู่การฟื้นฟูอาชีพ เพื่อให้เกษตรกรตั้งหลักได้อย่างมีศักดิ์ศรี
• เปลี่ยนเจ้าหนี้เป็นกองทุนฟื้นฟูฯ (กฟก.): รัฐจัดสรรงบผ่าน กฟก. เพื่อเข้าซื้อหนี้เสีย (NPL) และทรัพย์สินที่ถูกยึด (NPA) ของเกษตรกรสมาชิกจาก ธ.ก.ส. สหกรณ์ และสถาบันการเงินของรัฐ ในราคาที่มีส่วนลด (Haircut)
• หยุดดอกเบี้ย ตัดเงินต้นจริง: เมื่อโอนหนี้มาอยู่กับ กฟก. จะหยุดคิดดอกเบี้ยหรือคิดในอัตราต่ำพิเศษ (เช่น 0–1%) และออกแบบการชำระหนี้แบบยืดหยุ่นตามฤดูกาลเก็บเกี่ยว (Tailor-made Repayment)
• รักษาที่ดินทำกิน: โอนที่ดินค้ำประกันมาอยู่ในการดูแลของ กฟก. เพื่อป้องกันการขายทอดตลาด เมื่อเกษตรกรชำระเงินต้นครบ จะโอนกรรมสิทธิ์คืนทันที ให้รักษาที่ดินเป็นมรดกของครอบครัว
• แผนฟื้นฟูอาชีพ เพิ่มรายได้: กฟก. ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนฟื้นฟูการผลิต ปรับวิธีผลิตสู่เกษตรมูลค่าสูง เกษตรผสมผสาน เกษตรแม่นยำ และตลาดนำการผลิต
• ต่อยอดกองทุนหมุนเวียนในอนาคต: เมื่อ กฟก. พึ่งพาตนเองได้ อาจจัดตั้งสินเชื่อดอกเบี้ย 0% เพื่อเป็นทุนปัจจัยการผลิตใหม่ เช่น เมล็ดพันธุ์ ระบบน้ำ และเทคโนโลยี
• ลดภาระงบประมาณรัฐระยะยาว: แทนการพักหนี้ที่รัฐต้องจ่ายดอกเบี้ยซ้ำ นโยบายนี้เป็นการลงทุนครั้งเดียว เพื่อลดหนี้ออกจากระบบอย่างถาวร
-ลดหนี้ครัวเรือน ลดดอกเบี้ยนอกระบบ ลดส่งต่อความยากจนให้ลูกหลาน
ตัดวงจรหนี้ด้วยการพักดอกเบี้ยกลุ่มเปราะบาง เปิดทางสินเชื่อดอกต่ำ และสร้างการแข่งขันทางการเงิน
• หยุดดอกเบี้ย–พักหนี้กลุ่มเปราะบาง: พักชำระหนี้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและกลุ่มเปราะบาง ไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างพักหนี้ เงินที่รัฐจ่ายแทนให้นำไปหักเงินต้น เป็นเวลา 3 ปี
• ปฏิรูประบบอนุมัติสินเชื่อเป็น Credit Scoring: ใช้นวัตกรรมข้อมูลแทนประวัติหนี้เดิม วิเคราะห์จากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ รายได้ การจ่ายค่าสาธารณูปโภค ภาษี และการใช้จ่ายผ่านแอป
• Credit Scoring แบบชุมชน (Community-based): นำข้อมูลบริบทพื้นที่และกลุ่มอาชีพมาใช้คำนวณดอกเบี้ย ให้ผู้ขอสินเชื่อในชุมชนเดียวกันเข้าถึงอัตราดอกเบี้ยเดียวกับกลุ่มอาชีพนั้น
• เพิ่มบทบาท บสย.: แก้กฎหมายให้ บสย. ค้ำประกันเงินกู้จากสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร โดยเฉพาะสินเชื่อเกษตรกร ประชาชนทั่วไป และกิจการรายย่อย
• เพิ่มการแข่งขันทางการเงิน: เปิดทางให้มีสถาบันการเงินและผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกหนี้รีไฟแนนซ์ไปยังเจ้าหนี้ดอกเบี้ยต่ำกว่า ลดดอกเบี้ยทั้งระบบ
@‘4 พรรคเล็ก’ดัน‘แก้หนี้’-‘ไทยก้าวใหม่’ชงรีไฟแนนซ์ NPLs
พรรคไทยก้าวใหม่
-คนมีหนี้ มีทางออก ดอกเบี้ยต่ำ “คุณสู้หนี้ เราเคลียร์ให้” : รีไฟแนนซ์ หนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท ลดดอกเบี้ย เพิ่มระยะเวลาผ่อน
• ลดดอกเบี้ยเหลือเพียง 5-8%
• ขยายเวลาผ่อนชำระให้นานขึ้น สูงสุด 7 ปี เพื่อให้คุณกลับมามีลมหายใจทางการเงินอีกครั้ง
“จ่ายตรง ผ่อนครบปี ลดดอกเบี้ย 1 %” ผ่อนดี เราลดให้ จูงใจวินัยการเงิน ลดภาระดอกเบี้ยเสริมพลังเศรษฐกิจฐานราก
• จ่ายตรง ผ่อนครบปี ลดดอกเบี้ย 1% ต่อปี
• ครอบคลุมทั้งหนี้บ้าน รถ บัตรเครดิต เพื่อเปลี่ยนวินัยการเงิน ให้เป็นเงินออมในกระเป๋าคุณ
พรรครวมไทยสร้างชาติ
เสาที่ 3 : กอบกู้เศรษฐกิจฐานราก แก้หนี้ ลบประวัติบูโร ดอกเบี้ยเป็นธรรม
-รื้อเครดิตบูโร จ่ายจบลบประวัติ กู้ได้ทันที
-รื้อสินเชื่อดอกเบี้ย บัตรเครดิต บ้าน-รถ
พรรคกล้าธรรม
-แก้หนี้ให้คนไทยทั้งระบบ : ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ยอย่างเป็นธรรม ให้ประชาชนตั้งหลักใหม่ได้จริง
พรรคไทยสร้างไทย
แก้หนี้
-กองทุนฟื้นฟูหนี้เสีย (แก้หนี้เสียที่เกิดจากโควิด-พักหนี้ 3 ปี/ ฟรีดอกเบี้ย 2 ปี)
มาตรการที่ 1 (พลิกฟื้น-ตั้งหลัก-ปลดล็อค)
• ชำระดอกเบี้ยให้ลูกหนี้บางส่วน
• เปลี่ยนสถานะลูกหนี้ที่เป็น NPL ให้กลับมาอยู่ในสถานะปกติ
• เปลี่ยนจากรหัสบัญชี 021 ไปเป็น รหัสบัญชี 010
มาตรการที่ 2 (เดินหน้า-ดันธุรกิจ-ช่วยลูกจ้าง)
• พักชำระหนี้ 1 ปี
• เติมเงินสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง เข้าบัญชีธุรกิจ และบัญชีเงินเดือนของลูกจ้าง
• ปรับเปลี่ยนตารางการชำระหนี้ใหม่ ขยายเวลาชำระหนี้ออกไปอย่างน้อย 3 ปี ผ่อนชำระแบบ หน้าต่ำ-หลังสูง
• ปรับกระบวนการปล่อยสินเชื่อ
กองทุนเครดิตประชาชน (ล้างหนี้นอกระบบ – กู้ 10,000-100,000 บาท/ ดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน)
จัดตั้งกองทุนเครดิตประชาชนขึ้นมา เพื่อช่วยคนตัวเล็กกว่า 10 ล้านคน ล้างหนี้นอกระบบ เพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนให้เป็นที่พึ่งของประชาชนคนตัวเล็กที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบปกติของธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ ช่วยให้คนตัวเล็กตั้งตัวได้
โดยเป็นสินเชื่อรายย่อยที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยตํ่า ไม่เกินร้อยละ 1 ต่อเดือน วงเงินกู้ตั้งแต่ 10,000 บาท จนถึง 100,000 บาท เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่โดยรวมของประชาชนคนตัวเล็ก และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้นอกระบบ
@ย้อนดูมาตรการ'แบงก์ชาติ'เดินหน้า 2 มาตรการแก้หนี้
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ดำเนินมาตรการแก้ปัญหา ‘หนี้สินครัวเรือน’ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากรายงาน ‘การติดตามเสถียรภาพระบบการเงินไทยประจำปี 2568’ ปรากฏข้อมูลว่า ธปท.ได้มาตรการระยะสั้น เพื่อแก้ปัญหาและลดภาระหนี้สินครัวเรือน ดังนี้
(1) การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีการทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 3 ครั้งในเดือนเม.ย. ส.ค. และธ.ค.2568 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.25 ต่อปีในปัจจุบัน เพื่อให้เอื้อต่อการปรับตัวของภาคธุรกิจ และบรรเทาภาระทางการเงินของกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนที่มีสินเชื่อแบบดอกเบี้ยลอยตัว
(2) 'โครงการ คุณสู้ เราช่วย' เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและ SMEs ระยะที่ 2 (เริ่ม 1 ก.ค.-30 ก.ย.2568) ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระการจ่ายหนี้ผ่านการลดค่างวดให้แก่ลูกหนี้ การยกเว้นดอกเบี้ย รวมถึงมีการนำเงินที่ลูกหนี้จ่ายไปตัดเงินต้นทั้งหมดเพื่อให้ลดหนี้ได้เร็วขึ้น โดยมีการปรับเงื่อนไขจากโครงการ คุณสู้ เราช่วย ระยะที่ 1 ให้ลูกหนี้สามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น ได้แก่
(2.1) การปรับเงื่อนไขมาตรการ จ่ายตรง คงทรัพย์ให้ครอบคลุมลูกหนี้เพิ่มเติมอีก 2 กลุ่ม คือ ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน (ณ วันที่ 31 ต.ค.2567) และลูกหนี้ที่ไม่มีวันค้างชำระหรือค้างไม่เกิน 30 วัน (ณ วันที่ 31 ต.ค.2567)
(2.2) การปรับเงื่อนไขมาตรการ จ่าย ปิด จบ โดยขยายเพดานภาระหนี้เพิ่มขึ้นจากเดิม 5,000 บาทต่อบัญชีสำหรับหนี้บุคคลธรรมดาทุกประเภท เป็น 10,000 บาทต่อบัญชี สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน และขยายเป็น 30,000 บาทต่อบัญชี สำหรับหนี้ที่มีหลักประกันและหลักประกันถูกยึดหรือขายทอดตลาดแล้ว
(2.3) เพิ่มมาตรการ จ่าย ตัด ต้น สำหรับหนี้ที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งเป็นหนี้เสียและมียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาท ต่อบัญชี โดยปรับโครงสร้างหนี้ให้มียอดผ่อนชำระต่อเดือนที่ร้อยละ 2 ของเงินต้นก่อนเข้ามาตรการ และยกเว้นดอกเบี้ยที่พักไว้ในระหว่างมาตรการให้ หากลูกหนี้ทำได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด
(3) 'โครงการ ปิดหนี้ไว ไปต่อได้' เพื่อแก้ปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) (เริ่ม 5 ม.ค.2569) เพื่อดูแลลูกหนี้รายย่อยกลุ่มเปราะบางที่มีภาระหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-Performing Loans: NPLs) ให้มากขึ้น
โดยเป็นมาตรการเฉพาะกิจที่จะดำเนินการเพียงครั้งเดียว เพื่อป้องกันปัญหาการเสียวินัยทางการเงิน (moral hazard) โดยเน้นหนี้เสียที่ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายคือลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ที่เป็น NPL ในทุกประเภทสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่งรวมกันไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ณ วันที่ 30 ก.ย.2568
ในระยะแรกจะครอบคลุมลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์จำนวนประมาณ 1.6 ล้านบัญชี หรือ 1.2 ล้านราย ภาระหนี้ประมาณ 43,600 ล้านบาท โดยบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) จะรับซื้อหนี้ของลูกหนี้กลุ่มเป้าหมายข้างต้น เพื่อนำมาปรับโครงสร้างหนี้แบบผ่อนปรนเพื่อให้ลูกหนี้กลับมาจ่ายชำระหนี้ได้
ขณะที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จะได้รับการช่วยเหลือผ่านบริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (Ari-AMC) ครอบคลุมอีก 3.3 แสนบัญชี โดยรวมทั้งโครงการคาดว่าช่วยลูกหนี้รายย่อยได้มากถึง 1.9 ล้านบัญชี
เหล่านี้เป็นนโยบายหาเสียงของ 8 พรรคการเมือง เกี่ยวกับการแก้ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ในสถานการณ์หนี้สินครัวเรือนของไทยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังการเลือกตั้งฯ และมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะนำนโยบายแก้หนี้สินที่ได้หาเสียงไว้ไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมมากน้อยเพียงใด?

Isranews Agency | สำนักข่าวอิศรา